xs
xsm
sm
md
lg

‘ลอนดอน’ มหานครกรีนแห่งแรกของโลก เบื้องหลัง เตรียมฉลองเปิดแคมเปญ National Park City

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



นครลอนดอนกำลังตื่นเต้นกับการเตรียมงานเฉลิมฉลอง 7 วัน 7 คืน ภายหลังการลงนามรับรองให้ลอนดอนเป็นมหานครแห่งแรกของโลก ในฐานะ National Park City
ตามรายงานข่าวจากอังกฤษ ระบุว่า ข่าวชิ้นนี้คงไม่เป็นที่น่าสนใจนักสำหรับผู้บริหารนครลอนดอน หากไม่ใช่เพราะว่าการประกาศลงนามเป็น National Park City รายแรกของโลกในครั้งนี้ ไม่ได้มีส่วนสำคัญในการสร้างความตื่นตัวให้ชาวลอนดอนก้าวไปสู่เป้าหมายการเป็นมหานครกรีนมากขึ้น
หลังการลงนามเป็น National Park City นั่นหมายความว่า เมืองแห่งนี้สร้างสภาวะแวดล้อมที่ดีต่อสุขภาพมากขึ้น และสามารถจะต่อยอด หรือขยายสู่กิจกรรมต่างๆ ได้ง่ายและดียิ่งขึ้น
ขณะเดียวกันที่สหราชอาณาจักร เมืองนิวคาสเซิลและเมืองไทน์ (Tyne) ก็เตรียมเปิดตัวแคมเปญให้เมืองของตนเป็น National Park City แห่งต่อไป หลังจากที่กลาสโกลว์ และสกอตแลนด์เปิดตัวแคมเปญนี้ไปแล้ว
ทั้งนี้ มูลนิธิ National Park City Foundation หรือ NPCF ได้ร่วมเป็นพันธมิตรหลักกับ World Urban Parks and Salzburg Global Seminar ในการสร้างกฎบัตรระหว่างประเทศ ชื่อ International Charter for National Park Cities (NPC) ที่มีเป้าหมายให้ทั่วโลกมี National Park City อย่างน้อย 25 แห่งภายในปี 2025 โดยได้ขอให้นครลอนดอนยอมทำหน้าที่เป็นผู้นำรายแรกของโลกที่ลงนามในกฎบัตรที่ว่านี้
แนวคิดของ National Park City คือการทำให้เมืองต่างๆ ในโลกเป็นไปตามแนวทางกรีน สุขภาพดี และคงความเป็นพื้นที่ธรรมชาติแบบสวนป่าให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน โดยเริ่มแนวคิดนี้จากการริเริ่มของ Daniel Raven-Ellison เมื่อ 6 ปีก่อนหน้านี้ แต่เพิ่งจะทำให้เป็นรูปธรรมเป็นจริงได้ครั้งแรกของโลกในปีนี้


สิ่งที่น่าสนใจจากการที่ลอนดอนประกาศเป็น National Park City แห่งแรกของโลก มีหลายประการได้แก่
ประการที่ 1 ทำให้ชาวเมืองลอนดอนรู้สึกถึงความภาคภูมิใจ และใช้งานเฉลิมฉลองครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นสร้างความตระหนักถึงการมีส่วนร่วมและติดตามในความก้าวหน้า ความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดหลังจากนี้กับพื้นที่นอกอาคารที่เป็นสวนสาธารณะของลอนดอน
ประการที่ 2 ในงานฉลองครั้งนี้จะแสดงภาพที่แบ่งปันเรื่องราวตั้งแต่อดีตการเป็นป่าธรรมชาติ และการเดินทางของชีวิตแบบสวนป่าของลอนดอนมาจนถึงวันนี้ ที่สะท้อนว่าลอนดอนมาได้ไกลเพียงใด ในการเรียกคืนผืนป่าธรรมชาติกลับมาอีกครั้งหนึ่ง จนทำให้ลอนดอนมีอากาศที่ดีขึ้น ซึ่งดีต่อสุขภาพ มีความเป็นกรีนมากขึ้น และน่าอยู่มากกว่าเดิมในส่วนของการใช้ชีวิตนอกห้องสี่เหลี่ยม
ประการที่ 3 ปัญหาสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติเป็นหนึ่งในปัญหาหลักของลอนดอน การใช้แนวทาง National Park City ในความพยายามเปลี่ยนวิกฤตกลับเป็นโอกาสที่ดีต่อการดำรงชีวิตในเมืองต่างๆ ที่เป็นเมืองหลักของอังกฤษ ซึ่งต้องทำให้สังคม ประชาคมเข้ามามีส่วนร่วมในการชื่นชมยินดี กระตือรือร้นในการปรับเปลี่ยนสภาพเมืองกับเรื่องนี้อย่างทั่วถึง และเป็นเรื่องสำคัญของการขับเคลื่อน National Park City สู่ความสำเร็จ
ประการที่ 4 ลอนดอนมีประชากรในเมือง 9 ล้านคน มีครัวเรือน 14,000 คนต่อ 1 ตารางไมล์ จึงสามารถฟื้นฟูความเป็นชีวิตท่ามกลางสวนป่าธรรมชาติได้ ไม่ใช่เพียงชีวิตกลางคืนเท่านั้น เพราะมีสปีชีกว่า 15,000 สปีชีที่อาศัยอยู่ในพื้นที่นี้ รวมทั้งค้างคาว 8 สายพันธุ์ หรือสัดส่วนมากที่สุดในอังกฤษเทียบกับพื้นที่อื่น และยังมีนกนับร้อยสายพันธุ์ และจำนวนต้นไม้ของลอนดอนก็ไม่ได้แตกต่างจากจำนวนประชากรในเมืองนี้ มีชีวิตขึ้นอยู่ในพื้นที่ราว ½ ของพื้นที่เมืองทั้งหมดในลอนดอน
ประการที่ 5 การขับเคลื่อนเมืองสู่เป้าหมาย National Park City จะเน้นการเติมเต็มพื้นที่ให้เป็นมิตรกับการเติบโตของต้นไม้และป่าธรรมชาติ และสัตว์ที่อาศัยต้นไม้เป็นที่อยู่อาศัย เพิ่มการปลูกผักและผลไม้ในสวนและพื้นที่สาธารณะให้มากขึ้น ปกคลุมพื้นที่คอนกรีตด้วยต้นไม้ ดอกไม้ที่เป็นอาหารของสัตว์ประเภทต่างๆ มากขึ้น รวมทั้งการทำรูเล็กๆ ตามแนวรั้วให้เม่นเดินหาอาหารในเมืองได้
ประการที่ 6 โครงการ National Park City ของลอนดอนครั้งนี้มีองค์กรต่างๆ ราว 250 แห่ง เข้ามามีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมเพื่อขับเคลื่อนโมเดลที่วางไว้ให้เป็นจริง และ 9 ใน10 ของชาวลอนดอนที่ลงนามให้การสนับสนุนโครงการนี้เพื่อให้เป็นจริง
นอกจากลอนดอนและเมืองอื่นๆ ในสหราชอาณาจักรแล้ว เมืองหลวงและเมืองหลักหลายแห่งของโลกรวมทั้งในสหรัฐฯ ก็เกิดการเคลื่อนไหวในทำนองเดียวกัน ทำให้สถานที่ต่างๆ หลายแห่งในโลกเกิดพลวัตของการเคลื่อนไหวไปพร้อมๆ กัน
เพราะหากพลเมืองตื่นตัวและออกจากบ้านไปท่องเที่ยวตามพื้นที่สวนของเมืองอยู่เป็นประจำ จะพบว่าเกิดความเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาในพื้นที่ว่างนอกอาคารที่เป็นพื้นที่ส่วนกลางของเมือง ซึ่งผู้บริหารเมืองหลักทุกเมืองรู้ดีว่า นี่คือความฝันอย่างหนึ่งของพลเมือง พวกเขาต้องการเมืองที่มีพื้นที่ป่าธรรมชาติ และแวดล้อมด้วยสิ่งมีชีวิตทั้งพันธุ์ไม้และสัตว์ต่างๆ อยู่ร่วมกันได้อย่างร่มเย็น
โดยเมืองที่เป็นตัวอย่าง เช่น แมนฮัตตันในสหรัฐฯ กลายเป็นเมืองที่น่าอยู่ เพราะ Central Park เป็นพื้นที่สีเขียวของเมือง ทำให้ดีขึ้นทั้งอากาศ มลภาวะทางน้ำ และระดับอุณหภูมิที่เย็นลง
ผลการศึกษาในเรื่องนี้มีมากมายที่ยืนยันว่า เมื่อมนุษย์ได้อยู่ในเขตพื้นที่สวนป่าธรรมชาติ สามารถทำให้ระดับคุณภาพชีวิตดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เด็กๆลดภาวะการเจ็บป่วยลดลง สมองเพิ่มความสามารถในการจดจำ และยกระดับความแข็งแกร่งทางด้านจิตใจ ลดความกดดันและความเครียด ตลอดจนลดความก้าวร้าวและดื้อดึง หากได้อยู่ท่ามกลางสวนป่าธรรมชาติที่มีอากาศดีไม่น้อยกว่า 1-2 ชั่วโมงต่อวัน


กำลังโหลดความคิดเห็น...