xs
xsm
sm
md
lg

สหประชาชาติชี้ ผบ.สูงสุดพม่าต้องถูกดำเนินคดีจากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online



เอเอฟพี - ผู้สืบสวนสหประชาชาติเรียกร้องการไต่สวนระหว่างประเทศและการดำเนินคดีต่อผู้บัญชาการทหารสูงสุด และผู้บัญชาการทหารระดับสูงอีก 5 นาย ของพม่า จากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ต่อชนกลุ่มน้อยโรฮิงญาของประเทศ

“นายพลของพม่าที่รวมทั้ง พล.อ.อาวุโส มิน ออง หล่าย ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ต้องถูกสอบสวนและดำเนินคดีจากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในพื้นที่ตอนเหนือของรัฐยะไข่ เช่นเดียวกับการก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ และอาชญากรรมสงครามในรัฐยะไข่ รัฐกะฉิ่น และรัฐชาน” คณะผู้แทนที่ได้รับมอบหมายให้ค้นหาข้อเท็จจริงของสหประชาชาติ ระบุ

ชาวมุสลิมโรฮิงญาราว 700,000 คน หลบหนีออกจากตอนเหนือของรัฐยะไข่ไปยังบังกลาเทศ หลังพม่าดำเนินการปราบปรามอย่างรุนแรงเมื่อเดือน ส.ค.2560 กับผู้ก่อความไม่สงบท่ามกลางเรื่องราวเกี่ยวกับการวางเพลิง การเข่นฆ่า และการข่มขืน ด้วยฝีมือของทหาร และกลุ่มม็อบในพม่า

พม่าปฏิเสธอย่างหนักแน่นต่อข้อกล่าวหาการกวาดล้างชาติพันธุ์ และยืนยันว่า การปราบปรามเป็นการตอบโต้การโจมตีของกบฏโรฮิงญา

แต่ในรายงานที่เผยแพร่วันนี้ (27) คณะผู้แทนสหประชาชาติยืนยันว่า ยุทธวิธีของกองทัพได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง สม่ำเสมอ และไม่เหมาะสมต่อภัยคุกคามด้านความมั่นคงที่เกิดขึ้นจริง

คณะผู้แทนที่ตั้งขึ้นโดยคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนสหประชาชาติในเดือน มี.ค. 2560 ได้สรุปในรายงานว่ามีข้อมูลเพียงพอที่จะรับรองการสืบสวนและการฟ้องร้องดำเนินคดีต่อเจ้าหน้าที่ระดับสูงในสายการบังคับบัญชาของกองทัพพม่า

การวิพากษ์วิจารณ์ยังมุ่งโจมตีโดยตรงยังนางอองซานซูจี ที่เป็นเป้าการวิจารณ์อย่างรุนแรงจากนานาประเทศต่อความล้มเหลวที่จะปกป้องชนกลุ่มน้อยไร้สัญชาติ

รายงานยังพบว่า อองซานซูจี ไม่เคยใช้ตำแหน่งหน้าที่ในฐานะหัวหน้ารัฐบาลหรืออำนาจทางศีลธรรมเข้าขัดขวางป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ดังกล่าว

แม้จะยอมรับว่า ซูจี และเจ้าหน้าที่ในรัฐบาลมีอิทธิพลเพียงเล็กน้อยต่อการกระทำของทหาร แต่รายงานระบุว่า การกระทำและการละเลยของพวกเขามีส่วนที่ทำให้เกิดการกระทำอาชญากรรมทารุณโหดร้าย

ผู้สืบสวนยังเรียกร้องให้คณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติ ยื่นเรื่องสถานการณ์พม่าต่อศาลอาญาระหว่างประเทศ หรือตั้งศาลอาญาระหว่างประเทศขึ้นมาโดยเฉพาะ รวมทั้งแนะนำการห้ามค้าอาวุธ และกำหนดมาตรการคว่ำบาตรอย่างเฉพาะเจาะจงกับผู้ที่ดูเหมือนจะมีส่วนรับผิดชอบมากที่สุด

ผู้สืบสวนยังเน้นย้ำถึงบทบาทของเฟซบุ๊ก ที่ระบุว่า ถูกใช้เป็นเครื่องมือสำหรับผู้ที่พยายามแพร่กระจายความเกลียดชัง

“แม้เฟซบุ๊กจะดำเนินการปรับปรุงในช่วงหลายเดือนมานี้ แต่การตอบสนองยังคงเชื่องช้า และไม่มีประสิทธิภาพ” รายงาน ระบุ พร้อมทั้งเรียกร้องการสืบสวนอย่างเป็นอิสระถึงโพสต์ และข้อความบนสื่อสังคมออนไลน์ที่นำไปสู่การแบ่งแยกและความรุนแรง.



Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...