xs
xsm
sm
md
lg

"สาวก-แฟนบอย-เกรียน" ปัญหาที่เด็กไทยกำลังเผชิญ

เผยแพร่:   โดย: ขุนเข่าไร้น้ำใจ


ไม่ทราบว่าปัญหาเด็กไทยในปัจจุบันที่พยายามแยกขั้วยืนคนละข้างในเรื่องของ “เกม” มาจากการเมืองหรือเปล่า แต่ส่วนตัวแล้วคิดว่าไม่น่าจะใช่ หากลองจับต้นชนปลายให้ถูกน่าจะมาจากการรับรู้ข่าวสารที่เพิ่มมากขึ้นจากสื่ออินเทอร์เน็ตที่รวดเร็วฉับไวและก็ไม่ต้องง้อสื่อสิ่งพิมพ์เหมือนแต่ก่อน แถมยังได้แสดงความคิดเห็นกันอย่างเสรีตามเว็บบอร์ดศูนย์รวมคนรักเกมและเว็บข่าวเกมทั่วไป

เสรีภาพและอิสระทางความคิดในโลกไซเบอร์ไม่จำเป็นต้องแสดงออกต่อสาธารณชนว่าเขาหรือเธอคนนั้นเป็นใครมาจากไหน หน้าตาเป็นอย่างไร ทุกคนจึงสั่งสมความกล้าในการแสดงความเห็นในเรื่องต่างๆที่ตัวเองรักและคิดว่ามันถูกต้อง รวดเร็วฉับไว แถมมีการตอบสนองจากผู้อื่นกลับมาในชั่วพริบตาเดียว นี่คือเสน่ห์ของ “อินเทอร์เน็ต” ที่ทุกคนทราบกันดี

ความแรงของการแสดงความคิดเห็นเริ่มที่จะรุนแรงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด นับตั้งแต่ 2 ค่ายเกมคู่แข่งตลอดกาล “นินเทนโด” และ“โซนี่” ผลิตเครื่องเล่นเกมรุ่นใหม่ออกมาชนกัน ไม่ว่าจะเป็นเครื่องเล่นเกมแบบพกพา 2 หน้าจอ ระบบจอสัมผัส และใช้เสียงมาเป็นส่วนหนึ่งในการเล่นกับ “นินเทนโด ดีเอส” (DS) จากค่ายนินเทนโด ที่ถูกท้าทายจากฝั่งโซนี่ที่พัฒนาเครื่องเล่นเกมพกพาตัวแรกออกมากับ “เพลย์สเตชัน พอร์ตเทเบิล” (PSP) ด้วยรูปลักษณ์ที่สวยหรู จอยาวสีสวยสด รองรับเกมภาพกราฟิกทีเหนือกว่าและเล่นไฟล์มัลติมีเดียได้อย่างครบครัน ดูหนังหรือฟังเพลง พร้อมกับฟอร์แมตใหม่ UMD ในตอนนั้นสงครามการ “เลือกข้าง” ของแฟนเกมคนไทยเริ่มก่อชนวนความรุนแรงขึ้นแล้ว

ต่อมาเชื้อไฟที่ปะทุเติมการแบ่งข้างของกลุ่มผู้เล่นเกมเริ่มทวีคูณขึ้น เมื่อนินเทนโดออกเครื่องเกมคอนโซลรุ่นใหม่ “นินเทนโด วี” (Wii) มาพร้อมจอย “วี รีโมต”และ “นันชัก” ที่มีจุดเด่นที่สามารถจับความเคลื่อนไหวขณะออกแรงกวัดแกว่งไปมา แถมราคาเครื่องยังถูกกว่าคู่แข่งค่อนข้างเยอะ และทิศทางการพัฒนาเกมเน้นครอบคลุมผู้เล่นทุกเพศทุกวัย ขณะที่โซนี่เจ้าตลาดเดิม ส่งเจ้า “เพลย์สเตชัน3” (PS3) เครื่องเกมผู้ทรงอานุภาพในทุกๆด้านทั้งความแรงของโปรเซสเซอร์ “เซลล์” (Cell)ที่ทั่วโลกให้การยอมรับ รองรับการแสดงผลภาพกราฟิกที่เหนือกว่าด้วยระดับภาพความละเอียดสูงหรือ “HD” และยังมีฟอร์ตแมตใหม่ “บลู-เรย์ ดิสก์” ที่จุพื้นที่ข้อมูลเกมได้มโหฬาร บวกกับจอย “SIXAXIS” ที่กลับมาใช้ลูกเล่นจับความเคลื่อนไหว หลังจากตอนแรกบอกจะใช้จอยบูมเมอร์แรง และราคาถูกตั้งไว้ด้วยราคาสูงสุดในบรรดาเครื่องเกมด้วยกัน

ความสำเร็จด้านยอดขายเครื่องเกมทั้ง 2 ประเภทจากตลาดญี่ปุ่นและอเมริกาชี้ให้เห็นชัดเจนว่า “นินเทนโด” ครองใจผู้เล่นได้สำเร็จด้วยไอเดียที่ฉีกแนวไปจากเดิมที่เน้นพัฒนาในเรื่องของภาพกราฟิกเป็นสำคัญ แต่นินเทนโดยังต้องเผชิญกับคำบ่นหลังจากวางตลาดไปว่าเกมส่วนใหญ่ค่อนข้าง “ปัญญาอ่อน” ไม่เหมาะกับเหล่าฮาร์ดคอร์เกมเมอร์ แถมการบังคับจอยในแต่ละเกมยังมีจุดผิดพลาด ไม่แม่นยำเท่าที่ควรจะเป็นในทุกเกมที่ออกมา ส่วนโซนี่เองก็ขาดแคลนซอฟต์แวร์เกมระดับมาสเตอร์พีซที่จะดึงดูดผู้เล่นให้หันมาซื้อเครื่องเกม เกมออกมาน้อยกว่าที่ควรจะเป็น เพราะการพัฒนาเกมค่อนข้างยากกว่า หากทำมาไม่ดีจะมีคำครหาตามมา รวมทั้งยังไม่มีใครสามารถทำให้ PS3 เล่นแผ่นก๊อปปี้ได้

แฟนเกมชาวไทยและทั่วโลก ที่รัก เทิดทูน เครื่องเกมค่ายที่ตัวเองบูชา เริ่มที่จะไม่สนใจว่า “การเล่นเกม เป็นเพียงความบันเทิงเพื่อผ่อนคลายความเครียด” ต่างยกเอาข้อดีของเครื่องเกมฝั่งตัวเองมาหักล้างความเห็นของอีกฝ่ายแทบทุกครั้งที่มีข่าวออกมา โดยที่ไม่ได้พิจารณาว่า “อะไรคือข้อเท็จจริง หรือมีเหตุผลที่สนับสนุนหรือเปล่า” การสาดโคลนกันไปมาดูจะเป็นเรื่องปกติธรรมดาไปแล้วในปัจจุบัน แม้จะมีคนออกมาห้ามปรามตลอดว่า “แม้แต่เรื่องเกมก็ยังเถียงกันจะเป็นจะตาย อยากเล่นหรือพอใจเครื่องไหนก็เล่นเครื่องนั้น แล้วเอามาสิ่งที่คิดว่าดีมาแนะนำกันจะดีกว่า”

บางครั้งเว็บข่าวเกมหลายแห่งในไทยจะยังถูกแบ่งขั้วไปแล้ว ผู้อ่านบางรายเหมารวมไปว่าเว็บนี้ เว็บนั้น มักรายงานข่าวเชียร์เครื่องเกมนั้นๆจนออกนอกหน้า ขยันหาข่าวออกมาโจมตี ดิสเครดิตอีกฝ่าย (ในจำนวนนี้มี “ผู้จัดการเกม” รวมอยู่ด้วย) ผู้อ่านหลายคนจึงแยกย้ายกันไปรวมกันอยู่ตามเว็บไซต์ที่ตัวเองคิดว่าใช่และตรงตามแนวทาง รวมไปถึงเว็บบอร์ดเกมต่างๆที่ตั้งขึ้นมาเพื่อรองรับ “สาวก-แฟนบอย” เครื่องเกมค่ายนั้นๆ จนกลายเป็นชุมชนใหญ่ ถือเป็นสิทธิเสรีภาพของผู้เล่นในการเลือก

อย่างไรก็ตาม ทุกครั้งที่แฟนเกมที่มีเหมือนไอคอนค่ายเกมนั้นๆแขวนเอาไว้ในใจ ออกไปแสดงความคิดเห็นในต่างถิ่น มันก็เหมือน “เด็กช่างกล เขม่นกัน” จนถึงขั้น “ยกพวกตีกันจริงๆในโลกไซเบอร์” บางแห่งนำเอาความคิดเห็นของอีกฝ่ายไปแปะให้พวกพ้องตัวเองเข้าไปรุมประณามอย่างสาดเสียเทเสียอยู่บ่อยครั้ง

ทั้งหมดกลั่นตัวจนเกิดเป็นการใช้ศัพท์ในหมู่คนเล่นเกมว่า “เกรียน” ที่หลายคนนิยามคำนี้เอาไว้เป็นหน้าๆ จุดเริ่มมาจากกลุ่มเด็กไทยที่เล่นเกมออนไลน์และขยายมาสู่เกมคอนโซล หลักๆแล้วคำว่า “เกรียน” ตามความเข้าใจง่ายๆก็คือ “การแสดงความเห็นหรือการกระทำใดๆที่ดูไม่เข้าท่า อ่อนหัด ก่อกวนผู้อื่นแบบไร้สติ ไม่รู้จักมารยาททางสังคม ดูถูกดูหมิ่นคนอื่นในทุกๆด้าน คล้ายพวกเด็กนักเรียนตัดผมสั้นเกรียนๆที่ขาดวุฒิภาวะ” ในภายหลังมีการเติมเต็มคำให้เด่นชัดขึ้นว่า “เกรียนเทพ” ทั้งนี้ กลุ่มผู้ที่ถูกมองว่าเป็น “เกรียน” มักจะไม่พออกพอใจเท่าที่ควร จนเกิดเรื่องราววิวาทะกันในอินเทอร์เน็ตกันอยู่เนืองๆ และศัพท์คำนี้ก็เริ่มแพร่สะพัดไปสู่วงการอื่นๆแล้วเช่นกัน

คาดว่าสงครามของกลุ่ม “แฟนบอย” คลั่งไคล้เครื่องเกมแบบไม่ลืมหูลืมตาจะยังคงดำเนินต่อไป และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มมากขึ้น หากกลุ่มผู้คนที่ขาดสติและแยกแยะอะไรจากความเป็นจริงไม่ออกยังมีให้พบเห็นอยู่บ่อยๆ การให้อภัยผู้อื่นเมื่อผิดพลาด “รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย” ตั้งสติก่อนคิดทำอะไรก็ตามแต่ น่าจะถูกนำมาปลูกฝังในสังคมเกมในปัจจุบันกันเสียที

By….ขุนเข่าไร้น้ำใจ
กำลังโหลดความคิดเห็น...