xs
xsm
sm
md
lg

ขอบคุณที่รับฝรั่งคนนี้เป็นลูกบุญธรรมให้อยู่บนผืนแผ่นดินไทย “โจนัส แอนเดอร์สัน” กลั่นจากใจ “แพรว-เต้น” ร่ำไห้

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


“แพรว-โจนัส-เต้น” หลั่งน้ำตา ร้องเพลงเพื่อพ่อหลวงครั้งสุดท้าย ในพิธีน้อมแสดงความอาลัย “ในหลวง รัชกาลที่ ๙” ตามพิธีทางคริสตศาสนา “เต้น นรารักษ์” ยอมรับเคยใช้ชีวิตฟุ่มเฟือย แต่กลับค้นพบความสุขจากความพอเพียง “แพรว” ตั้งปณิธานจะทำความดีวันละเล็กวันละน้อยแต่จะทำตลอดชีวิต ด้าน “โจนัส” ฝรั่งหัวใจไทยกลั่นความรู้สึกจากใจ ขอบคุณพ่อหลวงที่รับตนเป็นบุตรบุญธรรมให้อยู่บนผืนแผ่นดินไทย

เป็นช่วงเวลาแห่งความโศกเศร้าของคนไทยทั้งประเทศ ในช่วงวันพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งตามสถานที่ต่างๆ ก็มีการจัดงานเพื่อแสดงความไว้อาลัย และทาง คริสตจักรสาธร ก็ได้จัดพิธีน้อมแสดงความอาลัยในหลวง รัชกาลที่ ๙ ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ตามพิธีทางคริสตศาสนา ซึ่งก็มี 3 ศิลปินคุณภาพอย่าง แพรว คณิตกุล เนตรบุตร, โจนัส แอนเดอร์สัน และ เต้น นรารักษ์ ใจบำรุง ร่วมร้องเพลงในครั้งนี้ด้วย

ซึ่งสาว “เต้น นรารักษ์” เผยว่าถึงแม้จะเริ่มทำใจได้ แต่พอต้องมาร้องเพลงในครั้งนี้ก็ยังต้องแอบกลั้นน้ำตา “เอาจริงๆ ตอนนี้ก็ผ่านมา 1 ปีแล้ว เราก็เริ่มทำใจได้แล้ว แรกๆ อาจจะแอบช็อกว่ามันใช่แล้วเหรอ เพราะตั้งแต่เกิดมาจำความได้ก็เห็นพระองค์ท่านแล้ว แต่พอมาถึงวันนี้ เต้นก็มองในแง่ดีว่าพระองค์ท่านจะได้พักจริงๆ สักที อย่างน้อยๆ เราเป็นคนไทยก็ทำหน้าที่ของตัวเองค่ะ ให้พระองค์ท่านมองลงมาจากข้างบนและภูมิใจในตัวเราดีกว่า”

“ความรู้สึกที่มาร้องเพลงวันนี้มันบอกไม่ถูกเลย คือพยายามกลั้นทุกอย่างเลย ไม่ให้ทุกคนรู้สึกว่ามันเศร้า จริงๆ แล้วเราเป็นคริสเตียน การตายถือว่าได้กำไร แต่ว่าเนื่องจากพระองค์ท่านเป็นบุคคลที่เรารัก เป็นบุคคลที่สำคัญมาก ก็มีบ้างที่น้ำตาจะไหลออกมา ขณะที่ร้องเพลงก็พยายามจะอดกลั้นให้ได้มากที่สุด บอกตัวเองอย่าร้องนะ”

“คำสอนของพระองค์ท่านที่ใกล้ตัวที่สุดคือความพอเพียงค่ะ อันนี้ใช้ได้จริงๆ เต้นเคยใช้ชีวิตฟุ่มเฟือยมาแล้ว และมันไม่เวิร์ก สุดท้ายคนที่เดือดร้อนไม่ใช่แค่เรา แต่เป็นพ่อกับแม่ ครอบครัวเราเดือดร้อนหมด แต่พอกลับมาใช้คำว่าพอเพียง แค่พอกิน พอมีก็พอแล้ว ไม่ต้องไปอยากมีเหมือนชาวบ้านเขา ไม่ต้องอยากไปเหมือนคนอื่น เรามีความสุขในส่วนของเราก็พอแล้ว”

ทางด้านนักร้องสาวร่างเล็ก “แพรว คณิตกุล” ถึงกับกลั้นน้ำตาไม่อยู่ขณะร้องเพลง เวลาที่แสนสั้น ซึ่งแพรวเผยว่าได้ตั้งปณิธานกับตัวเองว่าจะทำดีต่อไป ทำดีวันละเล็กละน้อย ดีกว่ารอเวลา เพราะเวลาของคนเรามีไม่มากนัก
“เราเกิดมาก็ได้เห็นในหลวงทรงงานตลอด เจออยู่ในทุกที่ทุกหนทุกแห่ง ในทีวีก็เจอกันทุกวัน ก็เริ่มเห็นว่าท่านทรงประชวร เราก็เริ่มใจหายนะ เคยไปแถวศิริราชบ้าง แต่ก็ไม่เคยเจอในหลวงเลย เสียดายที่เรายังไม่เคยเจอเลยแม้แต่ครั้งเดียว คือเวลาที่ไปธุระแถวนั้นก็จะไปรอเฝ้าที่ท่าน้ำเผื่อว่าจะเจอบ้าง ใครๆ ก็คงอยากเจอเนอะ เห็นเพื่อนไปแล้วเขาบอกว่าได้เจอ เราก็เลยลองไปบ้าง แต่ก็ไม่เจอ ไม่ถึงกับเสียใจค่ะ แต่รู้สึกว่าไหนๆ ก็ได้ไปถึงตรงนั้นแล้วมองขึ้นไปเราก็รู้แหละว่าท่านประทับอยู่ตรงนั้น”

“แต่พอถึงวันนี้ก็ยังไม่อยากจะเชื่อตั้งแต่ปีที่แล้ว ปกติเป็นคนที่เข้มแข็งไม่ค่อยร้องไห้นะคะ วันนั้นเดินซื้อของเข้าบ้านอยู่ ในมือก็ดูไลฟ์ผ่านมือถือไปด้วย ลุ้นไปด้วย เราก็อธิษฐานในใจว่าอย่าให้เป็นอย่างนั้นเลย แต่พอประกาศปุ๊บน้ำตามันไหลออกมาเอง วันนี้ก็เหมือนกันตั้งใจว่าจะไม่ร้องไห้ แต่มันคล้ายๆ กับเราเสียญาติผู้ใหญ่คนหนึ่งที่รักมากไป เพราะแพรวรู้สึกผูกพันกับในหลวงรัชกาลที่ ๙ ด้วย เพราะเราเกิดในรัชสมัยนี้ค่ะ”

“ตอนที่ร้องเพลงเราเห็นพระบรมฉายาลักษณ์ของท่านจากในจอ ซึ่งก็เหมือนเราร้องถวายท่าน รู้สึกว่าเป็นสิ่งที่เราจะได้ทำเป็นครั้งสุดท้าย และเพลงนี้เป็นเพลงที่ให้ข้อคิดหลายอย่างมากถ้าฟังดีๆ เป็นเพลงที่บอกว่าเมื่อสิ่งที่สำคัญของเราหรือสิ่งที่รักต้องจากไป มันอาจจะเป็นเวลาที่สั้นๆ แต่ทุกคนต้องหาทางเดินที่จะใช้ชีวิตว่าเราจะใช้ชีวิตแบบไหน และระหว่างที่ร้องก็มีพระบรมฉายาลักษณ์ขึ้นมา แล้วเราเป็นคริสเตียนก็เหมือนพระเจ้านำทางว่าเราร้องเพลงนี้ไปและมีตัวอย่างที่อยู่ข้างหน้าแล้ว เส้นทางแบบนี้มั้ยที่เราจะเดิน คือเวลาของเรามันสั้นมาก ไม่ว่ายังไงเราก็ต้องไป แต่ว่าสิ่งที่เราจะทิ้งเอาไว้บนโลกใบนี้คืออะไร คือเราแค่มาใช้ชีวิตสบายจบกลับ หรือเราจะทำอะไรให้คนอื่นเขาได้มีความสุขต่อไป ทิ้งอะไรไว้บ้างก่อนที่จะไปเหมือนอย่างในหลวงท่าน”

“ร้องๆ อยู่น้ำตาไหลเลย ต้องเอามือคอยเช็ด มันกลั้นไม่อยู่จริงๆ ค่ะ มันเป็นเพราะเราเห็นท่านทรงงานเยอะมาก เราเห็นมาตั้งแต่เด็ก และแพรวเป็นคนที่ชอบดูสารคดีของท่านที่ฉายก่อนข่าวอยู่แล้ว แม่ยังบอกเลยว่าเด็กอะไรชอบดูแบบนี้ (หัวเราะ)”

ประทับใจหลายโครงการที่ในหลวง รัชกาลที่ ๙ ทรงทำไว้ บอกไม่ใช่ทำเพื่อแข่งกับใคร แต่ทำเพื่อคนไทยทั้งประเทศ
“ล่าสุดแพรวเพิ่งกลับจากฮ่องกง ได้ดูสารคดีบนเครื่องฉายพระราชกรณียกิจของพระองค์ท่านที่ทำมีอะไรบ้าง แพรวชอบอันหนึ่งที่แพรวสัมผัสได้ ไม่รู้ว่ามันถูกหรือผิด แต่แพรวรู้สึกว่าในทุกขั้นตอนท่านมองอนาคตของประเทศเราเสมอ ในขณะที่เราอยู่กับตัวเองทุกวัน อยากได้โน่นอยากได้นี่เพื่อตัวเราเอง แต่มีคนหนึ่งที่วางแผนอนาคตให้กับประเทศเราไว้ มีอันหนึ่งเขาบรรยายว่าในหลวงไม่ใช่แค่แก้เรื่องน้ำ เรื่องอาหาร เรื่องทุกอย่างไปแล้ว สิ่งที่ตามมาอาจจะยังไม่มาถึง แต่ท่านมองเห็นถึงอนาคตว่าน้ำมันจะไม่พอสำหรับโลกใบนี้ทั้งโลก ก็เลยวิจัยตัวที่จะมาให้เราได้ใช้ และชาวต่างชาติก็สนใจก็เชิญไปแนะนำ เรียกว่าท่านเป็นกษัตริย์แห่งการคิดค้น ท่านไม่ได้ทำเพื่อแข่งกับใคร แต่ทำมาเพื่อให้ทุกคนได้มีใช้”

“แพรวทำรายการสัตว์เลี้ยง ก็มีเทปหนึ่งที่ไปถ่ายโรงพยาบาลตัวอย่างที่ในหลวงท่านทรงสร้างไว้ เป็นของส่วนพระองค์ ซึ่งก็ยังต้องจ่ายภาษีปกติเหมือนประชาชน อันนี้แพรวประทับใจมาก ซึ่งท่านอาจจะขยายใหญ่ได้แต่ก็ไม่ทำ เพราะไม่ได้ทำมาเพื่อจะแข่งกับใคร แต่ทำเพื่อเป็นตัวอย่าง ถ้าเราจะกลับไปมองจริงๆ ท่านทำหลายอย่างเอาไว้เพื่อเป็นตัวอย่างให้เราไว้แล้วค่ะ มันอยู่ที่เราแล้วว่าเราจะทำมากน้อยแค่ไหน อย่างที่ฟังข่าวทุกวันนี้เราสามารถเมาท์มอยเรื่องต่างๆ มากมาย บางคนเอาแต่โทษสังคม เอาแต่บ่น แต่ไม่เลือกที่จะทำอะไรที่เป็นประโยชน์ มันจะดีกว่ามั้ยถ้าเราจะไม่มัวแต่โทษสังคม แต่เลือกที่จะลงมือทำอะไรสักอย่างที่ให้เกิดประโยชน์กับสังคม”

เผยตั้งปณิธานกับตัวเองว่าจะขอทำความดีไปเรื่อยๆ ทีละเล็กละน้อย ดีกว่ารอเวลาหรือเห่อแค่ช่วงนี้
“แพรวเริ่มจริงๆ จังๆ กับตัวเองมาประมาณ 2 ปี เริ่มเข้าโบสถ์ถี่ๆ ก็มีช่วงหนึ่งที่ได้ฟังเทศนาเยอะมาก และโดนสะกิดพวกคำต่างๆ บางคนบอกว่าเราต้องหาเงินเยอะๆ เพื่อที่จะสบายแล้วค่อยไปช่วยคนอื่น แต่แพรวรู้สึกว่ามันสายไป เพราะบางทีเวลาเรามันสั้น ฉะนั้นก็ต้องเริ่มเลย มีน้อยมีมากก็ช่วยเท่าที่ทำได้ ไม่ใช่เห่อเฉพาะช่วงนี้ว่าฉันจะทำเพราะฉันรักในหลวงก็ทำใหญ่เลย แต่พอผ่านไปไฟหมดก็หยุดทำ แต่เริ่มไปทีละนิด ทำไปเรื่อยๆ”

“เริ่มจากให้เวลากับพ่อแม่ให้มากขึ้น เริ่มแบ่งปัน เริ่มที่จะไม่บ่นอะไรไร้สาระกับสังคม หรือโทษประเทศ โทษทุกอย่าง ทั้งที่เราเองก็ไม่เคยช่วยให้มันดีขึ้น ถ้าเราไม่สามารถหาทางออกให้กับประเทศได้ก็อย่าเพิ่งบ่น ยกเว้นเรามีช่องทางว่าทำอย่างนั้นอย่างนี้มั้ยแล้วชวนคนมาร่วมทำ อันนั้นแพรวคิดว่ามันคือการบ่นที่มีสาระ แต่ถ้าเอาแต่บ่นแต่ไม่มีทางออกให้แพรวว่ามันไม่มีประโยชน์ เริ่มทีละนิด จะปลูกต้นไม้ก็เริ่มจากปลูกในบ้านก่อนก็ได้ แล้วก็ไปปลูกข้างนอก แค่ไม่ตัดก็ช่วยได้แล้ว แพรวคนเดียวก็ไม่สามารถจะช่วยอะไรได้มาก แต่ก็น่าจะเป็นส่วนหนึ่งถ้าเราเริ่มทีละนิดๆ”

“อย่างปีก่อนหน้านี้ก็ไปทำฝายมา ถนัดด้านไหนก็ทำด้านนั้น ไม่มีเงิน เราก็ลงแรง ไม่สามารถช่วยคิด แต่เราถนัดอย่างอื่นก็ทำไป ปีนี้เขาก็คงจะหาอาสาสมัครเหมือนเดิมค่ะ แต่ว่าไม่ค่อยมีผู้ชายเลยค่ะ ก็ถ้าได้ยินประกาศหรืออะไรก็ไปช่วยกันได้นะคะ เพราะบ้านเรามีปัญหาเรื่องน้ำท่วมมาตลอด แต่ครั้งที่แล้วไม่มีผู้ชายเลย มีแต่เกย์กับผู้หญิงค่ะ (หัวเราะ) ซึ่งพี่ทหารเขาก็บอกว่าขอแรงผู้ชายหน่อย หันซ้ายหันขวามองกันไม่มีเลย (หัวเราะ) คือมีน้อยมาก ก็ไปช่วยกันได้ค่ะ”

ด้านฝรั่งหัวใจไทยอย่างนักร้องหนุ่ม “โจนัส แอนเดอร์สัน” เผยว่าดีใจที่ได้เห็นคนไทยรักในหลวงขนาดนี้
“ช่วงนี้อารมณ์ก็กลับมาพีกอีกรอบหนึ่งนะครับ 1 ปีผ่านไป แล้วมาพีกอีกทีตอนครบ 13 ต.ค. และอีกครั้งก็คือตอนนี้ คือสำหรับผมการได้ร้องเพลงที่เราเคยร้องกันมาเป็นสิบๆ ปี เพลงสรรเสริญพระบารมี เป็นสัญลักษณ์ของในหลวงรัชกาลที่ ๙ ถึงแม้จะเป็นเพลงชาติที่พูดถึงพระมหากษัตริย์ทุกๆ พระองค์ แต่จากการครองราชย์ของพระองค์ที่นานมาก และเป็นสิ่งที่เราคุ้นชินตั้งแต่เข้ามาเมืองไทยแล้ว ก็รู้สึกตื้นตัน มันก็กระทบความรู้สึกอย่างแรงว่าครั้งนี้คือครั้งสุดท้ายแล้วเนอะที่จะร้องเพลงถวายในหลวงรัชกาลที่ ๙ ได้ ครั้งสุดท้ายจริงๆ”

“เป็นสิ่งที่ไม่อยากจะเจอ ไม่อยากจะต้องมาเผชิญนะครับ แต่ในเวลาเดียวกันภาษาอังกฤษจะมีคำว่า better sweet ก็คือสิ่งที่ขมขื่นแต่ก็ยังมีความหวานอยู่ better sweet สำหรับผมก็คือได้เห็นถึงความรักที่คนไทยมีต่อในหลวงรัชกาลที่ ๙ จริงๆ ได้เห็นถึงหัวใจของคนไทย เห็นถึงความสามัคคี เห็นถึงพลังแห่งบารมีของพระองค์ท่านในการเป็นแบบอย่าง เป็นดวงประทีปให้แผ่นดินไทยมา 70 ปี มันเป็นสิ่งที่ไม่อาจดับได้นะครับ เป็นสิ่งที่ต้องคงอยู่ ถึงแม้ว่ากาลเวลาผ่านไปธรรมชาติมันบังคับ แต่ว่าในใจของคนไทยพระองค์ท่านจะสถิตอยู่ตลอดไป และมันเป็นการสถิตอยู่ที่ทรงพลังยิ่งกว่ามนุษย์คนหนึ่ง เพราะมันเป็นเรื่องของบทบาทที่อยู่ในสังคมไทย อยู่แผ่นดินไทยในจิตใจของคนไทย ร้อยปีพันปีก็จะต้องถูกกล่าวขาน ถูกพูดถึง อันนี้มันเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ ยิ่งกว่าการที่พระองค์ท่านเสด็จสวรรคต ก็คือพระองค์ท่านยังคงอยู่ตลอดไปครับ”

บอกจะขอนำเพลงพระราชนิพนธ์มาขับร้องต่อไป เป็นสิ่งที่ต้องอนุรักษ์สืบต่อไป
“ผมก็เคยร้องเพลงต่างๆ ในงานพระราชพิธีต่างๆ ของในหลวงรัชกาลที่ ๙ และผมเองก็เคยนำเพลง ในหลวงของแผ่นดิน ผมกับคริสตี้เคยนำมาร้องในงานคอนเสิร์ตพิเศษ มันก็เลยมีความรู้สึกน้ำตาคลอ ทำให้นึกย้อนไปที่ช่วงเวลาที่เราได้ร้องเพลงเทิดพระเกียรติ ได้อัญเชิญบทเพลงพระราชนิพนธ์ แต่วันนี้ต่างจากทุกครั้ง เพราะว่าเหมือนเป็นการย้อนอดีต ตลอดเวลาที่ผ่านมาในช่วงชีวิตความเป็นนักร้อง ที่มีหลายๆ เพลงเทิดพระเกียรติที่ผมได้เคยร้องไว้”

“จริงๆ ช่วงวันพ่อผมจะต้องได้ร้องเพลงเทิดพระเกียรติพระองค์ท่านทุกปี 17 ปีในการอยู่ในวงการของผม ทุกปีจะมีการร้องเพลงมอบให้พ่อ และเพลงวาระพิเศษ และก่อนหน้าที่ผมจะมาเป็นศิลปินอาชีพผมก็เคยร้องเพลงของพี่เบิร์ด (ธงไชย แมคอินไตย์) เพลงต้นไม้ของพ่อ เคยร้องเพลงพรปีใหม่ในช่วงวันปีใหม่ เคยร้องเพลงล้นเกล้าเผ่าไทย มันเป็นมิติหนึ่งของการเป็นศิลปินที่ผ่านมา มาสู่วาระนี้ก็รู้สึกเสียใจ มันบอกไม่ถูก มันลึกจริงๆ แต่ในเวลาเดียวกันก็ภูมิใจนะครับ ภูมิใจที่ได้ร้องเพลงให้พ่อ ร้องเพลงของพ่อด้วย ได้เป็นศิลปินที่เทิดพระเกียรติทางเสียงเพลง พระองค์ท่านทรงเป็นอัครศิลปิน เป็นต้นแบบของศิลปินทุกคน เราได้สืบทอดออกมาก็ภูมิใจมาก และเชื่อว่ายังคงจะต้องมีการร้องเพลงต่อไป อย่างน้อยที่สุดสิ่งที่ไม่หายไปไหนก็คือการอัญเชิญบทเพลงพระราชนิพนธ์ เพราะว่าต่อให้ท่านไม่ได้อยู่กับเรา แต่เพลงยังคงอยู่และเป็นเพลงที่ดี เป็นเพลงที่ต้องสืบสาน เป็นเพลงที่ต้องถ่ายทอดต่อ ต้องอนุรักษ์ไว้ครับ”

เผยความในใจถึงพ่อหลวง ขอบคุณที่พ่อรับฝรั่งคนนี้เป็นลูกบุญธรรมและให้อยู่ในแผ่นดินไทย
“ผมอยากจะบอกว่าขอบคุณพ่อที่ถึงแม้ว่าผมมาจากแดนไกล ขอบคุณที่พ่อรับผมเป็นบุตรบุญธรรมคนหนึ่ง รับเข้ามาอยู่ในแผ่นดินไทย ผมไม่แน่ใจว่าพระองค์ท่านรู้จักผมมากขนาดไหนในฐานะศิลปิน แต่ผมก็ยังรู้สึกขอบคุณที่ฝรั่งคนนี้มีโอกาสเป็นลูกของพ่อ และขอบคุณสำหรับคำสอนของพ่อ ขอบคุณสำหรับสิ่งดีๆ ที่พ่อเป็นแบบอย่างให้ ผมสัญญาว่าผมจะเก็บไว้ในใจ และผมจะสานต่อ และผมก็จะพยายามเดินตามรอยพระบาทของพระองค์ท่าน จะพยายามที่จะทำตามที่พ่อสอน โดยเฉพาะสิ่งที่พ่อเป็นแบบอย่างให้ จะพยายามทำตามเช่นนั้น”

“ผมจะทำหน้าที่ในการเป็นศิลปินและเป็นบุคคลที่ดี และในพื้นที่ของผม ผมก็จะน้อมรับสิ่งที่พ่อสอนไว้ และโดยเฉพาะเรื่องของภาษาไทย พระองค์ท่านทรงห่วงใยเรื่องของภาษาไทย ผมในฐานะเป็นชาวต่างชาติ ผมก็จะมีโอกาสในการเชิดชูความเป็นภาษาไทย ซึ่งถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมไทยอันงดงาม ผมอาจจะพูดผิดอยู่บ่อยๆ นะครับ แต่ผมเชื่อว่าคนไทยรู้ว่าผมเห็นค่าของภาษาไทย และสิ่งนี้ก็เป็นสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่ผมทำได้ถวายแด่พระองค์ท่านด้วยครับ”










กำลังโหลดความคิดเห็น...