xs
sm
md
lg

ESG 100 หนุนธุรกิจสร้างองค์กรยั่งยืน ตอกย้ำผล “ที่มากกว่าเม็ดเงินกำไร”

เผยแพร่:

-สถาบันไทยพัฒน์ ประกาศ 100 หลักทรัพย์จดทะเบียนที่โดดเด่นด้านสิ่งแวดล้อม สังคมและธรรมาภิบาล (ESG 100) ปี 2560 เป็นตัวเลือกในการลงทุนที่ให้ผลตอบแทน "มากกว่าเม็ดเงินกำไร"
-แจงกระบวนการคัด ESG 100 จาก 656 บจ. แบบบูรณาการ ผนวกเข้ากับข้อมูลทางการเงิน ที่เรียกว่า Integrated ESG
ทุกวันนี้ "ESG" (Environmental, Social and Governance) ถูกนำมาใช้เป็นตัวประเมินความน่าลงทุนในตลาดทุน ที่อธิบายถึงประเด็นทางด้านสิ่งแวดล้อม สังคมและธรรมาภิบาลของบริษัท เนื่องจากสามารถใช้ทำนายผลประกอบการและความยั่งยืนของบริษัทเหล่านั้น
ทั้งนี้ เพื่อตอบโจทย์การลงทุนที่ยั่งยืน สถาบันไทยพัฒน์จึงได้ตั้งหน่วยงาน ESG Rating ขึ้นมาในปี 2557 ด้วยการริเริ่มพัฒนาข้อมูลด้านความยั่งยืนของธุรกิจในประเทศไทย ต่อจากนั้นในปี 2558 จึงประกาศ 100 อันดับหลักทรัพย์ที่มีความยั่งยืนเป็นครั้งแรกในประเทศไทย และล่าสุดปีนี้ได้ประกาศผลเป็นปีที่ 3
ดร.พิพัฒน์ ยอดพฤติการ ผู้อำนวยการสถาบันไทยพัฒน์
กระบวนการคัดสรร ESG 100
ดร.พิพัฒน์ ยอดพฤติการ ผู้อำนวยการสถาบันไทยพัฒน์ กล่าวว่า “การประเมินในปีนี้ สถาบันไทยพัฒน์ ยังคงใช้วิธีการวิเคราะห์ข้อมูล ESG แบบบูรณาการที่ผนวกเข้ากับข้อมูลทางการเงิน ที่เรียกว่า Integrated ESG Assessment เพื่อให้สะท้อนผลตอบแทนการลงทุน หรือตัวเลขผลประกอบการที่สัมพันธ์กับการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม สังคมและธรรมาภิบาลของบริษัท” เพื่อให้ผู้ลงทุนใช้เป็นตัวเลือกในการลงทุนที่ให้ผลตอบแทน "มากกว่าเม็ดเงินกำไร" และมิได้ด้อยไปกว่าการลงทุนในแบบทั่วไป
กระบวนการทำงาน ESG100 ของสถาบันไทยพัฒน์แตกต่างจาก DJSI (Dow Jones Sustainability Indices) เพราะ DJSI ใช้วิธีให้บริษัทกรอกแบบสอบถาม ซึ่งข้อจำกัดของวิธีดังกล่าวคือสามารถประเมินเฉพาะบริษัทที่ส่งแบบเท่านั้น แต่ ESG100 ใช้ข้อมูลจาก 6 แหล่ง จำนวนกว่า 12,148 จุดข้อมูล ประกอบด้วยข้อมูลในหัวข้อความรับผิดชอบต่อสังคมในแบบแสดงรายการข้อมูลประจำปี (แบบ 56-1) ของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์, ข้อมูลการลงทุนในหลักทรัพย์ของกองทุนเปิดทิสโก้ ESG เพื่อสังคม ของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ทิสโก้ จำกัด, ข้อมูลโครงการประกาศรางวัลรายงานความยั่งยืนของสมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย, ข้อมูลผลสำรวจการกำกับดูแลกิจการของบริษัทจดทะเบียน (CG Scoring) ของสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย (IOD), ข้อมูลโครงการประเมินระดับการพัฒนาความยั่งยืนของกิจการ (CSR Progress Indicator และ Anti-corruption Indicator) ของสถาบันไทยพัฒน์และข้อมูลการวิเคราะห์ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และสื่อ (Media and Stakeholder Analysis : MSA) บริษัท อิมเมจ พลัส คอมมิวนิเคชั่น จำกัด
นอกจากนั้น ยังอาศัยข้อมูลจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและจากสื่อด้วย และหัวใจสำคัญที่เราพิจารณาคือเรื่องห่วงโซ่คุณค่า การดำเนินงานในระยะสั้นและกลางที่สอดรับกับการสร้างคุณค่าในระยะยาวของบริษัทและความสมดุล “รูปแบบที่เราใช้ประเมินความยั่งยืนของบริษัทจดทะเบียนไทยมีมาตรฐานน่าเชื่อถือ เพราะเราใช้ความรู้ที่เราทำงานร่วมกับ Global Initiative for Sustainability Ratings (GISR) มาตั้งแต่ปี 2557 มาเป็นแนวทางการประเมิน ทั้งในด้านกระบวนการและด้านเนื้อหา เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐาน ซึ่งเป็นที่ยอมรับในระดับสากล”
เนื่องจากเรามุ่งไปที่การวิเคราะห์ข้อมูล ESG แบบบูรณาการ ผนวกเข้ากับข้อมูลทางการเงิน ที่เรียกว่า Integrated ESG ที่สะท้อนผลตอบแทนการลงทุน หรือตัวเลขผลประกอบการที่สัมพันธ์กับการดำเนินงานด้าน ESG ของบริษัท ด้วยองค์ประกอบสำคัญ 3 ส่วน คือ การวิเคราะห์อุตสาหกรรม, กลยุทธ์องค์กรและรายงานทางการเงิน ที่พ้องกับหลักการของ GISR และเป็นอิสระจากหน่วยงานภายนอก โดยองค์กรชั้นนำที่ทำงานร่วม และใช้แนวทางของ GISR เช่น Bloomberg, RobecoSAM, Inrate และ Deutsche Bank”
ดร.พิพัฒน์กล่าวว่า ปีนี้เราใช้เกณฑ์เบื้องต้นคัดเลือกหลักทรัพย์ 656 บริษัทจดทะเบียน ไม่รวมหลักทรัพย์ที่อยู่ระหว่างการฟื้นฟู ประกอบด้วยเกณฑ์ผลการดำเนินงานของบริษัทซึ่งต้องมีผลประกอบการที่เป็นกำไรติดต่อกัน 2 รอบปีบัญชีล่าสุด เกณฑ์การปลอดจากการกระทำความผิด โดยบริษัทหรือคณะกรรมการหรือผู้บริหารระดับสูงของบริษัทต้องไม่ถูก ก.ล.ต.กล่าวโทษหรือเปรียบเทียบปรับในรอบปีประเมิน และเกณฑ์การกระจายการถือหุ้นโดยผู้ถือหุ้นรายย่อยของบริษัทเป็นไปตามที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยกำหนด
คัดได้ 8 กลุ่ม ESG 100
จาก 656 บริษัทจดทะเบียน คัดเลือกให้เหลืออยู่ใน Universe ของ ESG100 ประจำปี 2560 แบ่งเป็นกลุ่มอุตสาหกรรม 8 กลุ่ม 100 บริษัทจดทะเบียน ได้แก่
กลุ่มเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร 11 บริษัท ประกอบด้วย CM, KSL, M, MINT, PB, PM, PR, TACC, TF, TU และ TVO
กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค 6 บริษัท ประกอบด้วย KYE, OGC, S&J, TOG, TPCORP และ UPF
กลุ่มธุรกิจการเงิน 12 บริษัท ประกอบด้วย BAY, KBANK, KKP, KTB, KTC, LHBANK, NSI, SCB, TCAP, THANI, TISCO และ TMB
กลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม 16 บริษัท ประกอบด้วย ALUCON, FPI, GC, GYT, IRC, IVL, SAT, SMIT, SMPC, SNC, SSSC, STANLY, THIP, TMD, TMT และ VNT
กลุ่มอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง 14 บริษัท ประกอบด้วย ARROW, BKD, CK, CPN, DCC, LPN, MBK, PPS, PREB, PSH, SCC, SPALI, SYNTEC และ TASCO
กลุ่มทรัพยากร 10 บริษัท ประกอบด้วย BAFS, BCP, EGCO, GLOW, GPSC, IRPC, SPRC, TOP, TPCH และ TTW
กลุ่มบริการ 18 บริษัท ประกอบด้วย AAV, AHC, BDMS, BEAUTY, BEM, BWG, CENTEL, CHG, D, DTC, ERW, HMPRO, LPH, NTV, SPA, SPI, TKS และ WINNER
กลุ่มเทคโนโลยี 13 บริษัท ประกอบด้วย ADVANC, DELTA, DTAC, FORTH, HANA, ILINK, INTUCH, ITEL, KCE, MSC, PT, SIS และ SYNEX
“จะเห็นว่าธุรกิจแต่ละประเภทมีระดับความเกี่ยวข้องในประเด็น ESG แตกต่างกัน ทำให้การวิเคราะห์ข้อมูล ESG จำเป็นต้องระบุ Material ESG Issues ในธุรกิจนั้นๆ เพื่อให้การวิเคราะห์มีความแม่นยำและสะท้อนถึงผลกระทบที่มีนัยสำคัญ เช่น กลุ่มบริการเราจะมองประเด็นการจัดการด้านพลังงาน และการจัดการโซ่อุปทาน กลุ่มเทคโนโลยี พิจารณาเรื่องฟุตพรินต์ทางสิ่งแวดล้อม การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูล พฤติกรรมการแข่งขัน และการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา เป็นต้น”
เทรนด์หุ้นโลกกลุ่ม ESG นิยมมากขึ้น
มีการสำรวจข้อมูลโดย Global Sustainable Investment Alliance (GSIA) ปี 2014 ระบุว่า การใช้ข้อมูล ESG เป็นกลยุทธ์ผนวกในการวิเคราะห์ในการลงทุนทั่วโลก มีเม็ดเงินเพิ่มขึ้นจาก 13.3 ล้านล้านเหรียญในปี 2555 มาอยู่ที่ 21.4 ล้านล้านเหรียญในปี 2557 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 61 ในช่วงเวลา 2 ปี ตรงนี้แสดงให้เห็นถึงสัญญาณของการลงทุนที่ยั่งยืนว่าได้เข้าสู่โหมดการลงทุนกระแสหลัก โดยกลุ่มผู้ลงทุนรายใหญ่ประเภทสถาบันอย่างมีนัยสำคัญ
“การเปิดเผยกลุ่มหลักทรัพย์ ESG100 ถือเป็นพัฒนาการของการเผยแพร่ข้อมูลด้าน ESG ของหลักทรัพย์จดทะเบียนให้แก่ผู้ลงทุน เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจ ให้เลือกลงทุนในบริษัทที่สร้างผลตอบแทนการลงทุนที่มิได้ด้อยไปกว่าการลงทุนในแบบทั่วไป ทั้งยังช่วยดูแลรับผิดชอบสังคมและสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน”

ผลคัดเลือกบริษัทจดทะเบียน ESG100 ประจำปี 2560
ปรากฏว่าบริษัทที่ติดอันดับ กระจายอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมทั้ง 8 กลุ่ม ประกอบด้วย
• กลุ่มเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร (Agro & Food Industry) 11 บริษัท
• กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค (Consumer Products) 6 บริษัท
• กลุ่มธุรกิจการเงิน (Financials) 12 บริษัท
• กลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม (Industrials) 16 บริษัท
• กลุ่มอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง (Property & Construction) 14 บริษัท
• กลุ่มทรัพยากร (Resources) 10 บริษัท
• กลุ่มบริการ (Services) 18 บริษัท
• กลุ่มเทคโนโลยี (Technology) 13 บริษัท
บริษัทที่ได้รับการคัดเลือกอยู่ในกลุ่มหลักทรัพย์ ESG100 มาจากกลุ่มอุตสาหกรรมบริการ มากสุด คือ 18 บริษัท รองลงมาเป็นกลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม จำนวน 16 แห่ง และมีหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาด mai เข้าอยู่ใน ESG100 จำนวน 10 บริษัท ได้แก่ ARROW, BKD, D, FPI, ITEL, PPS, SPA, TACC, TPCH, WINNER
ทั้งนี้ มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (มาร์เกตแคป) รวมกันของหลักทรัพย์ ESG100 ในตลาด SET มีมูลค่าราว 6.2 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 40.6 เมื่อเทียบกับมาร์เกตแคปของ SET ที่ 15.3 ล้านล้านบาท
ในการจัดอันดับหลักทรัพย์กลุ่ม ESG100 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3
นอกจากจะช่วยสนับสนุนการพัฒนาระดับการเปิดเผยข้อมูล ESG ของบริษัทจดทะเบียนแล้ว ยังจะเป็นการเผยแพร่ข้อมูล ESG ของบริษัทจดทะเบียนที่ดำเนินการได้ดีให้แก่ผู้ลงทุนทั้งในและต่างประเทศ เพิ่มโอกาสการลงทุนในบริษัทจดทะเบียนจากกลุ่มผู้ลงทุนที่ใช้เกณฑ์ ESG เพื่อสร้างผลตอบแทนทางการเงินที่น่าพอใจในระยะยาว พร้อมๆ กับการสร้างผลกระทบทางสังคมในเชิงบวก ผู้ลงทุนที่สนใจข้อมูลหลักทรัพย์จดทะเบียนในกลุ่ม ESG100
สามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.esgrating.com
กำลังโหลดความคิดเห็น...