xs
xsm
sm
md
lg

(ชมคลิป) “พ่อค้าสนามหลวง” ร่ำไห้ โดนแอบถ่ายรูปใส่ร้ายขายสร้อยเส้นละ 1000 คนไทยเหมือนกันรักพ่อเหมือนกัน ขอแค่ที่ทำกินประทังชีวิต

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online


“พ่อค้าแม่ค้า” น้ำตานอง โดนแอบถ่ายรูปและไปโพสต์ใส่ร้ายขายสร้อยเส้นละ 1000 บาท ทำให้ถูกประณามเดินไปไหนมีแต่คนด่า ยันขายของที่สนามหลวงมา 20 ปี ไม่ใช่มิจฉาชีพ ลำบากเดือดร้อนทำมาหากินไม่ได้ก็เลยซื้อของเล็กๆ น้อยๆ มาขายได้กำไรไม่ถึง 10 บาท เพื่อประทังชีวิตไปวันๆ ให้รอดพ้นช่วงนี้แล้วค่อยกลับมาขายของเหมือนเดิม ทำไมต้องใส่ร้ายกัน คนไทยเหมือนกันรักพ่อเหมือนกัน



ช่วงนี้มีการแชร์ข่าวต่างๆ มากมาย ทั้งข่าวที่แชร์จากสำนักข่าว และข่าวที่แชร์โดยอ้างว่าไปพบเจอมาเอง และโพสต์ลงเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยเฉพาะข่าวที่แชร์จากเฟซบุ๊กส่วนตัว ที่บางครั้งก็ไม่ได้รับการตรวจสอบและเกิดการแชร์ต่อจนกลายเป็นเรื่องเข้าใจผิด ล่าสุด ก็ได้มีโพสต์ภาพพ่อค้าแม่ค้าขณะที่ยืนขายสร้อยที่มีพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอุลยเดช โดยอ้างว่า ขายเส้นละ 1000 บาท และเน้นขายให้เฉพาะกลุ่มประชาชนที่เดินทางมาจากต่างจังหวัด เพื่อสักการะพระบรมศพ

ข่าวดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไปและถูกแชร์ไปอย่างรวดเร็ว เนื่องจากมีเว็บไซต์บางแห่งได้นำโพสต์ดังกล่าวมาเผยแพร่ในเว็บ ทำให้ถูกวิพากษ์วิจารณ์ไปอย่างกว้างขวางว่า พ่อค้าแม่ค้าฉวยโอกาส ทำตัวเป็นมิจฉาชีพ ฯลฯ อย่างไรก็ตาม ก็ได้มีผู้ใช้ชื่อเฟซบุ๊กว่า Verygood Pomman ได้เข้าไปคอมเมนต์แก้ไขข่าวว่า ไม่ใช่เรื่องจริง ตนเป็นพ่อค้าแม่ค้าที่สนามหลวง ทีมข่าวผู้จัดการออนไลน์ ก็เลยติดต่อขอสัมภาษณ์เพื่อทราบรายละเอียดข้อเท็จจริง ทำให้เกิดการรวมตัวของกลุ่มพ่อค้าแม่ค้าย่านสนามหลวงขึ้นมากกว่า 50 คน โดยทุกคนยืนยันว่า มีอาชีพเป็นพ่อค้าแม่ค้าย่านสนามหลวงมา 20 - 30 ปีแล้ว บางคนขายของที่ระลึก, ขายข้าวแกง, ขายผ้าสำหรับเปลี่ยนก่อนเข้าชมพระบรมมหาราชวัง ฯลฯ ไม่ใช่คนเร่ร่อน หรือมิจฉาชีพ

เมื่อเกิดเหตุการณ์ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช สวรรคต ทำให้ไม่สามารถขายของบริเวณรอบสนามหลวงได้เหมือนเดิม เลยต้องไปหาของเล็กๆ น้อยๆ มาขายแทน เพื่อประทังชีวิตไปวันๆ จนกว่าสถานการณ์จะกลับสู่ปกติ จึงจะมาค้าขายอาชีพเดิม สาบานต่อหน้าวัดพระแก้ว ไม่มีใครขายสร้อยเส้นละ 1000 บาท ตามที่มีการโพสต์แชร์ ขายแค่เส้นละ 20 บาทเท่านั้น เส้นใหญ่สูงสุดก็เส้นละ 100 บาท ได้กำไรแค่ 5 บาท 10 บาท ไม่ถึง 20 บาท

โดย “ปอม ฐิติพงศ์ พรหมเกิด” อายุ 40 ปี พ่อค้าขายข้าวแกงย่านสนามหลวง เปิดเผยว่า มีชายใส่ชุดดำมาแอบถ่ายรูปขณะขายของ และนำภาพดังกล่าวไปโพสต์หาว่าขายสร้อยเส้นละ 1000 บาท ทั้งที่ไม่ใช่ความจริง ร่ำไห้รักพ่อหลวงเหมือนกัน เสียใจเหมือนกัน ขอแค่ที่ทำกินให้ได้ประทังชีวิตไปวันๆ เพื่อให้ผ่านช่วงนี้ไปได้ ทำไมจะต้องมาใส่ร้ายกันแบบนี้

“ข่าวนี้ผมบอกเลยนะครับว่าไม่เป็นความจริง เราค้าขายกันกำไร 10 บาท 20 บาท ถ้าขายแบบนั้นมันฉ้อโกง พ่อค้าแม่ค้าเหล่านี้เขาทำงานกันบริสุทธิ์ เราทำงานค้าขายกันอยู่แล้วก่อนที่พ่อหลวงจะสวรรคต ผมเองก่อนหน้านี้ก็ขายข้าวแกง เปิดท้ายอยู่บนรถ ส่วนพ่อค้าแม่ค้าที่มาวันนี้ ก็จะขายผลไม้ น้ำ หมวก ขายผ้าเปลี่ยนเข้าวัง ตอนนี้ทุกคนต่างตกงานกันหมด ไม่มีงานทำ ด้วยความเดือดร้อนพวกเราไม่มีเงิน พวกเราไม่มีงาน เรา ก็หาของมาขายกันเล็กๆ น้อยๆ ซึ่งของที่เราเอามาขายไม่ได้แพงเกินกว่าจะรับได้ ราคาที่คนจนก็สามารถซื้อได้ คนรวยก็ซื้อได้”

“ผมขายดอกไม้ 20 บาท รับมา 10 บาท หรือ 12 บาท ขายพวงมาลัย รับมา 15 บาทเอามาขาย 20 บาท 30 บาท ได้กำไร 15 บาท ขายริสต์แบนด์ 20 บาท รับมา 15 บาท ส่วนสร้อยที่เอามาขายนี่ต้นทุนมา 13 บาท เราเอามาขาย 20 บาท เส้นใหญ่สุดก็เส้นละ 100 บาท พอเขาไปลงข่าวแบบนี้มันเกิดความเสียหาย”

“เหตุการณ์วันนั้นที่เกิดขึ้น เราก็ขายของอยู่แล้วก็มีคนมาแอบถ่ายรูปพวกเราโดยที่พวกเราไม่รู้ตัว และก็เอาไปโพสต์บอกว่าพวกเราขายแพง ในข่าวบอกว่าลูกค้าเข้ามาซื้อ 5 เส้น 1000 บาท แต่จริงๆ แล้วให้เขาไปเส้นเดียว และรับเงิน 1000 บาท และพวกเราหนี ผมบอกเลยนะครับว่า ไม่มีใครหนีพ้นหรอกครับ พนักงานเทศกิจ ตำรวจ ทหารและหน่วยจิตอาสาทั้งหมดมีเยอะมากครับ ไม่มีทางหรอกครับที่จะทำอย่างนั้นได้”

“จริงๆ คือ เราขาย 20 บาทครับ และก็มีเส้นใหญ่ 100 บาทเท่านั้นเอง ไม่มีอะไรที่เกินไปกว่านี้เลย พวกเราทำงานสุจริตครับ เราทำแค่พอประทังชีวิตไปวันๆ เพื่อรอเวลาให้เรากลับมาขายของได้เหมือนเดิม เราแค่อยากหาเงินได้ 5-6-7-8 ร้อย ให้มีเงินซื้อให้ลูกกินให้เขาได้ไปโรงเรียน ทุกคนต่างมีครอบครัวกันหมด”

“มันเป็นข่าวที่ทำร้ายพวกเรามาก เหตุการณ์แบบนี้เราก็เสียใจกันอยู่แล้ว ไม่ใช่ว่าเราไม่เสียใจ แต่เราไม่มีทางเลือก เราไม่มีงานทำ งานที่เราทำหลัก ก็คือ ค้าขาย แต่พอมีงานพิธีขึ้นมาเราก็ต้องหยุด แต่เราก็ต้องประคองชีวิตต่อไป เราไม่มีงานเราก็มาค้าขายเล็กๆ น้อยๆ ค้าขายโดยสุจริต เราไม่ได้วิ่งราว ค้ายาบ้า กระชากสร้อย เราอุตส่าห์ตั้งจิตบริสุทธิ์ทำงานค้าขายได้กำไร 5 บาท 10 บาท มันไม่ได้เป็นเงินเยอะ ใครก็สามารถซื้อได้ ของที่เราขายถูกกว่าในเน็ต และไม่ได้แพงกว่าที่เขาขายกัน คนไทยมีสมองนะครับ เขาจะซื้อของก็ต้องซื้อในราคาที่สมเหตุสมผล ไม่ใช่มาลงข่าวว่าซื้อสร้อยเส้นละ 1000 บาท ใครจะกล้าขาย แล้วคนซื้ออยู่ไหนครับ”

“คนที่ลงข่าวออกข่าวเอาไปแชร์ว่าผมขายเส้นละ 1000 บาท มันทำให้ผมต้องโดนด่าถูกต่อว่าจากสังคม ว่า พวกมึงฉวยโอกาสนะ ขอโอกาสเถอะครับ ผมไม่มีที่ไป วันนี้คนที่ขายของผมเรียกมาหมดเลย ทุกคนพร้อมที่จะยกมือสาบานต่อหน้าวัดพระแก้วได้เลยว่า สาบานว่าเราไม่ได้ขายสร้อยเส้นละ 1000 บาท”

เผยจู่ๆ ก็มีชายชุดดำมาแอบถ่ายรูปและก็ปั่นจักรยานไป จากนั้นพอวันรุ่งขึ้นก็เป็นข่าวแชร์กันว่อน ว่า ขายสร้อยเส้นละ 1000 บาท ทั้งที่ขายแค่ 20 บาทเท่านั้น
“วันนั้นเราขายของกันอยู่ จู่ๆ ก็มีคนมาถ่ายรูป ถ่ายเสร็จแล้วก็หนี ไม่ได้เกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น ไม่ได้มีการจับกุมหรือเหตุการณ์อะไร แล้ววันต่อมาก็มีการเอาภาพนั้นไปลงว่าเราขายสร้อยเส้นละ 1000 บาท คนที่มาถ่ายเขาใส่ชุดดำ เป็นหน่วยจิตอาสา ถ่ายเสร็จก็ปั่นจักรยานไป คนพวกนี้เคยมาจับมาไล่เรา ใช้คำพูดรุนแรงไม่ดี ก็เคยพากำลังมาไล่จับ การจับกุมเหมือนพวกเราเป็นโจร ทำอาชญากรรม หรือทำอะไรที่ไม่ดี”

ร่ำไห้ เป็นคนไทยเหมือนกัน พ่อก็คือพ่อคนเดียวกัน รักพ่อเหมือนกัน ไม่มีทางเลือกจำต้องขายของแม้เจ้าหน้าที่จะไม่ให้ขาย ขอแค่ได้ขายให้ประทังชีวิตให้ผ่านช่วงนี้ไปให้ได้ก่อน แล้วค่อยกลับมาค้าขายตามอาชีพปกติเหมือนเดิม แต่กลับมีข่าวใส่ร้ายว่าขายสร้อยเส้นละ 1000 บาท ทำให้คนมองไม่ดีดูถูก

“อยากบอกนะครับว่าผมคนไทย พ่อก็คือพ่อคนเดียวกัน (ร้องไห้) ผมก็รักพ่อ ผมก็มีจิตใจ ผมไม่ต่างจากพวกคุณหรอกครับ เพียงแต่พวกเราไม่มีทางเลือก ไม่มีทางออกให้เราไป คนอื่นบอกว่าไม่ดี มึงฉวยโอกาส มึงไม่รักพ่อ มันไม่ใช่ครับ ทำไมผมต้องมาขายของทั้งที่เขาห้าม เพราะเราไม่มีงานทำ เราก็แค่ขออาศัยให้มันผ่านไปวันๆ หนึ่ง เพื่อรอเวลาให้เรากลับมาขายของได้อย่างเก่าแค่นั้นเอง”

“เราก็กระเตาะกระแตะแบบนี้กันไปเรื่อยๆ แต่พอมีข่าวไปแชร์ว่าเราขายสร้อยเส้นละ 1000 บาท มันทำลายพวกเรา เพราะมันไม่จริง ทุกคนต่างมีจิตใจที่ดีต่างคิดว่าจะทำงานสุจริต ไม่มีใครคิดจะไปค้ายาทำงานที่ไม่ดี พอมีข่าวแบบนี้ออกไปก็ทำให้คนมองพวกเราไม่ดี”

พ่อค้าขายริสต์แบนด์ เผยตั้งแต่ข่าวไม่จริง โดนใส่ร้ายขายสร้อยเส้นละ 1000 บาทกระจายออกไป เดินไปขายของที่ไหนก็ถูกมองไม่ดี

“เมื่อเช้าผมไปขายของก็มีแต่คนบอกว่า ไอ้นี่ไงที่เป็นข่าวเมื่อเช้า และก็มีเทศกิจเดินมาถามผมว่า เมื่อวานโดนถ่ายรูปไปแล้วไม่เข็ดอีกเหรอ ผมก็บอกว่าบ้านผมอยู่ตรงนี้จะให้ผมไปทำอะไร ซักพักเขาก็เดินไป และเขาก็เดินกลับมาพูดว่า พ่อค้ามันก้าวร้าว ประเทศไทยมันเป็นแบบนี้เหรอครับ”

“รูปที่ลงแชร์กัน รูปผมมันหันข้างและมีคอมเมนต์หนึ่งที่มาเมนต์ว่า ทำไมไม่ให้เห็นหน้าชัดๆ จะได้รู้ว่า นิสัย เ-ยๆ หน้า เ-ยๆ มันเป็นยังไง นี่ละครับ หน้าผมเป็นแบบนี้ล่ะครับ ผมขายริสต์แบนด์ครับ อันละ 20 บาทครับ 20 บาท ก็ยังขายไม่ได้เลยครับ 3 อัน 50 บาท ก็ยังขายไม่ได้เลยครับ พอข่าวแชร์ออกไปขายไม่ได้เลยครับ พอมีคนจะเข้ามาซื้อ เขาก็จะสะกิดกันว่า คนนี้เป็นข่าวอยู่ในเฟซอย่าไปซื้อเลย”

“เรื่องดอกไม้ก็เหมือนกันครับ พวกผมไปซื้อมาขายนะครับ เทศกิจก็ไปบอกคนอื่นว่า อย่าไปซื้อเลยเขาไปเก็บมาขาย ใครจะไปกล้าทำแบบนั้น ผมไม่ให้คุณขายก็พูดมาสิ ทำไมไปพูดแบบนั้น อย่างสร้อยนี่ก็ถ่ายรูปและเอาไปลงข่าวกันมั่วว่าขายเส้นละ 1000 บาท มันทำให้เดือดร้อนกันไปหมดนะครับ ผมเองก็เดือดร้อน เดินไปไหนก็แบบไอ้นี่ไงๆ เดินไปไหนก็มีแต่คนประณาม ผมแทบจะไม่อยากออกจากบ้านเลย ผมว่ามันหนักเกินไป”

ด้าน “แป้ง สุกัญญา คล่องแคล่ว” อายุ 24 ปี แม่ค้าที่โดนแอบถ่ายรูปไปโพสต์ และอ้างว่า ขายสร้อยเส้นละ 1000 บาท เผยรู้สึกเสียใจกับเรื่องที่เกิดขึ้น ถูกคนมองว่าเป็นมิจฉาชีพ ทั้งที่ได้กำไรเส้นละไม่ถึง 10 บาท

“วันนั้นก็ยืนขายสร้อยอยู่แถวราชนาวี ก็ยืนๆ อยู่ ก็ไม่รู้ว่าเขาแอบถ่ายรูป หนูขายเส้นละ 20 บาท ก็ก้มหน้าให้คนเลือกสร้อยอยู่ ไม่รู้ว่าโดนแอบถ่าย ขายแค่ 20 บาท ยังแทบจะไม่มีคนซื้อ สร้อยนี่รับมาเส้นละ 4 บาท และมาซื้อรูปของในหลวงมาห้อยเป็นจี้อีกราคา 7-8 บาท รวมแล้วต้นทุนก็ 10 กว่าบาท และเอามาขายในราคา 20 บาท ขายได้กำไรเส้นต่อเส้นไม่ถึง 10 บาท จะไปขายได้ไง 1000 บาท ใครจะกล้าซื้อ”

“ถามหน่อยเหอะ เส้นอย่างนี้ เส้นละ 1000 บาท ใครจะซื้อ มันเป็นพลาสติกเป็นสร้อยลูกปัด ใครจะมาซื้อ 1000 บาท แต่เอาไปลงข่าวแบบนั้นทำไม ไม่เข้าใจว่า ทำไมทำแบบนี้กับพวกเรา เขามาเกลียดอะไรพวกเรานักหนา เราแค่ขอมุมเล็กๆ ทางเล็กๆ ให้เรารอดผ่านวิกฤตตรงนี้ไป เราก็เสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น มันเสียใจทุกฝ่าย เวลาขายเราก็ร้องขายเส้นละ 20 บาท เส้นแพงสุดก็เส้นละ 100 บาท”

“พอภาพข่าวออกไปมันเสียใจค่ะ เราไม่รู้เลยว่าเขาแอบถ่าย เราขายแค่ 20 บาท จะไปขาย 1000 ได้ยังไง สร้อยแบบนี้ใครจะมาซื้อเส้นละ 1000 คน ต่างจังหวัดก็มีสมองใครจะมาซื้อ ตอนนี้เดินไปไหนก็มีแต่คนมอง ในเฟซก็มีแต่คนแชร์ และส่งมาให้ดูว่าใช่เราหรือเปล่า”

พ่อค้าท้า ใครเคยซื้อสร้อยเส้นละ 1000 บาท ช่วยมาแสดงตัวด้วย
“เขาก็ถามกันเยอะว่าทำไมเป็นแบบนี้ ไปทำอย่างนี้จริงหรือเปล่า เราก็บอกว่าเราค้าขายกำไร 5 บาท 10 บาท ไม่เคยได้กำไรเกิน 20 บาท เลยต่อของหนึ่งชิ้น เราจะไปทำอย่างนั้นได้ยังไง และอีกอย่างหนึ่งนะครับ คนที่ซื้อสร้อยเส้นละ 1000 บาท ช่วยออกมาหน่อยครับว่าซื้อกับใคร และช่วยชี้ตัวทีครับ หลักฐานอะไรก็ไม่มี”

“และถ้าคุณซื้อไปสร้อยเส้นละ 1000 แล้วคนขายเดินหลบหนีไป ทำไมคุณไม่ตะโกนครับว่า โดนโกง โดนฉ้อโกง หลอกลวง เจ้าพนักงานที่ดูแลอยู่เป็นพันๆ คนนะครับ คนขายของคนเดียวไม่สามารถหนีได้หรอกครับ วิ่งหนียังไงก็จับได้หมด เพราะวอสื่อสารกันหมด ถ้าคุณซื้อของ 1000 บาท โดนหลอกโดนโกง ทำไมคุณไม่ร้องไม่ตะโกนให้คนช่วย เจ้าหน้าที่มีทั้งจราจร ตำรวจ ทหาร หน่วยอาสา มีเป็นพันๆ คนทุกจุด หนียังไงก็ไม่พ้นหรอกครับ ถ้ามันเกิดเหตุการณ์นี้จริง”

“สมใจ โตเติมวงศ์” อายุ 41 ปี อาชีพขายของที่ระลึกหน้าพระลาน แม่ค้าที่ถูกถ่ายรูปและถูกเอาไปโพสต์ว่าขายสร้อยเส้นละ 1000 บาท เตือนผู้โพสต์ควรหัดคิด รู้จริงก่อนค่อยโพสต์ ข่าวที่เกิดขึ้นทำให้ได้รับความอับอาย ลูกสาวถูกเพื่อนๆ ถาม แม่เธอทำแบบนี้เหรอ

“มันเสียความรู้สึกคิดถึงจิตใจของพวกเรามั่ง ทุกคนมีพี่น้องพ่อแม่ลูกหลาน เขาเห็นรูปที่ถูกถ่ายไปแชร์แล้วลูกเต้าพ่อแม่เขาจะรู้สึกยังไง คนที่โพสต์จะโพสต์อะไรหัดรู้จักคิดบ้าง รู้ให้จริงก่อนแล้วค่อยโพสต์ คนที่ขายแพงคนไหนชี้มาเลยจับเลย ราคานี่เราขาย 20 บาท และวันนั้นก็ยังไม่ขายและอยู่ดีๆ ก็มาแอบถ่ายรูปพวกเรา และเอาไปโพสต์ให้เสียหาย หาว่ามาขาย 1000 บาท คนต่างจังหวัดที่ไหนจะมาซื้อ 1000 มันเป็นไปไม่ได้ คนโพสต์รู้จักคิดหน่อย อย่ามาทำร้ายจิตใจกัน คนไทยเหมือนกัน รักพ่อหลวงเหมือนกัน พวกนี้ก็ทำอาชีพพ่อค้าแม่ค้า ค้าขายแถวสนามหลวงนี่มานาน อยู่กัน 20-30 ปี ไม่ใช่คนที่พึ่งมาฉวยโอกาส มาหากินตอนนี้”

“ปกติก็ขายของที่ระลึกอยู่ที่หน้าพระลานนี่ล่ะค่ะ แล้วอยู่ดีๆ ลูกสาวก็เอารูปที่เขาแชร์กันในเฟซมาให้ดู ลูกสาวเขาเรียนหนังสือแล้วเพื่อนฝูงเขาเห็นจะว่ายังไง อ้าว...แม่ทำไมมาทำแบบนี้ ความรู้สึกจะเป็นยังไง เราไม่ใช่พวกต้มตุ๋น พ่อค้าแม่ค้าทุกคนขายของแค่ประทังชีวิตไปวันๆ ขอให้หยุดทำซะ อย่าแชร์ แค่นี้ก็แย่พออยู่แล้ว ยืนยันค่ะว่าไม่มีการขายเส้นละ 1000 บาท ทุกคนยกมือต่อหน้าวัดพระแก้วสาบานได้เลย ไม่มีใครที่จะขายเส้นละ 1000 บาท มันเป็นไปไม่ได้ พอข่าวออกไปแบบนี้ก็ขายของกันไม่ได้เลย เดินไปไหนก็กลายเป็นดาราดังกันหมด มองเหมือนเราเป็นเศษขยะ ไอ้นี่ไงที่เป็นข่าวอยู่ในเฟซแล้วก็ไม่ซื้อและก็เดินออกไป”

ยันพวกที่ไปวนรับของแจก หรือเก็บดอกไม้ที่ไหว้แล้วมาขายอีกเป็นพวกเร่ร่อน แต่ตนและเพื่อนๆ คือ พ่อค้าแม่ค้าที่ขายของที่บริเวณนี้มาเป็นสิบๆ ปี มีบ้านมีแหล่งที่อยู่ถาวร สาบานต่อหน้าวัดพระแก้วว่าของที่เอามาขายคือของที่ลงทุนซื้อมาขาย
“อย่างที่บอกว่าเอาของแจกมาวน เอาของเก็บมาขาย ผมกล้าสาบานต่อหน้าวัดพระแก้วพวกผมลงทุนทุกอย่าง ทำด้วยใจบริสุทธิ์ คนที่ทำแบบนั้นก็คือพวกเร่ร่อนที่รับของแจกมาพวกน้ำผลไม้เขาก็จะมาเดินขายอันละ 20 บาท เพื่อนำไปซื้อเหล้าซื้ออะไรกินของเขา อันนั้นคือคนที่ไร้บ้าน”

“บ้านเราอยู่ที่นี่ อยู่กัน 20 กว่าปีขึ้นไป เราไม่ทำลายอนาคตเรา พวกเราไม่ใช่อาชญากร ไม่ใช่พวกที่ฉวยโอกาส เราแค่ขอเวลารอเวลาให้มันผ่านไป เพื่อให้มีเงินเลี้ยงลูกเลี้ยงเมีย ให้มีเงินให้ลูกได้ไปโรงเรียน ซื้อข้าวให้ลูกกินข้าวแค่นั้นเอง เราแค่ค้าขายเพื่อรอเวลาให้สถานการณ์ปกติที่เราจะกลับไปขายของได้เหมือนเดิม”

“ทุกวันนี้มันแย่อยู่แล้วทำไมสังคมต้องซ้ำเติมพวกเราใส่ร้ายพวกเรา ผมบอกตรงๆ นะครับถ้าผมมีงานทำ ผมไม่มาขายแบบนี้หรอกครับ พวกเราค้าขายอยู่ที่นี่อยู่แล้ว พอตอนนี้มันขายไม่ได้ เราไม่มีงานทำก็ไม่รู้จะทำอะไร ผมอายุ 40 ผมไปสมัครงานก็คงไม่ได้แล้ว ผมก็ได้แต่ค้าขายเตาะแตะๆ แบบนี้ไปก่อนเพื่อรอให้สามารถกลับมาค้าขายได้ตามปกติ”

“ฝากไปถึงพวกโพสต์นะครับ ผมไม่รู้ว่า พวกผมไปทำอะไรให้คุณเดือดร้อน แต่สิ่งที่คุณทำ คุณกำลังทำร้ายจิตใจลูกของพ่อเหมือนกัน พวกผมทำงานสุจริตไม่เคยคดโกงใคร ไม่เคยคิดจะไปทำร้ายจิตใจของใคร ผมหากินกำไรไม่ได้เยอะแยะมากมายให้มันผ่านไปวันๆ หนึ่ง คุณทำอย่างนี้ พวกผมโดนด่าโดนว่า สังคมมอว่าพวกผมไม่ดี แล้วถามว่า คนรู้จักเขาจะมองผมยังไง ผมก็ได้แต่บอกว่า มันไม่จริงหรอกครับ ก็ได้แต่บอกว่าเป็นเรื่องที่เขากุกันขึ้นมา ก็ไม่รู้กุขึ้นมาทำไม ทำไมต้องทำให้เหตุการณ์แบบนี้ขึ้นมา”

“ก็ขอให้ใช้วิจารณญาณ สมอง สติ ช่วงนี้ทุกคนเสียใจอยู่แล้ว เสพข่าวอะไรก็ต้องพิจารณาให้ดีครับ มันทุเรศครับ พวกผมก็แย่อยู่แล้วไหนจะภาระทางบ้าน ไหนจะสภาพจิตใจ จะต้องมาเจอกับเหตุการณ์แบบนี้อีก ผมก็แอบร้องไห้ผมเสียใจ (เสียงสั่นตาแดงเริ่มร้องไห้) มันไม่สมควรที่จะทำกับคนไทยด้วยกัน”







ผู้โพสต์ข้อความ แชตมาขอโทษในเฟซบุค

สาบานต่อหน้าวัดพระแก้ว

รวมตัวกันหอบลูกหอบหลานมาขอความเป็นธรรม




กำลังโหลดความคิดเห็น...