xs
xsm
sm
md
lg

The Prestige: 2 คน 2 คม ภาคมายากล

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

...กลอันยิ่งใหญ่ของโลกต่างมีขั้นตอนในการแสดงอยู่ 3 ส่วน: The Pledge (คำสัญญา) คือสิ่งที่นักมายากลโชว์ให้กับผู้ชมได้เห็นอย่างชัดเจน จนกระทั้ง The Turn (จุดหักเห) เมื่อนักมายากลได้ทำให้ความชัดเจนนั้นเปลี่ยนเป็นความพิศวง และมาสิ้นสุดที่ The Prestige (กิตติศัพท์) ที่เปลี่ยนความพิศวงนั้นให้ปรากฏเป็นสิ่งที่ผู้ชมไม่คาดฝันมาก่อน...

The Prestige ศึกมายากลหยุดโลก เป็นผลงานผู้กำกับ คริสโตเฟอร์ โนแลน ผู้ปลุกชีพให้กับซูเปอร์ฮีโร่อย่างแบ็ทแมนใน Batman Begins มาแล้ว โดยหยิบนิยายขายดีของคริสโตเฟอร์ พริสท์เมื่อปี 1995 มาขึ้นจอหนังใหญ่ครั้งนี้ ได้หน้าหนังที่เป็นดาราระดับแม่เหล็กอย่างสองหนุ่มหล่อ ฮิวจ์ แจ๊คแมน และ คริสเตียน เบล รวมทั้งสาวอวบสวย สการ์เล็ต โยฮันส์สัน ร่วมแสดง

เนื้อเรื่องกล่าวถึงยุควิคตอเรียในประเทศอังกฤษ ที่การแสดงมายากลยังเป็นสิ่งที่แปลกใหม่ในยุคนั้น เมื่อสองนักมายากลหนุ่ม โรเบิร์ต แองเจีย (ฮิวจ์ แจ๊คแมน) และ อัลเฟรด บอร์เดน (คริสเตียน เบล) ที่ร่วมงานในคณะมายากลเดียวกันของ คัตเตอร์ (ไมเคิล เคน) ต้องกลายเป็นคู่อริด้วยเหตุผลที่สุดจะยอมรับได้ สิ่งที่ทั้งคู่ใช้ฟาดฟันกันก็คือความได้มาซึ่งชื่อเสียงของการเป็นนักมายากลอันดับหนึ่งของยุคให้จงได้ หากแต่ผู้ที่ก้าวไปข้างหน้าได้หนึ่งก้าวอยู่เสมออย่างบอร์เดน ได้ทำให้แองเจียแทบจะประสาทกินกับการหากลต่างๆ มาเพื่อต่อกรกับคู่อริที่เหนือชั้นเยี่ยงนี้ จนกระทั่งแองเจียก็ต้องนำพาตัวเองออกไปสู่สิ่งเหนือธรรมชาติเพื่อแลกชัยชนะที่มีต่อบอร์เดนและกลอันแสนลึกลับดำมืดของเขา

การจับเอาเหตุการณ์ทั้งหมดไปอยู่ในช่วงเปลี่ยนศตวรรษช่วยทำให้ The Prestige ดูมีความน่าเชื่อถือและมีเสน่ห์ไปพร้อมๆ กัน เพราะในยุควิคตอเรียเป็นยุคที่เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคมด้วยสิ่งประดิษฐ์ของน้ำมือมนุษย์ไม้เว้นแต่ละวัน จนผู้คนในยุคนั้นแทบจะแยกไม่ออกว่าอันไหนคือไสยศาสตร์หรือวิทยาศาสตร์ที่จับต้องได้ หลายคนเปิดใจต่อนวัตกรรมใหม่ๆ แต่ก็มีไม่น้อยที่ยังปักใจกับเรื่องเวทมนตร์อาถรรพ์อยู่ ซึ่งทำให้อาชีพนักมายากลเป็นสิ่งที่น่าตื่นตาตื่นใจอย่างมาก ในยุคที่การฉายภาพยนตร์ยังเป็นของประหลาดสำหรับเวลานั้นอยู่เลย
จุดเด่นของผลงานชิ้นนี้นี้ก็คือการประชันบทบาทกันชนิดถึงพริกถึงขิงของฮิวจ์ แจ๊คแมนและคริสเตียน เบล ด้วยการไม่เอาด้วยเล่ห์ก็เอาด้วยกล ไม่เอาด้วยมนต์ก็ด้วยคาถากันอย่างสุดฤทธิ์ ประกอบกับการแคสตัวแสดงได้อย่างเหมาะสม การปะทะกันของตัวโกงสุดหล่อและพระเอกสุดเท่ ทำให้นึกถึงการเชือดเฉีอนบทระหว่างหลิวเต๋อหัวและเหลียงเฉาเหว่ย ใน Infernal Affairs ได้ไม่ยากเลยทีเดียว

นอกจากรุ่นเล็กจะทำได้ดีแล้ว รุ่นใหญ่ก็เด่นไม่น้อยหน้า ในส่วนของ ไมเคิล เคน นี่ไม่ต้องพูดถึง เพราะรับประกันเรื่องการตีบทมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว แต่ที่เซอร์ไพรส์จังๆ เห็นจะเป็นศิลปินอังกฤษชื่อก้องอย่าง เดวิด โบวี ที่มารับบทตัวละครที่มีตัวตนอยู่จริงเพียงรายเดียวของเรื่องอย่าง นิโคลา เทสลา นักวิทยาศาสตร์อัจฉริยะผู้มาก่อนกาล ซึ่งโบวีรับบทเป็นนักวิทยาศาสตร์สูงวัยรายนี้ได้ไม่เห็นคราบร็อกสตาร์เลยแม้แต่น้อย ทั้งนิ่งและเข้าถึงบทได้เหมาะสมอย่างมาก ตรงข้ามกับ แอนดี เซอร์คิส ผู้รับบทเป็นผู้ช่วยของเขาที่ทำให้นึกถึงตัวละครสร้างชื่อให้กับเขาอย่างเจ้ากอลลัมที่ครั้งที่เขาเข้าฉากเลยก็ว่าได้

The Prestige นับเป็นหนังที่เอาเรื่องราวเกี่ยวกับโลกของมายากลมาเล่าได้อย่างมีชั้นเชิงและสนุกสนานน่าติดตามอยู่ตลอดทั้งเรื่อง คริสโตเฟอร์ โนแลน ได้ทำให้เรื่องราวที่ซับซ้อนในฉบับหนังสือสื่อสารออกมาได้อย่างชัดเจน โดยไม่ขาดเสน่ห์แบบดังเดิมไป
สำหรับความหวังบนเวทีออสการ์นั้น ความลงตัวของหนังอาจจะทำให้ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิง แต่จะไปได้ถึงฝั่งฝันหรือเปล่า ต้องดูว่ากรรมการชุดนี้ชอบเรื่องราวที่เหนือกฎเกณฑ์ธรรมชาติ หรืออารมณ์แบบแฟนตาซี เหมือนกับที่เคยให้ The Lord of the Rings: The Return of the King ได้ออสการ์มาแล้วหรือเปล่า

เพราะออสการ์ไม่ค่อยชอบเรื่องราวที่พาดพิงเกี่ยวสิ่งที่พิสูจน์ไม่ได้ที่มีอยู่ในหนังแฟนตาซี ซึ่งในกรณีของหนังแหวนนั้นการสร้างโลกสมมุติอย่างมิดเดิลเอิร์ธขึ้นมา เอื้อให้การเล่าเรื่องได้อย่างไร้ขอบเขต(ก็มันเป็นเรื่องสมมุติ) แต่กลับ The Prestige ที่มีเหตุการณ์ส่วนใหญ่ผูกพันบุคคล, สถานที่และช่วงเวลาที่มีอยู่จริงในประวัติศาสตร์ สิ่งเหนือธรรมชาติดังกล่าวจึงกลายเป็นสิ่งแปลกปลอมในสายตาของคณะกรรมการโดยทันที

ซึ่งถ้าออสการ์มาไกลที่สุดได้แค่หนังอย่าง A Beautiful Mind ที่คว้าออสการ์มาได้เมื่อ 5 ปีก่อน ซึ่งเป็นเหมือนกับแสงและเงาของ The Prestige ผลงานของคริสโตเฟอร์ โนแลนเรื่องนี้ก็คงยากที่จะร่ายมนตร์จนได้รับ "กิตติศัพท์" จากเวทีดังกล่าวแน่ๆ

อย่างไรก็ดี The Prestige ก็ถือเป็นหนังที่ทำให้ผู้ชมที่นั่งดูรู้สึกสนุกและตื่นเต้นไปกับปมต่าง ๆ ที่หนังซ่อนเอาไว้หลายต่อหลายจุด ถ้าจะมองเป็นหนังดรามา ก็ถือว่ามีเรื่องราวที่มีเงื่อนงำที่น่าสนใจ ถ้าจะเทียบกับหนังซ่อนเงื่อนซ่อนปม ก็ถือว่าเหนือกว่าด้วยเนื้อหาที่เข้มข้น จะแก้ปมได้เร็วหรือช้าก็อยู่กับประสบการณ์ของนักดูหนังแต่ละคน แต่ไม่ว่าจะค้นพบด้วยตัวเองหรือไม่ เสน่ห์ของมันก็ไม่ได้ลดลงเลย จนกระทั้งไปสู่บทสรุปของเรื่องได้ตามที่ตั้งโจทย์เอาไว้อย่างมีสไตล์

...เพียงแต่คุณมองมันอย่างถี่ถ้วนดีหรือเปล่า(เท่านั้นเอง)?