xs
xsm
sm
md
lg

อย่าเอายาตัวเองให้คนอื่นกิน เพราะอาจเกิดผลเสียเกินจะคาดคิด!

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

หลายคนอาจเคยได้ยินคำแนะนำที่ว่า ไม่ควรเอายาที่ตนเองกินให้คนอื่นกินแม้ว่าจะเป็นโรคเดียวกันก็ตาม หลายคนอาจสงสัยเหตุผล หรือแม้กระทั่งหลายคนอาจประสบกับตนเองมาแล้วว่า กินยาเหมือนกันที่คนอื่นกินทุกประการ แต่กลับไมได้ผลเหมือนคนอื่น อะไรที่เป็นสาเหตุของความแตกต่างเหล่านี้?
BY: Pharmchompoo

มีปัจจัยต่างๆ ที่ส่งผลให้แต่ละคนมีการตอบสนองต่อยาที่กินไม่เหมือนกัน มีเป็นจำนวนมาก แต่คร่าวๆ จะเกี่ยวข้องกับ 2 ปัจจัยคือ

ปัจจัยทางด้านร่างกาย เช่น เพศ อายุ ความเป็นกรดด่างในทางเดินอาหาร การเคลื่อนไหวของลำไส้ การทำงานของตับ ไต พันธุกรรมของผู้ใช้ยา ความเจ็บป่วยอื่น ๆ ยาที่ใช้ร่วม

เพศ เป็นส่วนหนึ่งของปัจจัยที่ทำให้การตอบสนองต่อยาแตกต่างกัน บทบาทของฮอร์โมนเพศเข้ามาเกี่ยวข้องอย่างมาก รวมทั้ง โครงสร้างของร่างกาย โดยที่เพศหญิงจะมีไขมันสะสมมากกว่า ดังนั้นยาที่ละลายได้ดีในไขมันจะอยู่ในร่างกายได้นานกว่าเพศชาย

อายุ เป็นปัจจัยที่สัมพันธ์โดยตรงกับการเปลี่ยนแปลงการออกฤทธิ์ของยา เพราะอายุที่มากขึ้นจะสัมพันธ์กับ ความเป็นกรดในทางเดินอาหารที่ลดลง (คือทางเดินอาหารเป็นด่างมากขึ้น) ทำให้ยาที่เป็นกรดดูดซึมได้ไม่ดี แต่ยาที่เป็นด่างดูดซึมได้ดีมากขึ้น หรือยาที่ต้องอาศัยกรดในการละลาย (เช่น แคลเซียมคาร์บอเนต) ก็จะดูดซึมได้ลดลง การเคลื่อนไหวของทางเดินอาหารด้วยก็เช่นกัน

เมื่ออายุมากขึ้น ทางเดินอาหารก็จะเคลื่อนไหวลดลง ยาก็จะถูกลำเลียงส่งไปยังลำไส้ได้ช้า การดูดซึมยาเข้าสู่ร่างกายก็จะช้าลงตามไปด้วย นอกจากนั้นแล้วตับไตที่ทำหน้าที่ได้ลดลงตามธรรมชาติ ก็จะทำให้ยาที่ต้องอาศัยตับไตในการขจัดออกนั้นคั่งค้างในร่างกายนานมากขึ้น จึงต้องมีการปรับขนาดยาให้เหมาะสมกับการทำงานของตับไต

ความเจ็บป่วยอื่นๆ โรคประจำตัวบางอย่างส่งผลให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์เมื่อได้รับยาบางชนิดเข้าไป ในขณะที่คนอื่นไม่เป็น เช่น โรคหอบหืด ถุงลมโป่งพอง อาจทำให้ผู้ได้รับยากลุ่ม beta-blockers มีอาการของโรคกำเริบได้ ในขณะที่คนอื่นไม่เป็น หรือผู้ที่มีภาวะ G-6-PD deficiency เมื่อได้รับยาบางชนิด เช่น ซัลโฟนาไมด์ ก็จะเกิดเม็ดเลือดแดงแตกเฉียบพลันจนเป็นอันตรายได้

ยาที่ใช้ร่วม : แต่ละคนมีโรคประจำตัวพื้นฐานไม่เหมือนกัน กินยาประจำตัวอื่น ๆ ไม่เหมือนกัน และนี่อาจส่งผลต่อการตอบสนองของยาได้ เช่น บางคนกินยารักษาวัณโรค ยากันชัก ยาต้านไวรัสบางชนิด ก็จะทำให้เกิดปฏิกิริยาระหว่างยาที่ไม่เหมือนกันได้

พันธุกรรม : ถือเป็นสาเหตุหลักของความแตกต่างของการตอบสนองต่อยาในแต่ละบุคคล พันธุกรรมที่แตกต่างกันจะส่งผลให้มีความไวรับ (susceptibility) ต่อยาได้ไม่เท่ากัน พันธุกรรมมีผลต่อเอนไซม์ที่ใช้ในการเปลี่ยนแปลงยา ทำให้บางคนกินยาที่ขนาดหนึ่งได้ผล ในขณะที่อีกบางคนกินยาแบบเดียวกันขนาดเดียวกันแล้วเกิดพิษ!!!

นอกจากนั้นพันธุกรรมมีผลต่อความเสี่ยงในการเกิดการแพ้ยาด้วย เช่น บุคคลบางคนมียีน HLA-B*5801 ที่เพิ่มโอกาสในการแพ้ยาอัลโลพูรินอล หรือบุคคลบางคนมียีน HLA-B*1502 ที่เพิ่มโอกาสในการแพ้ยาคาร์บามาซีพีน ในสมัยก่อนที่องค์ความรู้ด้านพันธุศาสตร์มีไม่มาก เราไม่สามารถรู้ได้ว่า เพราะเหตุอะไรบางคนกินยานี้แล้วแพ้ บางคนไม่แพ้ แต่เมื่อมีองค์ความรู้ทางพันธุศาสตร์ที่มากขึ้นเราพบว่า “marker” บางชนิดในสารพันธุกรรมส่งผลกระทบต่อความไวรับในการแพ้ยา หรือการตอบสนองต่อยา นำไปสู่ศาสตร์ใหม่ที่เรียกว่า “เภสัชพันธุศาสตร์” (Pharmacogenomics) ทำให้เราเข้าใจบทบาทของความแปรผันทางพันธุกรรมต่อการตอบสนองต่อยาและการแพ้ยา ทำให้สามารถทำนายโอกาสการเกิดการแพ้ยาในบุคคลและหาทางหลีกเลี่ยงใช้ยาที่มีความเสี่ยงสูงที่จะแพ้ได้

ปัจจัยทางด้านสภาพแวดล้อม/รูปแบบการการใช้ชีวิต/อาหารการกิน เช่น อาหารที่กิน การบริโภคแอลกอฮอล์ การสูบบุหรี่ ความเครียด การนอนหลับพักผ่อน การออกกำลังกาย อาชีพที่ทำ

แอลกอฮอล์และบุหรี่ : เป็นปัจจัยภายนอกที่ชัดเจนว่าส่งผลกระทบต่อยารักษาโรคที่กิน แอลกอฮอล์และบุหรี่จะไปปรับเปลี่ยนสมรรถนะของเอนไซม์ที่ใช้ในการทำลายยา ทำให้ยาหลายชนิดที่มีการออกฤทธิ์เปลี่ยนไปจากเดิม หรือแอลกอฮอล์ออกฤทธิ์ “เสริม” กับฤทธิ์ของยานั้น ๆ จนเกิดเป็นอันตราย เช่นการกินยาที่มีผลกดระบบประสาทส่วนกลางร่วมกับแอลกอฮอล์ก็จะมีผลต่อการกดประสาทอย่างรุนแรงได้

อาหารที่กิน : ผลไม้บางชนิดที่มีผลต่อสมรรถนะของเอนไซม์ที่ใช้ในการทำลายยา เช่น grapefruit ก็จะเกิดปฏิกิริยากับยาหลายชนิดได้ หรือการประกอบอาชีพที่ได้สารบางอย่างที่ไปเปลี่ยนแปลงสมรรถนะของเอนไซม์ที่ใช้ในการทำลายยา

ดังนั้น จึงเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมสำหรับการนำยาของตนเองไปให้ผู้อื่นใช้ด้วยโดยพลการ เพราะผลเสียอาจตามมามากกว่าที่คาดคิดก็เป็นได้
หมายเหตุ : Pharmchompoo เป็นนามปากกาของเภสัชกรท่านหนึ่งซึ่งเรียนจบมาทางด้านเภสัชศาสตร์โดยตรง ปัจจุบันประจำอยู่ที่โรงพยาบาลชื่อดังแห่งหนึ่ง และบทความเชิงสาระความรู้เพื่อการตระหนักเกี่ยวกับการใช้ยาให้ถูกต้องเหมาะสม จะมาพบกับคุณผู้อ่านเป็นประจำอย่างน้อยสองครั้งต่อเดือน



กำลังโหลดความคิดเห็น...