xs
xsm
sm
md
lg

ประวัติศาสตร์จะไม่ซ้ำ “ธนวัฒน์” ทุ่มงบพันล้านจัดประกวด “มิสเวิลด์” ติดต่อ 3 ปีก่อน “มิสยูนิเวิร์ส” ซะอีก

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ “ธนวัฒน์” ปัดอกหักจาก “มิสยูนิเวิร์ส” ทุ่มงบพันล้านจัด “มิสเวิลด์” ที่เมืองไทย เปิดใจยากและท้าทาย ซุ่มคุย 3 ปีเป็นเวทีแรก ขอโชว์ศักยภาพเมืองไทยให้ประจักษ์แก่สายตาชาวโลก เผยคดีฟ้องอดีตพาร์ตเนอร์อยู่ระหว่างฟ้องศาล เตรียมไต่สวนนัดแรกเร็วๆ นี้

จัดงานแถลงอย่างเป็นทางการเรียบร้อยแล้ว สำหรับการประกวด “มิสเวิลด์ 2019” ครั้งที่ 69 ครั้งแรกในประเทศไทยซึ่งจะมีขึ้นกลางเดือนพฤศจิกายน และจะตัดสินกลางเดือนธันวาคม โดยงานแถลงจัดขึ้น ณ พระราชวังพญาไท ถนนราชวิถี

ภายในงาน “ธนวัฒน์ วันสม” ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ทีดับบลิว แพเจ้นท์ จำกัด พร้อมกับ “จูเลีย มอร์ลีย์” ประธานและซีอีโอ มิสเวิลด์ออร์แกไนเซซั่น “วาเนซา ปอนเซ เดอ เลออง” มิสเวิลด์ 2018 จากเม็กซิโก “นิโคลีน พิชาภา ลิมศนุกาญจน์” จากประเทศไทย ตำแหน่งมิสเวิลด์ เอเชีย “มาเรีย เวสิเลวิช” มิสเวิลด์ยุโรป จากเบลารุส, กาดิยาห์ โรบินสัน มิสเวิลด์คาริบเบียน จากจาเมกา, เจสสิกา ไทสัน มิสเวิลด์โอเชียนเนีย จากนิวซีแลนด์, ควิน อเบนาเคียว มิสเวิลด์แอฟริกา จากยูกันดา, โซลาริส บาร์บา มิสเวิลด์อเมริกา จากปานามา และ ลินซี แม็คลิลแลนด์ มิสเวิลด์สหราชอาณาจักร จากสกอตแลนด์ มาร่วมงาน

อย่างไรก็ตาม “ธนวัฒน์” เผยว่าตนได้ติดต่อเวที “มิสเวิลด์” เป็นเวทีแรกเมื่อ 3 ปีก่อน ไม่เกี่ยวกับว่าผิดหวัง จากการถุก "ตี๋ แมชชิ่ง" แย่งลิขสิทธิ์ประกวดเวที “มิสยูนิเวิร์ส”

ธนวัฒน์ : “อย่างที่เห็นว่าเป็นเวทีอันทรงเกียรติ และต้องสร้างคุณประโยชน์ให้กับประเทศที่เป็นเจ้าบ้าน ที่เห็นชัดเจนมากก็คือเวทีประกวดมิสเวิลด์ที่ไปจัดที่ประเทศจีน ก็สร้างประโยชน์เรื่องเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวให้อย่างมหาศาล ก็คิดว่าประเทศไทยก็มีการท่องเที่ยวเป็นอุตสาหกรรมหลักที่สร้างรายได้ให้กับประเทศอยู่แล้ว ก็เห็นว่าเป็นเรื่องที่ดีที่จะสร้างประโยชน์ให้กับคนไทยและประเทศไทยครับ”

“ก็ท้าทายนะครับ ก็ต้องเรียนว่าทั่วโลกมีหลายๆ ประเทศที่มีศักยภาพ มีความพร้อม หรืออย่างประเทศจีนที่จัดไปแล้วถึง 9 ครั้ง และผมก็แอบถามคุณจูเลีย จริงๆ ปีนี้เขาก็อยากจะกลับไปจัดอีกเหมือนกันนะครับ แต่เราก็ขอมาว่ามาจัดที่ประเทศไทยสักครั้งนึงเถอะ เพราะว่าเวทีมิสเวิลด์ก็เกือบจะ 70 ปีแล้ว ก็ขอให้ประเทศไทยได้โชว์ศักยภาพความพร้อมให้ชาวโลกได้รับรู้บ้าง เราก็ใช้เวลากว่า 3 ปีนะครับในการพูดคุย จนวันนี้เราถือว่าได้รับเกียรติจากคุณจูเลียที่ให้ไทยเป็นเจ้าภาพ”

“ถามว่าได้ลิขสิทธิ์มิสไทยแลนด์เวิลด์มาด้วยมั้ย อันนี้เป็นการจัดประกวดเฉพาะในประเทศไทยครับ คนละส่วนกันครับ ส่วนมิสไทยแลนด์เวิลด์ยังเป็นของบีอีซีอยู่ครับ”

จะสร้างประวัติศาสตร์การประกวด เพื่อให้เมืองไทยได้รับประโยชน์สูงสุด
ธนวัฒน์ : “แน่นอนครับ เรียนว่าเป็นความตั้งใจที่จะสร้างประวัติศาสตร์ของการจัดประกวด การเก็บตัว และมิติในการถ่ายทอด และการมีส่วนร่วมของคนไทยทั่วประเทศ ทั่วโลก และอยากจะสื่อให้ประเทศไทยได้รับผลประโยชน์สูงสุดนะครับ เรียนว่าจะมีเทคโนโลยี มีกิจกรรมที่สร้างความแตกต่างให้ชาวไทยทุกคนทุกระดับได้สามารถเข้าถึงและพร้อมเข้าร่วมสนุกกับเวทีมิสเวิลด์ 2019 ครับ การสอดแทรกความเป็นไทยมีแน่นอนครับ ก็เหมือนโชว์เปิดในวันนี้นะครับ หรือจะได้เห็นรูปถ่ายของผู้ชนะเลิศมิสเวิลด์จากแต่ละทวีป เรียนว่าเป็นความตั้งใจของทีมงานที่จะสอดแทรกและส่งเสริมความเป็นไทยในทุกๆ มิติ เพื่อให้ชาวโลกได้รับรู้ว่าไทยมีคุณค่า มีความงดงามอย่างไรครับ”

ทุ่มงบหลายร้อยล้าน เกือบพันล้าน ยันไม่ได้อกหักจากเวที “มิสยูนิเวิร์ส” เพราะเป็นเวทีแรกที่ติดต่อไป
ธนวัฒน์ : “ทำโครงการใหญ่ก็หลักหลายร้อยล้านนะครับ เกือบพันล้าน (หัวเราะ) คนมองว่าผิดหวังจากเวทีมิสยูนิเวิร์สเลยมาเวทีนี้ ไม่หรอกครับ อย่างที่เรียนว่าอันนี้เป็นเวทีแรกที่เราติดต่อไป ถามว่าเราสนใจเวทีมิสไทยแลนด์เวิลด์ของบีอีซีมั้ย อันนั้นคนละส่วนกันครับ”

หวั่นประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเรื่องพาร์ตเนอร์ ระวังมากขึ้น ปัดตอบฟ้องศาลโลก บอกแค่ฟ้องศาลไทย
ธนวัฒน์ : “อันนี้ก็ระวังกันมากขึ้นครับ (เรื่องคดีความเห็นว่าก็ยังไม่จบ ข่าวว่าต้องถึงขั้นฟ้องศาลโลก?) มีการฟ้องศาลไทยครับอย่างที่ได้ชี้แจงไป ความคืบหน้าตอนนี้ก็จะมีการนัดไต่สวนนัดแรกในเร็วๆ นี้ครับ ยังไม่ได้ฟ้องมิสยูนิเวิร์สครับ”

ด้าน “จูเลีย มอร์ลีย์” ประธานและซีอีโอ มิสเวิลด์ออร์แกไนซเซชั่น เผยว่า “ต้องเท้าความไปเมื่อหลายปีก่อนนะคะ ดิฉันได้มาร่วมงานแต่งงานของ เซเชน มิสเวิลด์ไชน่า ปี 2017 ที่มาแต่งงานที่ประเทศไทย เลยรู้สึกชอบและรักประเทศไทยด้วยเหตุผลหลายๆ อย่าง ทีนี้เวทีประกวดนางงามทั่วโลกก็มีหลายเวที สิ่งหนึ่งที่ดิฉันคิดก็คือว่าประเทศไทยยินดีต้อนรับการประกวดมิสเวิลด์อย่างมาก และหวังว่าในอนาคตก็จะได้กลับมาอีก”

“และคิดว่าที่คราวนี้เรานำการประกวดมิสเวิลด์มาที่ประเทศไทย การที่นำนางงาม 130 คนจาก 130 ประเทศทั่วโลกมา ก็จะช่วยทำให้เศรษฐกิจของเมืองไทย ทำให้คนที่ทำงานอยู่ในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวได้มีรายได้มากขึ้น และที่สำคัญมากกว่านั้นก็จะได้ให้หลายๆ คนเห็นว่าประเทศไทยที่เป็น Land of smile หลายคนที่อาจจะยิ้ม แต่ชีวิตจริงผ่านชีวิตที่หนักหน่วง หรือชีวิตไม่ได้สวยหรู สวยงาม แต่ยังสามารถยิ้มต้อนรับทุกคนได้ ทำให้เห็นว่าทุกคนมีทัศนคติที่ดี

“ดิฉันก็รู้สึกตื่นเต้นมากที่ได้ไปเยี่ยมเยียนต่างจังหวัดด้วย ไม่ว่าจะไปดูช้าง ไปเรียนรู้เกี่ยวกับช้าง สถานที่อนุรักษ์ช้าง การทอผ้าไหม หรือเยี่ยมเยียนถิ่นพื้นเมืองต่างๆ ไปดูความเป็นอยู่ ไปดูหัตถกรรมของชาวพื้นเมือง และดูว่าโครงการของมิสเวิลด์สามารถเข้ามาช่วยในส่วนนี้ได้ยังไงบ้าง เพื่อที่จะทำให้คนในพื้นที่มีรายได้มากขึ้นด้วย อย่างเช่นในประเทศจีน มิสเวิลด์ก็เคยไปจัดมาแล้วถึง 9 ครั้ง เพราะหลังจากที่ไปจัดมาแต่ละครั้งได้ผลตอบรับดี คนทั้งประเทศก็ชอบ เลยได้กลับไปบ่อยๆ คราวนี้มาจัดมิสเวิลด์ในประเทศไทยครั้งแรก ก็เห็นว่าสื่อมวลชนให้ความสนใจกันมาก ก็รู้สึกใจชื้นขึ้นค่ะ และหวังว่าการร่วมงานกับสื่อมวลชนครั้งนี้ ถ้าผลตอบรับออกมาดี คราวหน้าก็จะได้กลับมาจัดมิสเวิลด์ที่ประเทศไทยอีกหลายๆ ครั้งค่ะ”

ในส่วนของ “วาเนซา ปอนเซ เดอ เลออง” มิสเวิลด์ 2018 เผยว่า “เป็นความใฝ่ฝันของฉันตั้งแต่แรกแล้วที่อยากจะมาเที่ยวประเทศไทยค่ะ และเป็นประเทศแรกเลยในลิสต์ที่จะมา ตั้งแต่วันที่มาถึงเมืองไทยก็รู้สึกประทับใจอย่างมากกับตึกสูง วัดต่างๆ และอย่างเช่นที่นี่คือวังพญาไท ทำให้ฉันฉุกคิดขึ้นมาและมีคำถามเกิดขึ้นมาเยอะแยะมากมายว่าทำไมตึกถึงได้สร้างแบบนี้ มีประวัติศาสตร์หรือมีเรื่องราวผ่านมาอย่างไรบ้าง และภาษาที่คนไทยพูดว่าสวัสดีค่ะ ขอบคุณค่ะ มันมาจากไหน วัฒนธรรมความเป็นอยู่ การอยู่การกินของคนไทย เรื่องราวประวัติศาสตร์ ความเป็นมา ตำนาน ประเพณี วัฒนธรรมเป็นยังไง”

“ฉันก็อยากจะทำความรู้จักให้มากขึ้นค่ะ เพราะเป็นวัฒนธรรมที่ไม่เหมือนที่เม็กซิโกเลย และเช่นเดียวกับหลายๆ คนในเม็กซิโกก็อยากจะรู้และอยากจะทำความรู้จักเกี่ยวกับประเทศไทยอย่างลึกซึ้ง เพราะฉะนั้นนี่เป็นโอกาสที่ดีมากเลยที่จะทำให้ประเทศไทยเป็นที่รู้จักมากขึ้นสำหรับคนเม็กซิโก และฉันก็เชื่อว่าสำหรับคนอื่นในประเทศอื่นทั่วโลกด้วยค่ะ”

สำหรบ “นิโคลีน” เผยว่า “ในฐานะที่เป็นคนไทย เราก็ต้องต้อนรับเขาอย่างเต็มที่ อย่างที่เขาคิดว่าการเป็นคนไทยเรามีวัฒนธรรม เราก็อยากที่จะแบ่งวัฒนธรรมของเราให้ชาวต่างชาติเห็น และอยากให้เขารู้จักว่าไทยเป็นยังไง นิสัยของเราเป็นยังไง เพราะอย่างที่หลายๆ คนพูดว่าเขาหลงรักในคนไทยค่ะ ในประเทศเราคนไทยเป็นสิ่งที่สำคัญ และทำให้ไทยเป็นไทยค่ะ และนิโคลีนคิดว่าหลงรักประเทศไทยและคนไทยเหมือนกัน เพราะจริงๆ ก็เพิ่งได้กลับมาอยู่ได้ 1 ปีเหมือนกันค่ะ ไม่อยากกลับไปบ้านที่อเมริกาแล้ว (หัวเราะ) ก็รู้สึกว่าการที่เราได้เป็นเจ้าบ้าน เราต้องเปิดรับ เราต้องต้อนรับทุกคน และนิโคลีนก็จะช่วยแนะนำพวกเขาเรื่องว่าภาษาไทยเป็นยังไง อาหารไทย ที่เที่ยว และการจัดการของคนไทยค่ะ”

(ติดตามทุกข่าวสารในแวดวงบันเทิงทั้งหมดได้ที่https://mgronline.com/entertainment)




กำลังโหลดความคิดเห็น...