xs
xsm
sm
md
lg

เทสโก้ โลตัส ตอกย้ำเป้าลดการทิ้งอาหารให้ได้ครึ่งหนึ่งภายในปี 2030

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


ไม่เพียงเป็นซูเปอร์มาร์เก็ตแห่งแรกในประเทศไทย ที่วัดและเปิดเผยข้อมูลขยะอาหาร (food waste data) อย่างโปร่งใส เป้าหมายลดปริมาณขยะอาหารให้ได้ครึ่งหนึ่งภายในปี ค.ศ. 2030 ยังสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG) ข้อ 12.3 (Target 12.3)
ตามปณิธานกลุ่มเทสโก้ เชื่อมั่นว่าการวัดและเปิดเผยข้อมูล รวมถึงรายงานความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง จะนำไปสู่การแก้ปัญหาอย่างได้ผลที่สุด ทั้งนี้ เป้าหมายของกลุ่มเทสโก้ ซึ่งครอบคลุมถึงธุรกิจในประเทศไทย คือการช่วยลดปริมาณขยะอาหารให้ได้ครึ่งหนึ่งภายในปี ค.ศ. 2030 สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG) ข้อ 12.3 (Target 12.3)
จากข้อมูลตลอดทั้งปีงบประมาณ 2561/62 (1 มีนาคม 2561 - 28 กุมภาพันธ์ 2562) พบว่าจากปริมาณอาหารที่เทสโก้ โลตัส จำหน่ายทั้งหมดในช่วงเวลาดังกล่าว 0.52% กลายเป็นอาหารส่วนเกินที่จำหน่ายไม่หมด ในปริมาณนั้น อาหารที่ยังสามารถรับประทานได้ประมาณ 160 ตัน หรือเท่ากับ 380,000 มื้ออาหาร ได้ถูกบริจาคให้กับองค์กรการกุศล ส่วนอาหารที่รับประทานไม่ได้แล้วบางส่วนถูกนำไปเลี้ยงสัตว์และทำปุ๋ยอินทรีย์

สลิลลา สีหพันธุ์ ประธานกรรมการฝ่ายกิจการบรรษัท เทสโก้ โลตัส กล่าวว่า “ในฐานะธุรกิจค้าปลีกที่จำหน่ายอาหารปริมาณมาก กลุ่มเทสโก้ ตระหนักดีถึงบทบาทและความรับผิดชอบของเราในการช่วยลดปริมาณขยะอาหาร (food waste) และได้ตั้งเป้าหมายที่สอดคล้องกับ SDG ในการช่วยลดปริมาณขยะอาหารให้ได้ครึ่งหนึ่งภายในปี ค.ศ. 2030 การที่จะสามารถลดปริมาณขยะอาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพนั้น เราจำเป็นที่จะต้องให้ความสำคัญกับการมีแผนการดำเนินงานที่ชัดเจน โดยใช้แนวทาง Target, Measure, Act ในการลดปริมาณขยะอาหารภายในธุรกิจของเราเอง Target คือการตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนและประกาศให้เป็นสาธารณะ Measure คือการวัดผลอย่างต่อเนื่องและเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส และ Act คือการลงมือทำเพื่อลดปริมาณขยะอาหารให้ได้สำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้ เทสโก้ ในสหราชอาณาจักร เป็นซูเปอร์มาร์เก็ตแห่งแรกในโลกที่เปิดเผยข้อมูลขยะอาหารที่ได้รับการรับรองจากหน่วยงานภายนอก ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2013 หลังจากนั้นในปี ค.ศ. 2016 เทสโก้ ในไอร์แลนด์ และยุโรปกลาง ก็ได้เริ่มวัดและเปิดเผยข้อมูลขยะอาหารเช่นกัน และในปีนี้ จะเป็นปีแรกที่เทสโก้ โลตัส ในประเทศไทย และเทสโก้ มาเลเซีย ได้เริ่มวัดและเปิดเผยข้อมูลขยะอาหาร”
“เทสโก้ โลตัส ได้ประกาศเจตนารมณ์ในปี พ.ศ. 2560 ในการเป็นผู้นำลดปริมาณขยะอาหารในประเทศไทย โดยเราได้บริจาคอาหารที่จำหน่ายไม่หมดแต่ยังรับประทานได้ให้กับมูลนิธิและผู้ยากไร้ผ่าน ‘โครงการกินได้ไม่ทิ้งกัน’ ซึ่งปัจจุบันไฮเปอร์มาร์เก็ต 40 สาขาของเราบริจาคอาหารที่ยังรับประทานได้ให้ผู้ยากไร้ ส่วนอาหารที่รับประทานไม่ได้แล้วบางส่วนถูกนำมาทำปุ๋ยและอาหารสัตว์ นอกจากนั้นแล้ว เทสโก้ โลตัส ยังมีนโยบายลดการสูญเสียอาหารตลอดห่วงโซ่อาหาร ตั้งแต่แหล่งเพาะปลูก กระบวนการขนส่ง การจัดการอาหารในร้านค้าของเรา ไปจนถึงในระดับผู้บริโภค การที่เราจะทราบถึงความคืบหน้าในการบรรลุตามเป้าหมาย จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการวัดผล ดังนั้นเทสโก้ โลตัส จึงได้เริ่มกระบวนการวัดปริมาณอาหารที่จำหน่ายทั้งหมด (food sales) ปริมาณอาหารที่เหลือจากการจำหน่าย (surplus food) และปริมาณขยะอาหาร (food waste) ตลอดทั้งปีงบประมาณ โดยเทสโก้เป็นซูเปอร์มาร์เก็ตแรกในทวีปเอเชียที่วัดและเปิดเผยข้อมูลนี้ และในประเทศไทยเองก็ยังไม่มีการจัดเก็บข้อมูล food waste ในระดับประเทศ”
“ข้อมูลในปีงบประมาณ 2561/62 แสดงว่า เทสโก้ โลตัส จำหน่ายอาหารทั้งหมดกว่า 2 ล้านตัน ซึ่งในปริมาณนี้ 0.52% หรือประมาณกว่า 10,000 ตันจำหน่ายไม่หมด ในจำนวนนี้อาหารที่ยังรับประทานได้ปริมาณ 160 ตัน หรือเทียบเท่า 380,000 มื้อ บริจาคให้ผู้ยากไร้ ในขณะที่อาหารที่ไม่สามารถรับประทานได้แล้วบางส่วนถูกนำไปทำปุ๋ยและอาหารสัตว์ อย่างไรก็ตาม ยังมีอาหารที่ยังสามารถรับประทานได้ที่ถูกทิ้งเป็นขยะอาหาร เป้าหมายในระยะสั้นของเรา คือการขยายโครงการกินได้ไม่ทิ้งกันให้ครอบคลุมไฮเปอร์มาร์เก็ตทั้ง 160 สาขาทั่วประเทศ ซึ่งคาดว่าจะช่วยลดปริมาณขยะอาหารได้มากขึ้น อีกทั้งจะนำอาหารที่รับประทานไม่ได้แล้วไปแปรรูปเพื่อใช้ประโยชน์ และจะทำการเปิดเผยข้อมูลของปีต่อๆ ไปเพื่อให้สังคมรับทราบถึงความคืบหน้าในการดำเนินการของเรา”
“เทสโก้ โลตัส ในฐานะร้านค้าปลีก เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งในห่วงโซ่อาหารเท่านั้น ซึ่งประกอบไปด้วยเกษตรกร ผู้ผลิตอาหาร ซูเปอร์มาร์เก็ตอื่นๆ ตลาดสด ร้านอาหาร โรงแรม ไปจนถึงในระดับครัวเรือน เราอยากเชิญชวนให้ภาคส่วนอื่นๆ ที่มีความเกี่ยวข้องในการผลิต จำหน่าย และบริโภคอาหาร หันมาให้ความสำคัญกับการลดขยะอาหาร เนื่องจากเป็นปัญหาที่มีผลกระทบในระดับโลกและส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) เรายินดีในการแบ่งปันความรู้และประสบการณ์ในการวัดและจัดเก็บข้อมูลให้กับองค์กรอื่นๆ เพื่อที่จะได้ร่วมกันเดินหน้าสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนต่อไป”



กำลังโหลดความคิดเห็น...