xs
xsm
sm
md
lg

"ท้องผูก" กับ “ความเสี่ยงโรคมะเร็งลำไส้” / ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

"ท้องผูก" เป็นอาการที่ลำไส้ไม่สามารถขับถ่ายอุจจาระได้ หรือขับถ่ายได้น้อย หรือถ่ายไม่หมด ต้องใช้แรงเบ่งมาก ท้องอืดมีลมเยอะ ซึ่งอาหารที่จะช่วยทำให้ลดอาการท้องผูกได้ก็คือ ผลไม้ การดื่มน้ำ และ โปรไบโอติก หรือแบคทีเรียชนิดดี [1] แต่ถึงกระนั้น การรับประทานไฟเบอร์มากก็ทำให้ "ความถี่ในการถ่าย" มากขึ้น แต่ก็ไม่สามารถทำให้การถ่ายต่อเนื่องได้ [2]

สำหรับการแพทย์แผนไทยนั้นในตำราสรรพคุณเภสัชนั้น ได้มีการใช้รสยา 9 รส ต่อความสัมพันธ์กับเรื่องการทำให้ท้องผูกหรือท้องเสียอยู่หลายประการ ดังเช่น

"รสฝาด" แม้จะมีประโยชน์ในการสมานแผล หรือต้านอนุมูลอิสระ เช่น ขมิ้นชัน, ใบฝรั่ง เปลือกมังคุด เปลือกทับทิม ชาเขียว ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพืชที่มีสารแทนนิน มักมีฤทธิ์ทำให้ท้องผูก หรือหยุดอาการท้องร่วง

ส่วนถ้าจะช่วยทำให้ขับถ่ายมากขึ้นนั้นต้องอาศัยรสอื่น เช่น รสเค็ม สรรพคุณ มีฤทธิ์ซึมซาบไปตามผิวหนัง แก้โรคผิวหนัง โรคพรรดึก ถ่ายชำระน้ำเหลืองเสีย ชำระเมือกมันในลำไส้ ฟอกโลหิต แก้เสมหะเหนียว แต่รสเค็ม แสลงกับโรค อุจจาระพิการ โรคบิดมูกเลือด กระเพาะอาหารเป็นแผล ในขณะที่ รสเปรี้ยว สรรพคุณ แก้เสมหะพิการ เสมหะเหนียว แก้ไอ แก้ท้องผูก ระบายอุจจาระ ฟอกโลหิต แก้กระหายน้ำ

ถึงแม้อาหารหรือสมุนไพรรสเค็มและเปรี้ยวจะช่วยในการขับถ่ายมากขึ้น แต่ถ้าท่านแต่รสเปรี้ยวและเค็มเพื่อแก้ไขปัญหาท้องผูกโดยการรับประทานกินอาหารสมุนไพรเดี่ยวโดยไม่สนใจผลเสียที่ตามมาก ผลก็คือเมื่อเวลานานไปก็จะเริ่มดื้อต่อสมุนไพรเหล่านั้นและต้องกินมากขึ้นไปเรื่อยๆ โดยเฉพาะเมื่อเกิดการขับถ่ายมากขึ้นแต่ไม่ได้สนใจผลกระทบต่อระบบพลังงานความร้อนที่ตามมา

ระบบพลังงานความร้อนกับการเคลื่อนตัวของลำไส้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการขับถ่าย โดยเฉพะอย่างยิ่ง โดยเริ่มจากประเด็นที่ว่าพลังงานความร้อนมีมากเพียงพอหรือไม่ ถ้าร่างกายมีพลังงานต่ำเกินไปหรือหย่อนก็จะส่งผลทำให้อุจจาระคั่งค้างไม่สามารถขับออกได้

ดังนั้น ถ้าใครกินอาหารฤทธิ์เย็นเกินไป เช่น ใบบัวบก ย่านาง ฟ้าทะลายโจร ถ้ากินต่อเนื่องนานก็จะหนาวง่าย ตัวเย็น ความดันต่ำ แม้จะมีประโยชน์ในการลดการอักเสบ แต่ก็มีข้อเสียคือทำให้พลังงานต่ำ ท้องผูก ขับถ่ายได้ยาก (หลายคนต้องอาศัยการสวนล้างลำไส้เป็นหลักแทนการขับถ่ายปกติ เพราะไม่สามารถขับถ่ายเองได้เลย) หรือถ้ามีการขับถ่ายด้วยสมุนไพรตัวใดตัวหนึ่งเป็นประจำโดยไม่คำนึงถึงการจัดสมดุลความร้อนก็จะทำให้ท้องผูกได้อีกเช่นกัน

เช่นเดียวกับไขมัน ถ้าเราเริ่มกินไขมันมากๆ โดยเฉพาะในงานวิจัยยุคใหม่พบว่าไขมันที่มีโมเลกุลสายยาว (ไขมันพืชเกือบทุกชนิดยกเว้นไขมันจากน้ำมันมะพร้าว) ถ้ากินเป็นประจำอาจจะทำให้การเผาผลาญของร่างกายต่ำลงได้ หรือคนที่มักจะกินไขมันสูงๆเพื่องดแป้งและน้ำตาลที่เรียกว่าอาหารคีโตเจนิกซึ่งกำลังเป็นที่นิยมในการลดน้ำหนัก โดยการรับประทานไขมันหรือเนื้อสัตว์เป็นส่วนใหญ่ก็มีโอกาสที่จะทำให้ร่างกายมีภาวะความเป็นกรดเพิ่มมากขึ้นขาดความสมดุลและอาจจะมีผลข้างเคียงทำให้เกิดอาการท้องผูกได้เช่นกัน

ในทางตรงกันข้าม การใช้พลังงานโมเลกุลสายปานกลาง (เช่นน้ำมันมะพร้าว)แม้อาจจะเพิ่มการทำงานของไทรอยด์ทำให้การเผาผลาญสูงขึ้นหรือการขับถ่ายได้มากขึ้น แต่นานไปก็อาจจะต้องกินมากขึ้นเพราะผู้ที่ใช้สูตรนี้อาจไม่ได้พิจารณาจากระบบพลังงานความร้อนและแร่ธาตุรวมถึงจุลินทรีย์ชนิดดีที่สูญเสียไปในระหว่างการขับถ่ายที่มากขึ้นด้วยเช่นกัน

มาถึงจุดนี้ท่านผู้อ่านบางคนอาจจะมานึกถึงอาหารหรือรสยาที่ทำให้ "เผ็ดร้อน" เพื่อเพิ่มธาตุไฟ ทำให้มีความร้อนเกิดขึ้น ทั้งนี้รส "เผ็ดร้อน" ย่อมต้องเพิ่มความร้อนอย่างแน่นอน และทำให้เพิ่มระบบการเคลื่อนไหวของลำไส้ให้สูงขึ้น รสเผ็ดร้อนจึงช่วยแก้โรคลมจุกเสียด ขับลมจุกเสียด ขับให้ผายลมหรือเรอ บำรุงธาตุไฟ ขับเหงื่อและช่วยย่อยอาหาร ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่าคนที่มีประวัติอายุยืนเกิน 100 ปีในเมืองไทยส่วนใหญ่จะกิน "น้ำพริก" เป็นอาหารพื้นฐานโดยส่วนใหญ่

แต่ก็อย่าเพิ่งคิดว่าเผ็ดร้อนจะแก้ไขปัญหาทั้งหมด เพราะถ้าคนๆหนึ่งมีความเครียดอยู่เป็นประจำก็อาจจะทำให้เกิดอาการกล้ามเนื้อท้องเกร็ง การเคลื่อนตัวของลำไส้อ่อนแอลง และท้องผูก และถ้าผนวกไปกับความร้อนที่สูงขึ้นด้วยการกินอาหารเผ็ดร้อนด้วยแล้ว ก็มีความเสี่ยงที่จะทำให้ความร้อนเกินพอดี ส่งผลทำให้ระบบธาตุน้ำในร่างกายแห้งลง ผิวพรรณแห้ง อุจจาระแข็ง ไม่สามารถขับถ่ายได้ง่าย ดังนั้นการดื่มน้ำให้เพียงพอก็จะช่วยแก้ไขปัญหาการท้องผูกจากปัญหานี้ได้

ดังนั้นจะเห็นได้ว่าถ้าจะรับประทานยาสมุนไพรเพื่อการขับถ่ายแล้ว ไม่ควรจะกินสมุนไพรเดี่ยว และควรจะกินเป็นตำรับยาโดยคำแนะนำจากแพทย์แผนไทย แพทย์แผนไทยประยุกต์ หรือหมอพื้นบ้านที่เข้าใจเรื่องนี้น่าจะเหมาะสมกว่า เพราะในความเป็นจริงแล้วแต่ละคนมีลักษณะการกำเริบ หย่อน พิการของธาตุต่างๆไม่เท่ากัน การวางยาให้กับคนไข้จึงจะต้องมีความละเอียดถี่ถ้วนเหมาะสมตามลักษณะคนไข้เฉพาะราย

"ท้องผูก" นั้นเป็นอาการที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะงานวิจัยในการสำรวจชุมชน 833 แห่ง ของเมืองฟูกูอูกะ ประเทศญี่ปุ่นนั้นพบความสัมพันธ์ระหว่างอาการท้องผูกกับความเสี่ยงโรคมะเร็งลำไส้อย่างยิ่ง โดยพบว่าคนที่ท้องผูกในผู้ชาย 10.3% ในขณะที่ผู้หญิง 27.7% โดยสภาพจำนวนครั้งที่ถ่ายได้น้อย และในกลุ่มที่พลังงานตเพราะการเคลื่อนไหวทางกายภาพน้อย ผลปรากฏว่ากลุ่มผู้ที่ท้องผูกนั้นมีความเสี่ยงมะเร็งลำไส้นั้นสูงขึ้นกว่าปกติถึง 24%-60% [4]

ดังนั้น ใครอยากลดความเสี่ยงมะเร็งลำไส้ จะต้องทำทุกวิถีทาง อย่าให้ท้องผูกเป็นอันขาด!!!

ด้วยความปรารถนาดี
ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์
คณบดีสถาบันแพทย์แผนบูรณาการและเวชศาสตร์ชะลอวัย มหาวิทยาลัยรังสิต
________________________________________________________
อ้างอิง
[1] Sun Hwan Bae, Diets for Constipation, Pediatric Gastroenterology Hepatology and Nutrition, 20 2014 Dec; 17(4):203-8
[2] Hai-Peng Wang, Li Zhou, and Chun-Fang Xu Effect of dietary fiber on constipation: A meta analysis, World J Gastroenterol. 2012 Dec 28; 18(48): 7378-7383. Published online 2012 Dec 28. doi: 10.3748/wjg.v18.i48.7378
[3] โรงเรียนอายุรเวท (ชีวกโกมารภัจจ์) มูลนิธิฟื้นฟูส่งเสริมการแพทย์แผนไทยเดิมฯ, ตำราเภสัชกรรมไทย พิมพ์ครั้งแรก กรุงเทพฯ : พิฆเณศ พริ้นติ้ง เซ็นเตอร์, ๒๕๔๘ ISBN 974-93028-2-6
[4] Tahiro N, Constipation and colorectal cancer risk: the Fukuoka Colorectal Cancer Study.,Asian Pac J Cancer Prev. 2011;12(8):2025-30.


กำลังโหลดความคิดเห็น...