xs
xsm
sm
md
lg

จับตาแบนสารพิษเกษตร! ไบโอไทยเตรียมร่วมประชุมสภา ชี้ตัวอย่างจากยุโรป

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


พรุ่งนี้ (อังคาร 17 กันยา) “ไบโอไทย”จะเข้าร่วมประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการควบคุมการใช้สารเคมีในภาคเกษตรกรรม ของสภาผู้แทนราษฎร เพื่อนำงานศึกษาของรัฐสภายุโรปบอกกล่าวสภาไทย ย้ำเวียดนาม มาเลเซีย และจีน ประกาศแบนพาราควอตแล้ว โชว์ข้อมูลวิจัยเกษตรกรพร้อมสนับสนุนการยกเลิกสารพิษ ด้านผู้ตรวจการแผ่นดิน ส่งหนังสือถึงนายกฯ สั่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องขึ้นบัญชีดำ พาราควอต ห้ามนำเข้า จำหน่าย ครอบครอง ตั้งแต่ 1 ม.ค.2563

เพจเฟซบุ๊กมูลนิธิชีววิถี หรือ ไบโอไทย โพสต์ว่า ในวันอังคารที่ 17 กันยายนนี้ ตัวแทนไบโอไทยจะเข้าร่วมประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการควบคุมการใช้สารเคมีในภาคเกษตรกรรม ของสภาผู้แทนราษฎร โดยจะนำงานศึกษาของรัฐสภายุโรปไปบอกกล่าวแก่สภาไทย เพื่อบอกว่าโลกกำลังมุ่งหน้าไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน เวียดนาม มาเลเซีย และจีน ประกาศแบนพาราควอตแล้ว เพื่อเดินหน้าไปสู่ระบบเกษตรกรรมและอาหารที่ปลอดภัยและยั่งยืน

ประเทศไทยต้องไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ต้องไม่เป็นเหยื่อการข่มขู่ของบรรษัทสารพิษที่กอบโกยผลกำไรไปมากเกินพอแล้ว แลกกับความเจ็บป่วยของคนในสังคมไทย เพราะแม้แต่ประเทศต้นทาง ทั้งสหราชอาณาจักร สวิส และจีน ที่ผลิตสารพิษ ก็ไม่ยินยอมใช้สารพิษทำลายสรรพชีวิตที่ตนเองพัฒนาและผลิตขึ้น

ประสบการณ์ของประชาคมยุโรปซึ่งปฏิรูปการจัดการสารเคมีกำจัดศัตรูพืช ในช่วงระหว่างปี 1993-2009 สหภาพยุโรปประเมินการใช้สารกำจัดศัตรูพืชใหม่ทั้งหมด โดยคำนึงถึงสุขภาพของประชาชนที่เป็นผู้บริโภค เกษตรกร ชุมชนท้องถิ่น รวมทั้งสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลกระทบต่อน้ำใต้ดิน สิ่งมีชีวิตอื่นที่ไม่ใช่แมลงเป้าหมาย เช่น นก สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ไส้เดือน ผึ้ง เป็นต้น โดยกระบวนการนี้ ผู้ประกอบการจำนวนมากไม่ได้รับอนุญาตให้ขึ้นทะเบียน และสารพิษถูกถอดออกไปจากตลาดรวมมีสัดส่วนถึง 74% ของสารกำจัดศัตรูพืชทั้งหมด จากสารกำจัดศัตรูพืชที่ใช้อยู่ประมาณ 1,000 ชนิด

ประสบการณ์ของยุโรปบอกว่า การแบนสารพิษร้ายแรง 74% หรือกว่า 700 ชนิด จากสารเคมีกำจัดศัตรูพืชประมาณ 1,000 ชนิด ไม่ทำให้ผลผลิตของยุโรปและความมั่นคงทางอาหารลดลง เพราะการแบนสารพิษจะนำไปสู่การกระตุ้นการพัฒนาทางเลือกในการป้องกันกำจัดศัตรูพืชทั้งโดยตรงและโดยอ้อม ทั้งในเรื่องเครื่องจักรกลการเกษตร การพัฒนาระบบการปลูกพืช และผลิตภัณฑ์ชีวภาพต่างๆ

ยกตัวอย่าง ผลผลิตข้าวโพดและพืชอาหารสำคัญของยุโรปล้วนแล้วแต่มีผลผลิตเฉลี่ยต่อแฮกตาร์เพิ่มขึ้นหลังการปฏิรูปเรื่องสารพิษดังกล่าว จากกราฟจะเห็นว่า ผลิตภัณฑ์สารเคมีกำจัดศัตรูพืชเริ่มลดลงเป็นลำดับนับตั้งแต่ยุโรปเริ่มกระบวนการปฏิรูปเรื่องสารเคมีกำจัดศัตรูพืชเพื่อปี 1993 แต่ผลิตภัณฑ์ชีวภาพกำลังเพิ่มขึ้น

การไม่อนุญาตให้ใช้สารที่มีความเสี่ยงสูงต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมดังกล่าว ทำให้เกิดการพัฒนาทางเลือกในการใช้วิธีการอื่นในการทดแทนสารเคมีมากขึ้น โดยที่นอกจากผลผลิตทางการเกษตรของพืชผลต่างๆ ไม่ลดลงแล้ว แต่ยังเพิ่มขึ้นด้วย

ตัวอย่างผลผลิตเฉลี่ยต่อแฮกตาร์ในพืชสำคัญของประเทศยุโรปตะวันตกในช่วงเวลาดังกล่าว (1993-2011) มีอัตราเพิ่มขึ้น ดังนี้

ข้าวโพด ผลผลิตเพิ่มขึ้นจาก 8.13 ตัน/แฮกตาร์ เป็น 10.3 ตัน/แฮกตาร์ หรือเพิ่มขึ้น 26.69 %

ข้าวบาร์เลย์ ผลผลิตเพิ่มขึ้นจาก 5.19 ตัน/แฮกตาร์ เป็น 5.61 ตัน/แฮกตาร์ หรือเพิ่มขึ้น 8.09 %

มันฝรั่ง ผลผลิตเพิ่มขึ้นจาก 39.93 ตัน/แฮกตาร์ เป็น 46.26 ตัน/แฮกตาร์ หรือเพิ่มขึ้น15.85 %

ถั่วเหลือง ผลผลิตเพิ่มขึ้นจาก 2.38 ตัน/แฮกตาร์ เป็น 2.88 ตัน/แฮกตาร์ หรือเพิ่มขึ้น 21.01%

สำหรับเกษตรกรของไทย จากงานศึกษาของ ศิรินันท์ บุญทศ และสง่า ทับทิมหิน วิทยาลัยแพทยศาสตร์และการสาธารณสุข มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี เกี่ยวกับความคิดเห็นต่อมาตรการควบคุมการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงของชาวไร่แตงโม ให้ข้อมูลว่า เกินครึ่งหนึ่งของเกษตรกรสนับสนุนการแบนพาราควอตและคลอร์ไพริฟอส

ทั้งนี้ กรรมการวัตถุอันตราย 16 คนที่ลงมติไม่แบนพาราควอตและสารเคมีกำจัดศัตรูพืชมีหนาว ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่13 กันยายน 2562 ทั้งพรรคฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลจับมือลงมติด้วยเสียงเป็นเอกฉันท์ 399:0 ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการควบคุมการใช้สารเคมีในภาคเกษตรกรรม โดย ส.ส.จากทุกพรรคการเมืองต่างอภิปรายไปในทางเดียวกันว่าประเทศไทยต้องยกเลิกการใช้สารเคมี 3 ตัว ประกอบด้วย พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส เพราะเป็นอันตรายต่อสุขภาพของคนไทยจำนวนมาก

“ไบโอไทย” และ “ไทยแพน” ได้รับการติดต่อจากพรรคการเมืองและพรรคฝ่ายค้านในเข้าร่วมเป็นกรรมาธิการ เช่นเดียวกับนักวิชาการที่ต่อสู้เพื่อให้ยกเลิกพาราควอต และสารเคมีที่มีความเสี่ยสูงอีกหลายท่าน เช่น ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา รศ.ดร.พวงรัตน์ ขจิตวิชยานุกูล รวมทั้ง รศ.ดร.จิราพร ลิ้มปานานนท์ หนึ่งในคณะกรรมการวัตถุอันตรายที่โหวดให้แบนพาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส เป็นต้น

นอกจากนี้ นายรักษเกชา แฉ่ฉาย เลขาธิการสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน แถลงมติผู้ตรวจการแผ่นดิน กรณีสารพาราควอตอีกครั้ง เมื่อวันที่13 ก.ย.2562 โดยระบุว่า ผู้ตรวจการแผ่นดินจะส่งหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพื่อขอให้นำเรื่องเข้า ครม.และสั่งการให้กระทรวงอุตสาหกรรมออกประกาศเพื่อปรับระดับการควบคุมพาราควอตให้เป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 คือ ห้ามนำเข้า จำหน่าย และมีไว้ครอบครอง โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2563 โดยย้ำว่าหากไม่มีความคืบหน้า เตรียมส่งเรื่องถึงสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ( ป.ป.ช.)

ประเทศไทยสามารถเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจ ในการรับมือกับมาตรฐานการแข่งขันทางการค้าที่เข้มงวดเกี่ยวกับความปลอดภัย พร้อมไปกับการคุ้มครองสุขภาพของเกษตรกรและผู้บริโภค ด้วยการแบนสารพิษร้ายแรงทางการเกษตร


กำลังโหลดความคิดเห็น...