xs
xsm
sm
md
lg

ดรามา 3 รส “แตงโม-ปีเตอร์- ม่านฟ้า”

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


ขณะที่ข่าวสารของบ้านเมือง ยังคงคุกรุ่นอยู่กับเหตุการณ์ลอบวางระเบิดที่สี่แยกราชประสงค์ ข่าวค (ร) าวในภาคบันเทิง ก็ยังคงวนเวียนอยู่กับกรณีดรามา 3 เรื่องใหญ่ๆ ที่ยึดครองพื้นที่สื่อฯ มาอย่างต่อเนื่องเป็นแรมเดือน และยังไม่มีทีท่าว่าจะจบลงง่ายๆ เสียด้วย ตรงกันข้ามกลับมีประเด็นให้หยิบจับ และนำมาขยายความต่อไม่จบไม่สิ้น

ASTV. ผู้จัดการสุดสัปดาห์ ฉบับนี้ ก็เลยขอยำใหญ่ 3 ดรามาเด็ด นำมาอัปเดตกันอีกครั้ง ว่าตอนนี้เรื่องดำเนินมาถึงตอนไหนแล้ว

3 เรื่องดรามาที่ว่า ก็คือ

แตงโม-ภัทรธิดา พัชรวีระพงษ์

ปีเตอร์ คอร์ป ไดเรนดัล

ม่านฟ้า-อรปภัตร จันทรสาขา

ฆ่าตัวตาย ?? แล้วรุ่ง
“แตงโม” ค่าตัวพุ่ง 2 เท่า !!

นับตั้งแต่มีข่าวกรณีพยายามฆ่าตัวตาย เพื่อประชดรัก ก็ดูเหมือนข่าวคราวของ “แตงโม-ภัทรธิดา พัชรวีระพงษ์” จะไม่เคยห่างหายไปจากพื้นที่สื่อบันเทิง เรียกว่าขยับตัวไปทางไหน ก็พร้อมจะตกเป็นข่าวได้เสมอ

จริงหรือ ? ที่การพยายามปลิดชีวิตตัวเองครั้งนั้น เพียงเพราะต้องการกลับมามีพื้นที่ยืนในวงการ....

คำถามดังกล่าว ถูกนำกลับมาถกเถียงกันอีกครั้ง เมื่อข่าวคราวต่างๆ ของแตงโมดูเหมือนจะพรั่งพรูออกมาไม่หยุดหย่อน

ต้องยอมรับก่อนว่า แตงโมเอง ก็อยู่ในวงการมานาน รู้-เห็น และผ่านอะไรต่างๆ นานามามาก ที่สำคัญประสบการณ์และชั่วโมงบินที่สั่งสมมา ทำให้เธอพอจะมองออกได้ว่า ข่าวแบบไหน ประเด็นยังไง ที่นักข่าวสนใจ

แม้ว่าฝ่าย “โตโน่-ภาคิน คำวิลัยศักดิ์” จะเคลียร์คัตแบบชัดเจนไปแล้ว ด้วยประโยคเด็ด.....ต่อให้กลับไปก็ไม่เหมือนเดิม... แต่แตงโมก็รู้ดีว่าข่าวของเธอกับเขา ก็ยังคงมีประเด็นให้นักข่าวตามต่อ ที่ผ่านมาจึงมักจะมีข้อความที่เธอโพสต์แบบชนิด จงใจที่คนแปลความหมายว่าต้องการโยงไปถึงโตโน่อยู่เนืองๆ

ขนาดวันแม่ที่ผ่านมา นอกจากจะมีการลงภาพบอกรักคุณแม่ตนเองแล้ว แตงโมก็ยังเลือกที่ลงภาพขณะเธอกราบที่ตักแม่ของโตโน่ พร้อมข้อความ "Always miss n love" (รักและคิดถึงเสมอ) ซึ่งแน่นอนล่ะว่า รูปและข้อความดังกล่าว จะได้รับความสนใจจากบรรดานักข่าวเป็นพิเศษ
ล่าสุดกับภาพโชว์รอยสัก พร้อมข้อความสั้นๆ ง่ายๆ ว่า “ฝันดี” แต่ก็แอบแฝงเจตนาต้องการขายข่าว ด้วยแฮชแทก #คิดถึงนะคะ #ไม่ระบุ #พูดกว้าง ๆ #ใครก็ได้ #ถ้าคิดถึงแฟน ๆ #ก็จะลงรูปแฟน ๆ #คิดถึงทีมงานหรอ #ท้องฟ้ามั้ง #ต้นไม้ป่าวน้า #อนุญาตให้มโน #มั่นใจคนไทยส่วนใหญ่ใช้ใจอ่าน #ไม่ลบนะ #ไม่ทะเลาะกันนะคะ #ไม่แทกก็เหมือนแทก”
จะแปลกอะไร ถ้าผู้คนจะแปลความหมายไปว่า เธอตั้งใจลงเพื่อปั่นประแส
ก่อนหน้านี้ ข่าวคราวการเสียชีวิตของ “สิงห์ สควีซ แอนนิมอล” ก็เป็นอีกกรณีหนึ่ง เมื่อแตงโมโพสต์ข้อความเป็นเชิงบอกว่าเข้าใจการกระทำของอีกฝ่าย ด้วยการใช้ภาษาสมัยพ่อขุน ก็ไม่แคล้วเป็นเรื่องขึ้นมาจนได้ เพราะมีผู้คนไม่พอใจกับการกระทำของแตงโมในครั้งนี้ โดยเฉพาะบรรดาเพื่อนสนิทของสิงห์ ที่ออกมายืนยันว่าทั้งคู่ไม่ได้สนิทกันมากพอที่จะใช้ภาษาแบบกูๆ มึงๆ และประเด็นสำคัญก็คือ แตงโมไม่มีสิทธิ์ ที่จะเอาชีวิต และการกระทำของตัวเอง มาตัดสินการกระทำ และความรู้สึกนึกคิดของคนอื่น

อีกเช่นเคย ที่แตงโมจะถูกมองว่าอาศัยข่าวการเสียชีวิตของสิงห์มาสร้างกระแสให้ตัวเอง ทว่าเจตนาที่แท้จริง ย่อม ไม่มีใครรู้ดีไปกว่าเจ้าตัวอยู่แล้ว
แต่ถ้าการกระทำที่ผ่านมาทั้งหมดของแตงโม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการพยายามฆ่าตัวตาย , การโพสต์ข้อควาที่แฝงนัยต่างๆ นานา และแม้กระทั่งการนำพาตัวเองเข้าไปอยู่ในกระแสข่าวของคนหนึ่งคนใด ที่ ณ ขณะนั้น กำลังเป็นที่สนใจของสังคม และสื่อมวลชน นั่นคือการพยายามหาช่องทางให้ตัวเองได้กลับมาหยัดยืนในวงการอีกครั้ง ก็ต้องนับว่าเธอประสบความสำเร็จเกินคาด
เพราะว่ากันว่าปัจจุบันค่าตัวในการแสดงละครของแตงโม ที่ผันตัวเองมาเป็นนักแสดงอิสระ ทะยานขึ้นมาเป็นเท่าตัวเลยทีเดียว
เมื่อครั้งเป็นดาราในสังกัดช่อง 7 แตงโมได้รับค่าตัวละครต่อตอนอยู่ในราว 70,000 – 80,000 บาท แต่ค่าตัวล่าสุดจากละคร “คุณหญิงนอกทำเนียบ” ของช่อง 8 เธอได้รับค่าตัวต่อตอนสูงถึง 140,000 บาท
อาจจะนับว่าเป็นจังหวะชีวิตที่ดีด้วย ที่แตงโมกลับมา “เกิดใหม่” ในช่วงเวลาที่กระแสทีวีดิจิตอลกำลังห้ำหั่น ช่วงชิง เรตติ้งกันดุเดือด
ขณะที่สังกัดใหญ่ๆ อย่างช่อง 3 และช่อง 7 มีนักแสดงแทบจะชนกันเอง แต่นักแสดงเบอร์ใหญ่ๆ ที่บรรดาผู้จัดในช่อง แย่งชิงตัวกันนั้น มีอยู่แทบจะนับคนได้ นอกจากนั้นก็จะเป็นระดับรองๆ ที่ต้องรอคอยบุญพาวาสนาส่ง กว่าที่ทางช่อง หรือทางผู้จัดจะส่งละครมาให้แสดงสักเรื่อง ส่วนใหญ่จึงต้อง “หนีตาย” มาลงช่องดิจิตอล แม้จะถูกมองว่าถูก “ลดเกรด” แต่ถ้าแลกกับการที่สามารถอัปราคาค่าตัวได้สูงกว่าที่เคยได้เป็นเท่าตัว ก็ถือว่าเกินคุ้ม
กรณีของแตงโม ไม่ใช่ครั้งแรก ที่มีข่าวทำนองว่า ตั้งใจสร้างกระแสให้กับตัวเอง แต่เหตุการณ์ทำนองเดียวกัน หรือใกล้เคียงกันนี้เกิดขึ้นในวงการซ้ำแล้วซ้ำเล่า ตราบใดที่ทุกคนมองว่าเมื่อไม่มีข่าว ก็ไม่มีงาน แต่ละคนจึงพยายามดิ้นสุดตัว เพื่อสร้างข่าวให้กับตัวเอง จะด้วยวิธีใดก็ตาม ตั้งแต่เรื่องพื้นๆ อย่างการจงใจแต่งตัวเปิดนั่น โชว์นี้ , เจตนาปล่อยภาพหลุด ไปจนถึงเรื่องราวสลับซับซ้อนถึงขนาดกล้าเล่นกับความตาย ?

“ปีเตอร์ คอร์ปฯ ” ความเดิมยังไม่เคลียร์
ตัวละครใหม่เพิ่มมาอีกแล้ว
เรื่องราวของนักร้องหนุ่มปากกว้าง “ปีเตอร์ คอร์ป ไดเรนดัล” นอกจากจะยังไม่มีบทสรุป ว่าตกลงจะรัก หรือเลิก ? เพราะเจ้าตัวก็ยังคงหลีกเลี่ยงที่จะเผชิญหน้ากับภรรยา “พลอย-พลอยพรรณ ทวีรัตน์” รวมถึงพยายามบ่ายเบี่ยงในการตอบข้อซักถามของบรรดาสื่อมวลชนที่เกาะติดเรื่องนี้แบบไม่ยอมปล่อยผ่าน เรื่องราวกลับซับซ้อนอลวนอลเวงมากยิ่งขึ้น เมื่อมีตัวละครใหม่ๆ โผล่ขึ้นมาไม่หยุดหย่อน โดยเฉพาะตัวละครฝ่ายหญิง
ปฐมบทของเรื่องนี้ ประเด็นขาเตียงสั่นไหวของทั้งคู่ ถูกพุ่งไปที่ “แอนนี่ ปริศนา ปัญญาศิรินุกูล” ไบค์เกอร์สาวหุ่นแซ่บ ซึ่งเป็นหนึ่งในหุ้นส่วนรายการ “Ride With Me” ก่อนจะเบนเข็มไปที่พริตตี้สาวชาวบุรีรัมย์ ที่ชื่อ “โบว์”

แต่ไปๆ มาๆ ดันมีตัวละครใหม่โผล่ขึ้นมาอีก อย่าง “เมจิ-จุติพร พงษ์คุณ” นางแบบที่เคยเข้าประกวดมิสแม็กซิม 2009 ซึ่งมาพร้อมกับภาพใช้เท้าถีบยอดอกผู้ชายที่ถอดเสื้อเปลือยเปล่า เผยให้เห็นกางเกงเอวต่ำสุดวาบหวิว พร้อมข้อความว่า
“เอะอะๆ บอสถอดเสื้อโชว์งี้ ผมนี่ยันรอเลยครัช กว่าจะไล่ไปทำงานได้ แต่วันนี้นางไปยาว ๆ ครัช ผมนี้อาบน้ำรอไปซิ่งเลย”

หลายคนตีความหมายคำว่า “บอส” ว่าหมายถึงปีเตอร์ ที่โด่งดังจากบทบอสหนุ่มสุดหล่อในละคร “แอบรักออนไลน์”

จากนั้นเรื่องดรามาก็ตามออกมาเป็นชุด โดยเฉพาะข้อความที่เมจิโพสต์นั้น ล้วนแล้วแต่แสบๆ คันๆ ทั้งสิ้น โดยเฉพาะวลีเด็ด

....สงสัยไม่มีปัญญาเรียกผัวกลับบ้าน...

เรียกว่าประกาศสงครามผ่านโซเชียลมีเดียกันเลยทีเดียว ก่อนที่เจ้าตัวจะมีการยอมรับในภายหลังว่าปีเตอร์เคยจีบจริง แต่ไม่เคยมีอะไรเกินเลย กระทั่งมาถึงไฮไลต์เด็ด “นิทานก่อนนอน” ที่เจ้าตัวนำมาโพสต์ในเฟซบุ๊กส่วนตัว และชวนให้ทุกคนตีความว่าหมายถึงกรณีปีเตอร์กับพลอย

“นิทานก่อนนอน..... เคยสงสัยบ้างมั้ย?? ว่า...ทำไม เหตุการณ์ดรามาเกิดขึ้นมากมายขนาดนี้ ซึ่งถ้าเป็นเรื่องของการที่สามีนอกใจภรรยา แล้วออกไปมีกิ๊ก พอจับได้ปุ๊บ!!! เค้าก็ไปมีคนอื่นอยู่ดี คือแบบ พอจับได้อีก ก็ไปมีคนอื่นอีกเรื่อยๆ ประเด็นคือ เอ๊ะ! เมียท้องโย้ซะขนาดนั้น ดันกลายเป็นว่า ยิ่งกลับหนักกว่าเดิม คือเอาจริงๆ แล้ว ประเด็นคือ สามีกับภรรยา ได้มีปัญหากันถึงขั้นแยกห้องกันนอนมาสักพักแล้วรึเปล่า

สามีถึงได้ออกมาใช้ชีวิตอย่างอิสระ ฝ่ายภรรยาก็ไม่เห็นจะเป็นเดือดเป็นร้อนอะไรตั้งแต่ตอนโน้น เผอิญต้องรอให้ต่างฝ่ายต่างต้องหาความผิด เพื่อโยนกันไปโยนกันมา เพียงเพราะว่า.. ถ้าเกิดเป็นเรื่องเป็นราวในทางกฎหมายแล้ว... ใครจะได้ หรือเสีย ผลประโยชน์มากกว่ากัน! (เพราะจริงๆ แล้ว ถ้าเรามีลูกเล็กๆ ซึ่งยังไม่ทันครบปี แถมยังท้องลูกอีกคนตามมาติดๆ แล้วถ้าเกิดจับได้ว่าสามีมีกิ๊ก เราคงปรี๊ดแตกตั้งแต่ตอนนั้นแล้วค่ะ) แต่ฝ่ายภรรยา ก็ยังใช้ชีวิตอย่างปกติสุขดี อยู่ในบ้านสามี ที่นานๆ ที๊จะกลับไปดูแลลูกน้อยบ้าง จนเวลาผ่านไปนาน จนกระทั่งลูกอีกคนคลอดมาแล้ว

แต่ทว่า! สามีก็ดูไม่ได้ไยดีภรรยาและครอบครัวสักเท่าไหร่ จนมีกระแสข่าวออกมาเสียๆ หายๆ ที่ว่า สามีไปมีกิ๊ก (คือที่จริงมันมีมานานแล้วมั้ยคะ แล้วก็รู้อยู่เต็มอก ว่าสามีไม่ได้ไยดีตัวเอง) แต่เผอิญ! มันติดที่ว่า ไอ้เม็ดเงินที่ต้องเสียไปจากการที่เป็น พรีเซ็นเตอร์สินค้าอะไรต่าง ๆ ที่เป็นสัญญาร่วมกันนั้น ทั้ง 2 ฝ่าย ต่างก็เลยต้องจำทนสร้างภาพต่อไป เพื่อไม่ให้สังคมจับได้! ว่าขาเตียงมันหักมาตั้งแต่ลูกคนที่ 2 ยังไม่คลอด! เรื่องมันก็เรื่อยเปื่อยมา จนถึงเวลาที่ต้องหาทางทำร้ายกันและกัน เพื่อที่จะให้สังคมช่วยกระหน่ำซ้ำเติม (ซึ่งฝ่ายสามีก็โดนก่อนแน่ ๆ เพราะฝ่ายภรรยามันน่าสงสาร แหม..ก็อุตส่าตั้งท้อง เลี้ยงลูกน้อยอยู่ลำพัง)

ลองคิดดูดีๆ นะ ถ้าเป็นเรา เราจะทนถึงขนาดนี้เหรอ? (ขนาดจนวันนี้ยังไม่มีการเจรจาเกิดขึ้น) มันดูขัดกับความเป็นจริงมั้ย? แล้วสาเหตุที่แท้จริง ของการแตกร้าวของครอบครัว มันเป็นเพียงแค่สามีออกไปมีกิ๊กตั้งแต่แรกรึเปล่า? รึว่าที่จริง ปัญหามันมีมา และหนักหนาถึงขึ้นที่ คงจะไม่มีการเจรจาตกลงกันดีๆได้แน่นอน! จึงทำให้ต่างคนต่างก็ต้องจำทนอยู่ ใช้ชีวิตแบบพังๆ เพียงแค่เพราะ รายได้ที่นับเป็นเงินมันก็มากมายใช่เล่น เกินกว่าที่จะกล้าออกมาพูด ออกมาแถลงว่า เหตุการณ์มันคืออะไร! เรื่องของคนนอก ก็เห็นกันอยู่ชัดๆ ว่ามันไม่ใช่แค่เกิดจาก กิ๊กคนที่ 1..,2..,3....., คือต่อให้ไม่มีมือที่สาม ก็เถอะ



แต่ทำมั้ย ทำไม คนที่ได้ชื่อว่าเป็น สามี - ภรรยากันแล้ว มีลูกน้อยคล้องใจไปแล้วถึง 2 คน! ถึงไม่มีทางที่จะกลับไปคืนดีกันได้ แต่กลับกลายเป็นว่า ต้องหาทางที่จะทำร้ายอีกฝ่าย เพื่อที่จะให้ได้อะไรขึ้นมา??? ลองไตร่ตรองดูหน่อยนะคะ ตรรกะง่าย ๆ ต้นเหตุมันอยู่ที่ตัวสามี - ภรรยา เองทั้งนั้น! อย่าเห็นแก่ตัว อย่าเอาแฟนคลับ อย่าเอาประชาชนที่เค้าได้รับรู้ความจริงแค่นิดเดียว มาเป็นเครื่องมือในการต่อสู้เพียงเพื่อเห็นแก่ประโยชน์ของตัวเองเลยค่ะ! ?#? เพราะความจริง? คงไม่มีใครยอมตกเป็นฝ่ายถูกกระทำอยู่ฝ่ายเดียว คิดดูดี ๆ ....นิทานเรื่องนี้ (ชื่อเรื่องไม่มี) แต่จบแล้ว แค่นี้ค่ะ....สวัสดี”
งานนี้บอกสั้นๆ ว่าแซ่บแท้ๆ

ศึกดรามาควีน
เมื่อ “ม่านฟ้า” ปะทะ “น้ำเพชร”
การปะทะกันครั้งนี้ เรียกว่าเป็นศึกของ 2 ดรามาควีนตัวยง ระหว่าง “ม่านฟ้า-อรปภัตร จันทรสาขา” ที่โด่งดังจากคดีไลน์หลุดกับพระเอก “สน-ยุกต์ ส่งไพศาล” กับ “น้ำเพชร-สุณัณณิการ์ กฤษณสุวรรณ” ที่เคยเป็นข่าวพัวพันกับ “บัวขาว บัญชาเมฆ”
น้ำเพชรจะใช้ทฤษฎีเดียวกับแตงโมรึเปล่าไม่รู้ ? แต่หลายคนมองว่าการที่เจตนาจะโพสต์ข้อความไปให้กำลังใจ
ม่านฟ้านั้น อาจะแฝงเจตนาอะไรบางอย่าง นั่นก็คือการกลับมามีพื้นที่ในข่าวอีกครั้ง เพราะในขณะที่ชื่อของเธอแทบจะถูกลืม พร้อมกับข่าวที่ซาลงไป แต่อีกฝ่ายกำลังดังสุดกู่อยู่ในตอนนี้

ข้อความของน้ำเพชร ที่เขียนถึงม่านฟ้า ทำนองให้กำลังใจว่า... “เพชรแท้ก็คือเพชรแท้ หิวข้าวก็เดินมาหา กินมาม่าก็ได้ น่ารักจะตาย” .... จึงถูกอีกฝ่ายสวนกลับ....”ขอบคุณนะคะว่าแต่พี่เคยไปกินมาม่าบ้านเราด้วยเหรอ งง!!ไปอีก555 " ตามด้วย คอมเมนต์ขอบคุณเพื่อนที่มาช่วยปกป้อง “ขอบคุณเพื่อนที่คอยปกป้อง เพื่อนจริงๆ ที่ไม่ได้แอบอ้างว่าเป็นเพื่อน”
งามไส้กันล่ะทีนี้ ฝ่ายน้ำเพชรจึงอยู่เฉยไม่ได้ ตอกกลับไปอีกดอก ด้วยการให้สัมภาษณ์เปิดใจ ในรายการ “ข่าวช่อง 2” ย้ำเป็นเรื่องไร้สาระ พร้อมสวนกลับถ้ารวยแล้วเป็นไฮโซแล้วลืมก็ไม่เป็นไร ยืนยันไม่ได้กระแสดัง

“ถามว่ารู้จักไหมก็รู้จักค่ะ แต่ว่าไม่เคยบอกเลยนะคะว่าสนิทกัน คือเราเห็นว่าเขาเป็นคนบ้านใกล้เรือนเคียง บ้านอยู่ตรงข้ามกัน เมื่อก่อนนะคะ ประมาณ 2 ปีที่แล้ว เราก็เลยโพสต์ให้กำลังใจ เราอยากจะสื่อออกไปว่าถึงเขาจะเป็นไฮโซ แต่ว่าเขาก็ติดดินนะ เดินดินกินข้าวแกงกับเราได้นี่แหละ เราจำโมเมนต์ดีๆ ของพี่ม่านได้ พี่ม่านก็มาทานขนมจีน มาทานมาม่าบ้านเรา เราก็ต้มให้พี่ม่านกิน น่ารักดี แต่ว่าพอไปเป็นแบบนี้พี่ม่านเขามาบอกว่าเขาไม่รู้จักเรา คนที่เพชรรู้จัก เขาชื่อพี่ม่าน ไม่ใช่ไฮโซม่านฟ้า ตอนนี้พี่เขาดังแล้ว รวยแล้ว พี่เขาจะไม่รู้จักเราก็ไม่เป็นไรค่ะ เราแค่โพสต์ให้กำลังใจ แต่กลับมีการต่อว่าเราอย่างนี้ ให้คนอื่นมาด่าเราอย่างนี้ เราก็คิดว่าคนคนนี้ เราต้องเอาตัวออกห่างแล้วล่ะ เหมือนกับว่าเราแสดงเจตนาดีๆ ไปแล้ว เราเป็นห่วงนะ แล้วเราก็ไม่ได้มีเจตนาอะไรที่มันร้ายแรง หนูถึงได้บอกว่าถ้าคนคิดดีทำดี คนคิดบวกก็จะตีความหมายไปอีกแบบหนึ่ง แต่ถ้าคนคิดลบ คิดแต่คนอื่นจะไปทำร้าย หรือหวาดระแวงมันก็ขึ้นอยู่กับตัวเขา ทำอะไรไม่ได้ หนูเองก็ไม่คิดว่ามันจะเป็นข่าวขึ้นมา เป็นแค่เรื่องเล็กๆ ผู้จัดการเขาก็บอกว่าช่วงนี้พี่ม่านเขาสับสนนะเพราะว่าโดนรุมไปหมดเลย ไม่รู้ว่าใครมาดี มาไม่ดี

เรื่องที่ถูกมองว่าเกาะกระแส เรื่องนี้หนูคิดว่ามันเป็นเรื่องที่เอาเวลาไปทำอย่างอื่นดีกว่า เพราะว่าเรื่องนี้ต้องบอกเลยว่าหนูไม่ได้เป็นคนเอามาทำให้มันเป็นข่าว ไม่รู้มันเป็นข่าวได้ยังไง แต่ว่าสำหรับตัวหนูเอง เรื่องนี้พอมันเป็นปัญหา หนูเลือกที่จะลบมันออกไปจากอินสตาแกรมของหนู เพราะไม่อยากให้มันมีกระแสอะไรเกิดขึ้น เพราะหนูมองว่าแค่เรื่องนี้มันเป็นเรื่องที่ไร้สาระ เอาเวลาที่มีค่าของทุกคนไปทำงาน ไปทำมาหากิน หาเงินดีกว่าไหม หาเงินซื้อข้าวสารกรอกหม้อตัวเองดีกว่าไหม”
เรียกว่าเป็นการปะทะกันที่สมน้ำสมเนื้อที่สุด ส่วนบทสรุปแล้วใครจะเพลี่ยงพล้ำ และใครจะคว้าชัยชนะไปครอง ก็ต้องติดตามกันต่อไป

ที่มานิตยสารASTV สุดสัปดาห์ ฉบับที่ 303 22-29 สิงหาคม 2558
























กำลังโหลดความคิดเห็น...