xs
xsm
sm
md
lg

เสรีภาพสื่อในพม่าถูกตั้งคำถามหลังประชาธิปไตยยุค “ซูจี” ปราบปรามนักข่าวหนัก

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online



เอพี - เมื่อนักข่าวพม่า 5 คน ถูกตัดสินโทษจำคุกนานนับ 10 ปี จากการรายงานข่าวเกี่ยวกับข้อกล่าวหาถึงการมีอยู่ของโรงงานอาวุธเคมีภายใต้การดำเนินการของทหารเมื่อหลายปีก่อน เวลานั้น นางอองซานซูจี ที่เป็นนักการเมืองฝ่ายค้านได้กล่าวประณามการลงโทษดังกล่าวว่าเป็นการลงโทษที่รุนแรงเกินไป

นักข่าวจากสำนักพิมพ์ Unity ที่ในปัจจุบันเลิกกิจการแล้ว ถูกตัดสินว่ากระทำความผิดจากการละเมิดกฎหมายความลับราชการ กฎหมายเดียวกันกับที่เวลานี้กำลังนำมาใช้กับสองนักข่าวรอยเตอร์ที่กำลังเผชิญต่อโทษจำคุก 14 ปี

“ไม่ใช่ว่าฉันไม่ยอมรับถึงประเด็นความมั่นคงของชาติ” ซูจี กล่าวต่อผู้สนับสนุนในการชุมนุมเดือนก.ค.2557 ตามที่ระบุในบทความที่ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์อิรวดีเวลานั้น “แต่ในระบบประชาธิปไตย ความมั่นคงควรสมดุลกับเสรีภาพ สิทธิของนักข่าวในการรายงานข่าวกำลังถูกควบคุม” ซูจี กล่าว

อีกกว่า 3 ปีต่อมา ซูจี ได้กลายเป็นผู้นำรัฐบาลกำกับดูแลบริหารประเทศ ในขณะที่ศาลดำเนินคดีกับนักข่าวหลายสิบคน รวมทั้งความพยายามต่างๆ ที่จะปราบปราม และทำลายความน่าเชื่อถือของสื่อ

ตำรวจเข้าจับกุมนักข่าวรอยเตอร์ 2 คน คือ วา โลน และกอ โซ อู เมื่อวันที่ 12 ธ.ค. ขณะที่พวกเขากำลังสืบเหตุการณ์การสังหารหมู่ชาวมุสลิมโรฮิงญา 10 คน โดยทหารพม่า และชาวบ้านที่เป็นชาวพุทธในหมู่บ้านอินดิน เรื่องราวของรอยเตอร์ยังรวมถึงรูปถ่ายชาย 10 คน ถูกจับนั่งคุกเข่าเรียงแถว และศพที่เต็มไปด้วยเลือดในหลุม ที่ได้รับจากผู้สูงอายุในหมู่บ้าน นักข่าวยังได้ข้อมูลที่ช่วยสนับสนุนเหตุการณ์จากการสารภาพของชาวบ้านที่รับว่าฝังศพ และสังหารชาวมุสลิมเหล่านั้น รวมถึงจากตัวเจ้าหน้าที่รักษาความมั่นคงเองด้วย

แต่เมื่อ บิล ริชาร์ดสัน อดีตทูตประจำสหประชาชาติได้พบหารือกับนางอองซานซูจีในเดือนนี้ และยกคดีการจับกุมนักข่าวรอยเตอร์ขึ้นพูดคุย ริชาร์ดสัน กล่าวว่า ประเด็นดังกล่าวสร้างความไม่พอใจให้แก่ ซูจี อย่างมาก

ซอ เต โฆษกของซูจี กล่าวว่า ริชาร์ดสันทำหน้าที่เกินกว่าที่ได้รับมอบหมาย ซึ่งริชาร์ดสัน ได้รับเชิญมายังพม่าเพื่อเข้าร่วมในคณะที่ปรึกษาว่าด้วยวิกฤตโรฮิงญา ที่ในเวลาต่อมา ริชาร์ดสันได้ถอนตัว และเรียกคณะทำงานว่าเป็นการฟอกขาวให้รัฐบาลพม่า

ความเป็นปรปักษ์กับสื่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำนักข่าวต่างชาติที่รายงานสถานการณ์ในพม่า เพิ่มสูงขึ้นนับตั้งแต่ปฏิบัติการกวาดล้างของกองทัพเริ่มขึ้นในเดือน ส.ค. หลังผู้ก่อการร้ายโรฮิงญาก่อเหตุโจมตีอย่างไม่คาดคิด ที่ส่งผลให้โรฮิงญามากกว่า 700,000 คน ถูกผลักดันให้อพยพหลบหนีความรุนแรงไปบังกลาเทศนับแต่นั้น

นักข่าว และกลุ่มสิทธิมนุษยชนรายงานวิกฤตที่เกิดขึ้น รวมถึงการกระทำทารุณต่างๆ เช่น การข่มขืน การสังหารหมู่ และการวางเพลิงอย่างกว้างขวาง เมื่อต้นเดือน ก.พ. เอพีได้รายงานเกี่ยวกับการพบหลุมศพใหญ่อย่างน้อย 5 แห่ง ที่หมู่บ้านกูดาเปงในรัฐยะไข่

รัฐบาลซูจี ปฏิเสธการกระทำทารุณ และกล่าวป้องการกระทำของทหาร และโต้แย้งว่ารายงานของสื่อเป็น “ข่าวปลอม” ซึ่งนักวิเคราะห์กล่าวว่า เป็นความพยายามที่จะทำลายความน่าเชื่อถือของรายงานของสื่ออิสระ และจำกัดการรายงานข่าว

“พวกเขากำลังทำทุกอย่างในอำนาจของพวกเขาที่จะปิดกั้นการไหลบ่าของข่าวสาร เพื่อให้แน่ใจว่า จะไม่มีข้อมูลที่สร้างความเสียหายเล็ดลอดออกมา” ฌอน คริสพิน ผู้แทนคณะกรรมการคุ้มครองสื่อประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าว

“พวกเขากำลังใช้การคุกคามทางกฎหมาย พวกเขาสกัดกั้นการเข้าถึงพื้นที่ที่ถูกกล่าวหาว่ามีการละเมิดสิทธิเกิดขึ้น พวกเขากำลังทำให้ชาวต่างชาติได้วีซ่ายากขึ้น นอกจากนั้น พวกเขายังสร้างบรรยากาศความหวาดกลัวในหมู่นักข่าวท้องถิ่นอีกด้วย ข้อความที่พวกเขาส่งมานั้นชัดเจน หากคุณรายงาน ก็เสี่ยงที่จะติดคุก” คริสพิน กล่าว

ในขณะที่ความเป็นปรปักษ์กับสื่อต่างชาติเพิ่มสูงขึ้น บางสำนักข่าวได้ถอนนักข่าวออกจากประเทศ เช่น ผู้สื่อข่าวของเอพีเดินทางออกจากพม่าในปลายเดือน พ.ย. หลังมีการข่มขู่คุกคามบนสื่อสังคมออนไลน์ และชายไม่ทราบชื่อติดตามนักข่าวไปถึงบ้านพักในย่างกุ้ง

หากย้อนกลับไปเมื่อไม่นานนี้ บรรยากาศในพม่ากลับแตกต่างกันอย่างมาก


หลังรัฐบาลเผด็จการทหารที่ปกครองประเทศกว่าครึ่งศตวรรษสละอำนาจการบริหารให้แก่รัฐบาลกึ่งพลเรือนในปี 2554 การเปลี่ยนแปลงไปสู่ประชาธิปไตยที่เกิดขึ้นได้รับการยกย่องอย่างกว้างขวางหลังจากเฝ้ารอกันมายาวนาน บรรดานักข่าวต่างเต็มไปด้วยความหวัง เมื่อรัฐบาลยกเลิกการเซ็นเซอร์ในปี 2555 ที่ทำให้สื่อท้องถิ่นเฟื่องฟูเป็นครั้งแรกในรอบหลายสิบปี นักข่าวต่างชาติได้รับวีซ่า ทำให้พวกเขาสามารถรายงานเรื่องราวจากประเทศที่ปิดตัวมากที่สุดแห่งหนึ่งในโลก และในปี 2556 เอพี กลายเป็นสำนักข่าวต่างชาติรายแรกที่เปิดสำนักงานอย่างเป็นทางการนับตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครองของทหารเริ่มขึ้น

ความหวังพุ่งถึงขีดสุดเมื่อพรรคของนางอองซานซูจี กวาดชัยได้อย่างถล่มทลายในการเลือกตั้งปี 2558

“มันเต็มไปด้วยความหวังว่าในที่สุดนักข่าวท้องถิ่นก็มีอิสระที่จะรายงานข่าว และซูจี เป็นดั่งแชมเปี้ยนของพวกเขา แต่ซูจี กลับกลายเป็นภัยคุกคามสื่อ” คริสพิน กล่าว

นักข่าวอย่างน้อย 33 คน ถูกตั้งข้อหาก่ออาชญากรรมภายใต้กฎหมายต่างๆ นับตั้งแต่รัฐบาลซูจีเข้าทำหน้าที่ในปี 2559 ตามการรายงานของกลุ่ม We Support Journalists ซึ่งตัวเลขมีแนวโน้มสูงกว่าช่วงการปกครองของทหารเพราะทุกวันนี้มีนักข่าวทำงานอยู่เป็นจำนวนมาก

นอกจากกฎหมายความลับราชการ นักข่าวยังถูกตั้งข้อหาจากการละเมิดพระราชบัญญัติการรวมตัวอย่างผิดกฎหมาย เช่น ชาย 3 คน ที่ถูกควบคุมตัวนานหลายเดือนเมื่อปีก่อน จากการทำข่าวงานเผายาเสพติดที่จัดขึ้นโดยกลุ่มติดอาวุธขนาดเล็ก นอกจากนั้น นักข่าวยังถูกตั้งข้อหาตามมาตรา 66(d) ของกฎหมายโทรคมนาคม ในความผิดที่เข้าข่ายหมิ่นประมาทซึ่งมีโทษจำคุกสูงสุด 3 ปี

กฎหมายโทรคมนาคมมักถูกใช้ควบคุมเสรีภาพในการแสดงออก หม่อง ส่องข่า นักวิจัยอิสระของ We Support Journalists กล่าว ที่นักเคลื่อนไหว และผู้ชุมนุมประท้วงประมาณ 80 คน ถูกตั้งข้อหาจากกฎหมายนี้ ซึ่งพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) ของซูจี ที่ครองเสียงข้างมากในสภามีอำนาจที่จะแก้ไข หรือยกเลิกข้อกฎหมายดังกล่าวได้.


Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...