xs
xsm
sm
md
lg

มุมมองของ “กลุ่มชาติพันธุ์” ในคดีความผิดเกี่ยวกับป่าไม้

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


ปัจจุบันทรัพยากรป่าถูกบุกรุกทำลายกว่า 8.6 ล้านไร่ มีผู้บุกรุกกว่า 8 แสนคน เป็น “ชาวไทยพื้นที่สูง” 80% “ชาวไทยพื้นที่ราบ” 10% และ”นายทุน” 10% คิดเป็นค่าเสียหายทางเศรษฐกิจไม่ต่ำกว่า 4.69 แสนล้านบาท โดยคดีความผิดเกี่ยวกับป่าไม้ในกรณีการใช้ไม้สร้างที่อาศัยของกลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่สูงและปัญหาสิทธิในที่ดินทำกิน เป็นความขัดแย้งในสังคมที่เกิดจาก “ระบบกฎหมาย” และ “นโยบายของรัฐเกี่ยวกับป่าไม้” ไม่เปิดช่องทางรับรองสิทธิ์ให้กลุ่มชาติพันธ์บนพื้นที่สูงไม่ว่ารูปแบบใด

สังคมปัจจุบันกำลัง “ตื่นตัว” กับปัญหาทรัพยากรป่าไม้เสื่อมโทรมและปัญหาสภาพแวดล้อม ดังนั้น จึงมีพลังขับเคลื่อนอื่นๆ ที่อยู่เบื้องหลังและมีอิทธิพลต่อกระบวนพิจารณาคดี โดยอาจแสดงผ่านนโยบายของรัฐ สื่อ กระแสสังคม ส่งผลให้รูปแบบการพิจารณาคดีในทางปฏิบัติของเจ้าหน้าที่มุ่งดำเนินการเพื่อเอาผิดกับผู้ที่ถูกกล่าวหา มากกว่าการอำนวยให้เกิดความเป็นธรรมต่อทั้งสองฝ่าย โดยในทางปฏิบัติพบว่า “ผู้ต้องหา” หรือ “จำเลย” ที่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่สูงไม่สามารถเข้าถึงสิทธิการประกันตัวได้ตามกฎหมาย เพราะขาดหลักทรัพย์และเอกสารทางราชการ อีกทั้งพบว่า ฎีกาได้วางบรรทัดฐานไว้ชัดเจนว่าจำเลยมีความผิดแม้เป็นการกระทำโดยไม่เจตนา

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) หรือ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ในปัจจุบัน เห็นความสำคัญของปัญหาดังกล่าวจึงได้สนับสนุนทุนวิจัยโครงการ “กระบวนการยุติธรรมทางอาญาในมุมมองของกลุ่มชาติพันธุ์ในคดีความผิดเกี่ยวกับป่าไม้” แก่นายเล่าฟั้ง บัณพิตเทิดสกุล ซึ่งเป็นชนชาติพันธุ์ผ่านทุนวิจัยของฝ่ายมนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์และศิลปกรรมศาสตร์ โดยมี รศ. ดร.ดรุณี ไพศาลพาณิชย์กุล ภาควิชานิติศาสตร์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา และ รศ.สมชาย ปรีชาศิลปะกุล หัวหน้าศูนย์วิจัยและพัฒนากฎหมาย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาร่วม
นายเล่าฟั้ง บัณพิตเทิดสกุล ซึ่งเป็นชนชาติพันธุ์ผ่านทุนวิจัย (ที่หนึ่งจากซ้าย)
นักวิจัยได้รวบรวมงานเขียนกรณีศึกษาจากการลงพื้นที่ และจากเอกสารที่ประกอบด้วย เอกสารบทความวิชาการ เอกสารเกี่ยวกับคดีที่จะใช้เป็นข้อมูลในการวิจัย และเอกสารข้อมูลและสถิติต่างๆ ข่าวที่นำเสนอคดีหรือประเด็นปัญหาเกี่ยวกับป่าไม้ของกลุ่มชาติพันธุ์ ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มชาติพันธุ์ต้องเผชิญปัญหาการเข้าถึงสิทธิในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา เนื่องจากการใช้สิทธิหรือได้รับสิทธิ์ตามที่กฎกำหนดไว้นั้นมีเงื่อนไข ซึ่งต้องอาศัยความรู้ในระเบียบกฎหมาย หรือมีทนายความให้ความช่วยเหลือ นอกจากนี้ ยังมีกรณีศึกษาที่บางคนไม่มีความรู้และขาดคำแนะนำ จึงทำให้เขาไม่สามารถเข้าถึงสิทธิในกระบวนการยุติธรรมทางอาญาตามบทบัญญัติกฎหมายได้จริง

เมื่อวิเคราะห์ปรากฏการณ์ด้วยมุมมองของ “ทฤษฎีชาติพันธุ์แนววิพากษ์” นักวิจัยมีความเห็นว่า “กฎหมาย” และ “นโยบาย” ถูกออกแบบมาเพื่อใช้เป็นเครื่องมือหรือกลไกในการจัดสรรและปกป้องผลประโยชน์ของผู้มีอำนาจและชนชั้นนำ การพิจารณาพิพากษาลงโทษพลเมืองที่หนัก
รศ.สมชาย ปรีชาศิลปะกุล หัวหน้าศูนย์วิจัยและพัฒนากฎหมาย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
“กลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่สูงมีโลกทัศน์และวัฒนธรรมที่แตกต่างออกไป ทำให้ไม่มีโอกาสเข้าถึงสิทธิดังกล่าวได้จริง ซึ่งถือว่าเป็นปรากฏการณ์ที่เผยให้เห็นอคติหรือการเลือกปฏิบัติอันเนื่องจากการเป็นกลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่สูงที่แฝงอยู่ในระบบกฎหาย ซึ่งหากพิจารณาเฉพาะตัวบทกฎหมายแล้วจะไม่สามารถเห็นว่าเป็นการเลือกปฏิบัติ เพราะมีกฎหมายรับรองสิทธิไว้หมดแล้ว แต่อคติหรือการเลือกปฏิบัติถูกออกแบบไว้อย่างเป็นระบบ”

“กฎหมาย” บัญญัติไว้ในลักษณะที่เป็น “แบบแผนทางการทั่วไป” หรือเป็น “แบบแผนพิธีการ” ที่เจ้าหน้าที่เพียงทำตามหน้าที่ให้ครบถ้วน โดยไม่ได้สนใจต่อผลที่จะทำให้สิทธิของผู้ต้องหาหรือจำเลยถูกเคารพอย่างจริงจัง ละเลยที่จะให้ความสนใจต่อลักษณะความเป็นคนที่แตกต่างจากคนส่วนใหญ่ในสังคมจนกลายเป็นอุปสรรคเฉพาะตัวของกลุ่มชาติพันธุ์

นอกจากนี้ “ความไม่เท่าเทียม” ทางโครงสร้างสังคมไทยที่ยังแบ่งแยกคนออกเป็นประเภทและมีสถานะทางสังคมไม่เท่าเทียมกันผ่านมโนทัศน์ความเป็น “คนไทย” เป็นคนไทยไม่สมบูรณ์ ส่งผลให้เสียเปรียบในสิทธิและอำนาจ ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการใช้อำนาจและการจัดสรรผลประโยชน์แห่งรัฐ เข้าไม่ถึงหรือถูกกีดกันสิทธิและโอกาสในส่วนแบ่งผลประโยชน์แห่งชาติ และถูกแย่งชิงทรัพยากร เนื่องจากชนชั้นนำและผู้มีอำนาจใช้อำนาจออกระเบียบจัดสรรผลประโยชน์ในทรัพยากรผ่านตัวบทกฎหมาย หรือดำเนินการนโยบายไปในทางเอื้อประโยชน์แก่กลุ่มผู้มีอำนาจ ซึ่งในที่สุดคนชายขอบก็ถูกเบียดขับออกไป

“กฎหมาย” หรือ “นโยบาย” เกี่ยวกับป่าไม้ถูกออกแบบมาเพื่อมุ่งปกป้องผลประโยชน์ของ “ชนชั้นนำ” หรือ “ผู้มีอำนาจ” ผู้มีอำนาจในสังคมยังชี้นำสังคมในการจัดการทรัพยากรบนพื้นที่สูงว่าควรเป็นพื้นที่ปลอดคน โดยเฉพาะชุดความรู้ที่ว่า “ป่าเป็นพื้นที่ที่ต้องปลอดคน” เท่านั้น พร้อมกับปิดกั้นชุดความรู้อื่นๆ ของสังคมเกี่ยวกับป่า การจับกุมดำเนินคดีผู้กระทำในสิ่งที่เป็นการใช้ชีวิตปกติของเขานั้น เป็นการขับเคลื่อนทางการเมืองโดยใช้กลไกกระบวนการยุติธรรมทางอาญาเข้าไปธำรงรักษาไว้

วาทะกรรม “ชาวเขาทำลายป่า” ถูกผลิตซ้ำและตอกย้ำในสังคมไทยอย่างต่อเนื่อง กลายเป็น “ภาพลักษณ์” ติดตัวแก่กลุ่มชาติพันธุ์และนำไปสู่ “อคติ” และ “ถูกเลือกปฏิบัติ” ที่ไม่เป็นธรรม จำเป็นต้องมีมาตรการควบคุมหรือปราบปรามอย่างเข้มงวด เพื่อทำให้รัฐมีอำนาจและความชอบธรรมทางการเมืองในการเข้าไปควบคุม จัดการ หรือกีดกันกลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่สูงได้ โดยใช้เครื่องมือและกลไกทางกฎหมายและการเมืองที่มีลักษณะพิเศษแตกต่างจากเครื่องมือและกลไกปกติ

เพื่อเปิดโอกาสให้ “คนจน” หรือ “คนชายขอบ” สามารถเข้าถึงสิทธิในกระบวนการยุติธรรมที่เป็นจริงได้ จึงจำเป็นต้อง "ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม" อย่างน้อยใน 4 ประเด็น คือ

ประเด็นปัญหา “คดีความผิดเกี่ยวกับป่าไม้” เสนอให้จัดทำกฎหมายวิธีพิจารณาคดีที่ดินและป่าไม้ เพื่อมุ่งสร้างกระบวนการพิจารณาคดีป่าไม้และที่ดินมีมาตรฐาน ถูกต้อง เป็นธรรม ประหยัด และเกิดวิธีการพิจารณาคดีที่สามารถอำนวยความเป็นธรรมให้ทุกฝ่ายได้อย่างแท้จริง

ประเด็นปัญหา “การเข้าถึงกองทุนยุติธรรม” ปรับปรุงและพัฒนาให้เป็นรูปแบบสวัสดิการรัฐที่อำนวยการให้ประชาชนทุกคนมีสิทธิและโอกาสเข้าถึงสิทธิในกระบวนการยุติธรรม โดยไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ความยากจนให้ได้ระดับ

ประเด็นปัญหา ”การฟ้องคดีเพื่อปิดปาก” ต้องสร้างมาตรการตรวจสอบและกลั่นกรองการใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือเรียกร้องสิทธิ เพื่อป้องกันไม่ให้มีการใช้กลไกทางกฎหมายดำเนินคดีแก่ชาวบ้านหรือผู้มีที่มีเจตนาโดยสุจริต

และประเด็นปัญหา “การสอบสวนและฟ้องคดี” ต้องทำการปฏิรูประบบการสอบสวนและฟ้องคดีโดยให้พนักงานอัยการซึ่งเป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญกว่าทำหน้าที่สอบสวนคดีและพิจารณาสั่งคดี

บทความโดย - สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)


กำลังโหลดความคิดเห็น...