xs
xsm
sm
md
lg

หนึ่งด้าวฟ้าเดียว ตอนที่ 24 : เจ้าตากตั้งสัตย์

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


หนึ่งด้าวฟ้าเดียว ตอนที่ 24

บทประพันธ์ : วรรณวรรธน์
บทโทรทัศน์ : เอกลิขิต

ผ่านมา 10 กว่าวันตอนเช้า มุมหนึ่งในวัง

แมงเม่านั่งซึมๆอยู่คนเดียวใต้ต้นไม้ สีหน้าแมงเม่าเต็มไปด้วยความเศร้าสร้อย
ขณะนั้นเอง ก็มีมือข้างหนึ่งยื่นดอกจำปีมาให้แมงเม่า
แมงเม่าชำเลืองมองดอกจำปีนิดนึง แต่หน้าเศร้าสร้อย ไม่สนใจดอกจำปีแม้แต่น้อย
"เป็นพระคุณเจ้าค่ะ แต่ฉันยังไม่อยากได้ดอกไม้กระไรทั้งนั้น"
ขันทองเป็นคนยื่นดอกจำปีให้แมงเม่า
"หากจำปีนี้มันมีชีวิต มันคงเสียใจที่เจ้าไม่ต้องการมัน"
" ฉันรู้ว่าคุณพระต้องการปลอบใจฉัน แต่ฉันห่วงพ่อแลทุกคนนัก ไม่มีแก่ใจจริงๆเจ้าค่ะ"
ขันทองถอนใจ เก็บจำปีไว้ที่ชายพก
"ลุกขึ้น แล้วตามฉันมา ฉันมีกระไรจะให้เจ้าดู"
แมงเม่าหน้าเศร้าๆ "วันอื่นได้หรือไม่เจ้าคะ"
"ไม่ได้"
ขันทองเดินนำไป แมงเม่าก็ยอมลุกขึ้นและเดินตามไป
ขันทองพยายามชวนคุยระหว่างเดินไป
"ที่ตำหนักเป็นอย่างไรบ้าง ฉันไม่ได้เข้าเฝ้ากรมขุนท่านเสียหลายวัน"
" เสด็จพระองค์หญิงคงทรงรู้แล้วล่ะเจ้าค่ะว่าบ้านเมืองวิกฤติเพียงใด แต่ก็สายไปเสียแล้ว ทำได้เพียง
แค่หาทางช่วยด้วยเวทย์มนต์คาถาเท่านั้น"
ขันทองได้แต่แอบถอนใจออกมา
แมงเม่าเล่าเรื่องราวให้ขันทองฟัง

เช้าวันหนึ่ง กรมขุนวิมลภักดี เจ้าจอมอำพัน คุณท้าวโสภา เป้า และบรรดาข้าหลวง กำลังนั่งพับเพียบพนมมือให้ฤาษีหนวดเคราขาวตนหนึ่งทำพิธี
ฤาษีนั่งสวดมนต์พึมพำ ก่อนจะพรมน้ำมนต์ให้กรมขุนวิมลภักดีและพวก ทุกคนก็ยกมือไหว้
ด้วยความศรัทธา

แมงเม่าเดินคุยมากับขันทองด้วยสีหน้าเคร่งเครียดมาจนถึงท้ายวัง บริเวณที่ขันทองมุดทางระบายน้ำ
หนีไปข้างนอกบ่อยๆ
"ฉันรู้ว่าเสด็จทรงห่วงบ้านเมือง แต่หากพิธีไสยศาสตร์เช่นนี้ ช่วยได้จริง ก็คงไม่มีการเสียบ้านเสียเมืองกันเกิดขึ้นดอกเจ้าค่ะ ยิ่งเห็นพิธีเลอะเทอะเช่นนี้ ก็ยิ่งหดหู่เหลือเกินเจ้าค่ะ" แมงเม่าบอก
ขันทองเดินไปบ่นไป
"ปากคอเลาะร้ายนัก ถึงกับนินทากรมขุนท่านว่าทำพิธีเลอะเทอะเชียวรึ"
"คนเราหากแม้แต่ความจริงก็พูดไม่ได้ แล้วจะเป็นผู้เป็นคนไปไยเจ้าคะ"
แมงเม่ามองไปรอบๆ มีสีหน้าสงสัย "คุณพระพาฉันมาที่นี่ทำไมเจ้าคะ"
ขันทองชี้ไปที่ทางระบายน้ำ
"ทางระบายน้ำนี้ ฉันใช้เป็นช่องทางลับเพื่อหลบออกนอกวัง หากเกิดเหตุร้ายแรงขึ้นเมื่อใด เจ้าจง
ใช้ทางนี้ หลบหนีเอาตัวรอดเถิด"
แมงเม่าตกใจ "เรื่องสำคัญเช่นนี้ คุณพระมาบอกฉันทำไมเจ้าคะ"
ขันทองสบตาแมงเม่านิ่ง
"ยังมีสิ่งใด สำคัญไปกว่าชีวิตเจ้าอีกรึเจ้าตัวดี"
แมงเม่ามองขันทองด้วยความซึ้งใจ ขันทองดีกับตนเสมอมา เป็นห่วงเป็นใยตนมาโดยตลอด
" มองฉันอย่างนี้ เจ้าจะ..."
พูดไม่ทันจบ แมงเม่าก็โผเข้ากอดขันทองทันที
ขันทองตกใจ ทำอะไรไม่ถูก ไม่คิดว่าแมงเม่าจะโผเข้ากอดตนดื้อๆอย่างนี้
แมงเม่าซาบซึ้งใจ
"คุณพระ เป็นมิตรในยามยากของฉันโดยแท้ มิว่าฉันมีภยันตรายอันใด คุณพระก็ช่วยเหลือ คอยห่วงใยฉันอยู่ตลอด"
ขันทองชำเลืองมองแมงเม่าที่กอดตนอยู่ด้วยสายตารักและห่วงใยมาก
"ขอบพระคุณมากนะเจ้าคะ หากเกิดเรื่องร้ายแรงขึ้นจริง ฉันจะใช้ทางลับนี้ พาเสด็จพระองค์หญิงหนีไปเองเจ้าค่ะ"
ขันทองยิ้มบางๆ แม้ในเวลาอย่างนี้ แมงเม่าก็ยังห่วงกรมขุนวิมลภักดี แสดงถึงความกตัญญู
"ฉันไม่สันทัดความซาบซึ้งนักดอกนะ ปล่อยฉันเถิด"
แมงเม่ากอดแน่นขึ้นอีก "ไม่ปล่อยเจ้าค่ะ"
ขันทองตกใจขึ้นไปอีก ไม่คิดว่าแมงเม่าจะทำแบบนี้
แมงเม่าซบหน้ากับอกขันทอง ยิ้มบางๆ
"ฉันกอดคุณพระอย่างนี้แล้ว รู้สึกอบอุ่นใจ คลายทุกข์ไปได้มาก ขอฉันกอดต่ออีกสักหน่อยนะเจ้าคะ"
ขันทองรู้สึกเอ็นดูแมงเม่าจับใจ ยกมือขึ้นลูบผมแมงเม่าอย่างอ่อนโยน
แมงเม่าถอนใจอย่างโล่งอก
"เคราะห์ดีนัก ที่คุณพระมิใช่ชาย คงไม่มีผู้ใด ดุด่าฉันได้เต็มปากว่าทำตัวไม่งาม ที่มาถูกเนื้อต้องตัวชายเช่นนี้"
ขันทองหน้าขรึมลง ถึงขั้นนี้แล้วยังไงก็ต้องพูด
"ฉันมีความลับอีกอย่างที่อยากจะบอกต่อเจ้า"
แมงเม่าหลับตาซบหน้ากับอกขันทอง รู้สึกอบอุ่บและปลอดภัยไม่ต่างจากกอดน้าชื่นกระไรเจ้าคะ
"ฉันไม่ใช่ขันที"
แมงเม่าชะงักไปเล็กน้อย ลืมตาโพลงขึ้นมา ไม่อยากเชื่อหูตัวเอง
ขันทองยืนยันให้ชัดเจน
"ฉันเป็นชายแท้ ที่ปลอมตัวเป็นขันทีเพื่อเข้ามาอยู่ในวัง"
แมงเม่าตกใจสุด ผลักขันทองออกทันที
ขันทองกระอักกระอ่วนทำอะไรไม่ถูก
ในขณะที่แมงเม่ามองขันทอง ด้วยความตกใจสุดขีด
แมงเม่าตกใจ ไม่อยากเชื่อ
"คุณพระพูดกระไรออกมา รู้ตัวหรือไม่"
"รู้ตัวสิ รู้อยู่ตลอดเวลา ว่าใจฉันคิดอย่างไร ที่ฉันพูดเป็นความจริง" แล้วย้อนคำพูดแมงเม่า
"คนเราหากแม้แต่ความจริงก็ พูดไม่ได้ แล้วจะเป็นผู้เป็นคนไปไย"
แมงเม่าอึ้ง น้ำตาคลอเบ้าด้วยความรู้สึกสับสน ว้าวุ่นใจ หลายความรู้สึกถาโถมใส่จนตั้งตัวไม่ทัน
"ในวังนี้มีเจ้าเพียงคนเดียวเท่านั้นที่รู้"
แมงเม่ายังตกใจมาก พูดอะไรไม่ออก ลำดับความคิดอะไรไม่ทัน ได้แต่จ้องขันทองด้วยแววตาสั่นระริกของน้ำตาที่เคลือบคลอตาขึ้นมา แมงเม่าได้แต่หันหลังกลับแล้ววิ่งตะบึงจากไปด้วยความรู้สึกสับสน

ขันทองได้แต่ทอดถอนใจยาวออกมา หนักใจ แต่ก็ไม่รู้สึกว่าตนพลาดที่บอกความจริงกับแมงเม่าตอนนี้ รู้สึกเบาใจที่ได้พูดออกไปเสียมากกว่า

ทหารอังวะหามแคร่ที่มีมังมหานรธานอนอยู่เข้ามาในกระโจม โดยมังมหานรธาป่วยหนัก แต่ก็ยังพยายามทำงานต่อไป

พอเข้ามา ก็เห็นเนเมียวสีหบดีนั่งรออยู่แล้ว โดยมีขุนนางอยุธยาคนหนึ่งนั่งคุกเข่ารออยู่กลางกระโจม โดยข้างๆตัวขุนนางมีพานใส่ม้วนสาส์นอยู่
"มาแล้วรึท่านแม่ทัพ อโยธยาส่งทูตมาหาเราเป็นคราแรกนับแต่เปิดศึก ท่านลองฟังดูเถิด ว่าจะมีความใดมาเจรจา" เนเมียวสีหบดียิ้มแย้มว่า
ทหารวางแคร่มังมหานรธาลง ก่อนจะพยุงมังมหานรธาให้ลุกขึ้นนั่ง
มังมหานรธามองไปที่ขุนนาง "ว่าไป"
ขุนนางหน้าเครียด ก่อนจะหยิบม้วนสาส์นขึ้นมาไหว้จบหัว
"พระพุทธเจ้าอยู่หัวทรงมีพระบัญชาลงมาให้บอกต่อท่านแม่ทัพทั้งสอง ว่าอโยธยาศรีรามเทพนคร จะขอเป็นเมืองประเทศราชแก่รัตนะบุระอังวะสืบไป" แล้วยื่นม้วนสาส์นให้
ขาดคำ เนเมียวสีหบดีก็ตบเข่าฉาดหัวเราะลั่นด้วยความสะใจ
ในขณะที่มังมหานรธายิ้มบางๆ แม้จะไข้ขึ้นสูง แต่ก็ดีใจที่เห็นอยุธยายอมแพ้ต่อหน้าตน

จมื่นศรีสรรักษ์กำลังช็อกตกใจ
"คุณพี่เจ้าจอมว่าอย่างไรนะขอรับ"
เจ้าจอมเพ็ญยิ้มแย้มเป็นเมืองขึ้นแล้ว"
จมื่นศรีสรรักษ์หน้าซีดเผือด น้ำตาคลอเบ้า
เพ็ญดีใจมาก
"ในที่สุด สิ่งที่พี่เฝ้ารอมานานก็จะเป็นจริงเสียที พี่จะได้อยู่เหนือผู้คนทั้งแผ่นดิน เป็นแม่หยั่วเมือง ส่วนคุณพระนาย..." เจ้าจอมเพ็ญพูดไม่ทันจบ
เจ้าจอมเพ็ญชะงักไป เมื่อเห็นจมื่นศรีสรรักษ์น้ำตาไหลลงอาบแก้ม เสียใจสุดๆที่ต้องตกเป็นเมืองขึ้น
" คุณพระนาย"
จมื่นศรีสรรักษ์ร้องไห้ออกมาอย่างสุดกลั้น ก่อนจะทรุด คุกเข่าลงกับพื้น ร้องไห้สะอึกสะอื้นอย่างไม่อายใคร
เจ้าจอมเพ็ญเข้าไปจับแขนน้องชาย "ลุกขึ้นก่อนคุณพระนาย"
จมื่นศรีสรรักษ์สะบัดมือพี่สาวอย่างแรงอย่างไม่ใส่ใจ
เจ้าจอมเพ็ญตกใจทำอะไรไม่ถูก รู้ว่าน้องไม่ชอบที่ตนทรยศบ้านเมือง แต่ก็ไม่คิด ว่าน้องจะรักบ้านเมืองมากขนาดนี้

กรมขุนวิมลภักดียืนร้องไห้ด้วยความเสียใจ
เจ้าจอมอำพัน คุณท้าวโสภา เป้า และข้าหลวงคนอื่นๆต่างพากันร้องไห้ด้วยความเสียใจ เจ็บใจที่ต้องตกเป็นเมืองขึ้น
แมงเม่าเดินเข้ามาหาเป้า แล้วจับมือเพื่อนไว้เป็นการปลอบโยน
เป้าร้องไห้สะอึกสะอื้น เสียใจเจ็บใจสุดๆบอก
"ฉันน่าจะเชื่อแม่แมงเม่า แม่เคยบอกฉัน ว่าเรื่องบ้านเมือง เป็นเรื่องของคนทุกคน ฉันก็เอาแต่คิดว่าไม่ใช่สิ่งที่ฝ่ายในแลผู้หญิงอย่างเราควรข้องเกี่ยว มาบัดนี้ฉันจึงรู้ว่า ความเจ็บช้ำน้ำใจ สิ้นศักดิ์ศรีจนต้องตกเป็นทาสเค้า มันเป็นเช่นใด"
แมงเม่าดึงเป้าเข้ามากอดปลอบโยน
"อดทนไว้แม่เป้า วันนี้เราแพ้ เราก็ต้องอยู่กับมันให้ได้ ขอเพียงแม่ไม่ลืมความเสียใจในครั้งนี้"
" หากฉันย้อนกลับไปได้ ฉันจะไม่ทำอย่างที่แล้วมาเลย จะได้ไม่ต้องเจ็บปวดอย่างนี้"
กรมขุนวิมลภักดี เจ้าจอมอำพัน คุณท้าวโสภา ได้ยินที่เป้าพูด ก็ต่างร้องไห้หนักกว่าเดิม เพราะทุกคนก็คิดเหมือนกัน ปล่อยเรื่องไป เพราะถือว่าไม่ใช่ธุระของตน จนต้องกลายมาเป็นเมืองขึ้นเค้าแบบนี้"
แมงเม่ากอดเพื่อนไว้ด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย เพราะคาดการณ์ได้ว่าเหตุการณ์อย่างนี้ต้องเกิดขึ้น
เลยไม่เสียใจมาก แต่ก็สงสารเพื่อนจับใจ

ทหารแต่ละคน นั่งหมดอาลัยตายอยาก พอรู้ว่าต้องตกเป็นเมืองขึ้น ก็เศร้าใจ หมดกำลังใจจะทำงานกันเป็นแถว
พระยากำแหงกำลังร้องไห้สะอึกสะอื้น เจ็บใจสุดๆ โดยมีขันทอง หลวงศรีมะโนราช และรักษ์เทวา ยืนดูด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
หลวงศรีมะโนราชถอนใจ
"อย่าเสียใจไปเลยเจ้าค่ะท่านเจ้าคุณ นึกเสียว่า รักษาชีวิตคนไว้ จะได้ไม่มีใครต้องมาตายเพราะศึกนี้อีก"
ขุนรักษ์เทวาตกใจ ตบอกผาง "หูฝาด หรือเป็นคุณหลวงศรีมะโนราชตัวปลอม หรือกินกระไรผิดสำแดงมากันแน่"
หลวงศรีมะโนราชหน้าหงิกงอ เมินหน้าไปทางอื่น ไม่พูดด้วย
"ที่คุณหลวงพูดก็ถูกนะเจ้าคะ อโยธยาถูกล้อมมาเกินปี แลอังวะตั้งค่ายในระยะปืนใหญ่ ยิงถล่มทั้งวันแลคืน ไม่มี ปาฏิหาริย์ใด ทำให้เราพ้นจากความพ่ายแพ้ไปได้ สู้ยอมแพ้เสีย ยังรักษาชีวิตคนได้อีกมาก" ขันทองบอก
พระยากำแหงร้องไห้ ขบกรามแน่นด้วยความแค้นใจ
"ฉันรู้ แต่ฉันแค้นใจแลอับอายจนอยากจะตายไปเสียประเดี๋ยวนี้ ก่อนหน้า ฉันนึกตำหนิท่านเจ้าคุณตากที่หนีศึก แต่มาบัดนี้ ฉันอยากจะหนีไปด้วยเสียจริง จะได้ไม่ต้องทนอับอายเป็นเมืองขึ้นเมืองออกเค้า"
พระยากำแหงทรุดลงนั่ง ร้องไห้เหมือนคนหมดแรง ไม่เหลือความหวังอะไรแล้ว

ขันทองมองด้วยความสงสารจับใจ ตนก็เจ็บปวดไม่แพ้กัน แม้จะทำใจมานานแล้วก็ตาม

ภายในกรุงศรีอยุธยา

ศพคนตายนอนเกลื่อนอยู่บนพื้น ดูน่าสะพรึงกลัว
พวกชาวบ้านช่วยกันยกศพขึ้นใส่เปลแล้วหามกันไปตามมีตามเกิด
ระหว่างทางที่หามไป เห็นชาวบ้านแต่ละคน บางคนก็ท้อแท้สิ้นหวัง บางคนก็ร้องไห้ตีอกชกตัวด้วยความเจ็บแค้นที่ต้องตกเป็นเมืองขึ้น ฯลฯ
สภาพบ้านเมืองระหว่างทาง เต็มไปด้วยซากปรักหักพัง ทรุดโทรม วัดวาอารามก็พังไม่มีเหลือ
คนนอนกลางดินกินกลางทราย แม้แต่บ้านยังไม่มีให้ซุกหัวนอน
ศพถูกหามมากองรวมกับศพอื่นอีกจำนวนมาก ทิ้งไว้ให้แร้งกาจิกกิน เพราะคนตายมีมากจนกลบฝังหรือเผาไม่ทัน หมดสภาพกรุงศรีอยุธยาที่เคยยิ่งใหญ่รุ่งเรือง

พระยาพลเทพกำลังคุยกับขุนแผลงฤทธิ์ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
" สถานการณ์คับขันนัก จู่ๆจะส่งสาส์นไปถึงกองทัพอังวะไม่ง่ายเลยนะขอรับ มิแน่ ว่าอาจจะถูกพวกอังวะ เข้าใจผิด ฆ่าเอาก็ได้นะขอรับ"
" ถึงอย่างไรก็ต้องเสี่ยง เราทำกันมาถึงขนาดนี้ อีกนิดเดียวลาภยศทรัพย์สมบัติทั้งมวลก็จะเป็นของพวกเราแล้ว จะยอมให้อโยธยายอมแพ้ได้อย่างไร"
" กระผมทราบขอรับ แต่ถูกล้อมทุกด้านเช่นนี้ จะฝ่าออกไป..."
พระยาพลเทพพูดสวนขึ้น
"ถ้าทำสำเร็จ ฉันสัญญา ว่าตำแหน่งมหาอุปราชจะเป็นของท่านขุน"
ขุนแผลงฤทธิ์ชะงักไป ก่อนที่สีหน้าแววตาจะเปลี่ยนเป็นโลภมากขึ้นมาทันที

หัวค่ำ เนเมียวสีหบดีกำลังอ่านจดหมายจากพระยาพลเทพ โดยมีมังมหานรธากึ่งนั่งกึ่งนอนห่มผ้าอยู่ใกล้ๆ
เนเมียวสีหบดีอ่านจบก็หัวเราะเสียงดังลั่น
"อ้ายพระยาพลเทพผู้นี้ ช่างโลภโมโทสันนัก ถึงกับให้คนเสี่ยงตายเอาหนังสือมาบอก ว่าหากไม่ยอมแพ้แลตั้งมันปกครองอโยธยา มันจะให้บรรณาการแก่อังวะเพิ่มขึ้นสามเท่า"
มังมหานรธาบอก
"ไม่มีผู้ใด จะทำร้ายคนไทได้มาก เท่ากับคนไทด้วยกันเองเลยจริงๆ"
เนเมียวสีหบดีขยำจดหมายแล้วโยนทิ้งไป
"ท่านเห็นว่าอย่างไร"
มังมหานรธาพนมมือขึ้นไหว้เหนือหัว
"พระพุทธเจ้าอยู่หัว ไม่ได้ทรงต้องการให้อโยธยาเป็นประเทศราช เพราะที่ผ่านมาก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าคนไทมิยอมอยู่ใต้อำนาจได้นาน"
"น่าเวทนาอ้ายพระยาพลเทพนัก เช่นนั้นก็ต้องทำลายให้ย่อยยับ" เนเมียวสีหบดีสีหน้าเหี้ยมเกรียมดุดัน

ขันทองกำลังตกใจนึกไม่ถึง
" ไม่ยอมรับการเป็นเมืองขึ้น เป็นไปได้อย่างไร"
ขันทองกำลังคุยกับพระยากำแหงด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
" ก็มันดูหมิ่นถิ่นแคลนเรา ว่าเป็นดั่งเนื้อบนเขียง จะหั่นจะสับตามใจอย่างไรก็ได้น่ะสิ"
ขันทองได้แต่ถอนใจอออกมาอย่างหนักใจ
กำแหงแค้นสุดๆ
"ตามธรรมเนียมการศึก เมื่ออีกฝ่ายยอมแพ้แล้ว ก็ถือว่าเสร็จศึก จะเจรจาความอย่างไรก็ว่ามา แต่นี่มันบอกว่าจะยอมรับการเป็นเมืองขึ้นก็ต่อเมื่อ เรายอมแพ้โดยไม่มีเงื่อนไขใดๆ มันหมายความว่ากระไร"
ขันทองยิ่งคิดก็ยิ่งหวั่นใจหนักขึ้นเรื่อยๆ
"นับแต่โบราณมา การทำศึกก็เพื่อสำแดงพระบรมเดชานุภาพ แลยึดประโยชน์จากเมือง
ขึ้นมาเป็นของตน หากชำนะโดยเมืองขึ้นไม่บอบช้ำได้มากเท่าไหร่ ก็ถือเป็นเรื่องดีมากเท่านั้น แล้วเหตุใดจึงไม่ยอมรับ"
ขันทองพยายามคิดหาคำตอบ แต่ยังคิดไม่ตก
กำแหงแค้นสุดชีวิต
"จะไปคิดหาเหตุผลทำกระไรเล่าคุณพระ เมื่อมันไม่ยอมรับก็ดี จะได้สู้กันให้ตายไปข้างหนึ่ง ให้รู้ว่าคนไทก็มีศักดิ์มีศรี ใช่ว่าจะรังแกกันได้โดยง่าย นี่ถ้าไม่ติดหน้าที่แล้วล่ะก็ ฉันจะขอร่วมทัพไปกับคุณพระนายศรีสรรักษ์เสียประเดี๋ยวนี้เลย"
ขันทองนึกไม่ถึงสุดๆ
"คุณพระนายศรีสรรักษ์ น้องชายเจ้าจอมเพ็ญน่ะหรือขอรับ จะออกรบ"
"ใช่ ถึงฉันจะไม่ชอบนิสัยใจคอคุณพระนาย แต่ฉันก็นับถือ ในความรักบ้านเมืองของคุณพระนายนัก คุณอย่างคุณพระนายศรีสรรักษ์ ยังอาสาออกรบด้วยตัวเอง แล้วเรา ยังควรจะต้องกลัวพวกอังวะมันอีกรึ"

ขันทองไม่อยากเชื่อ ว่าจมื่นศรีสรรักษ์จะอาสาออกรบด้วย

ขันทองเดินใช้ความคิดมา เครียดเรื่องบ้านเมือง ไม่รู้จะไปยังไงต่อ แต่ทันใดนั้นเอง แมงเม่าก็ตัดหน้าผ่านมาพอดี ทั้งคู่ต่างหยุดชะงักมองหน้ากัน ด้วยความกระอักกระอ่วนใจ

แมงเม่าทนความกดดันไม่ไหว จะรีบเดินหนีไปอีกทาง
ขันทองรีบเรียกไว้
"ช้าก่อน"
แมงเม่าชะงัก ก่อนจะหันกลับมาแบบกล้าๆกลัวๆ "มีกระไรเจ้าคะ"
ขันทองอึกๆอักๆ แต่ก็ตัดใจพูด
"เหตุใดเจ้าต้องหลบหน้าฉันด้วย นับแต่วันนั้น ก็ผ่านมาเดือนเศษแล้ว ฉันเพิ่งได้เจอหน้าเจ้าสองครั้งเท่านั้น"
" ถึงกับนับเชียวหรือเจ้าคะ"
"ตอบฉันมาเถิด ฉัน..."
ขันทองเหลือบเห็นเจ้าจอมเพ็ญเดินคุยมากับจมื่นศรีสรรักษ์ เลยรีบดึงแมงเม่าให้หลบมา ไม่ให้ทั้งสองคนเห็น
แมงเม่าตกใจ แต่ขันทองรีบจุ๊ปากให้เงียบ แล้วชี้ให้แมงเม่าดูไปที่เจ้าจอมเพ็ญ
แมงเม่าเงียบจริงแต่รีบขยับตัวออกห่างจากขันทองด้วยตะขิดตะขวงใจเพราะรู้แล้วว่าเป็นชายแท้
ไม่ควรใกล้ชิดกันเหมือนก่อน
ขันทองเข้าใจค่อยคลายมือที่จับแขนแมงเม่าออก
เจ้าจอมเพ็ญสีหน้าเคร่งเครียด
"มันเรื่องกระไรที่ต้องไปอาสาออกรบ คุณพระนายเองก็ใช่ว่าเก่งกาจชาญศึก อยากไปตายนักหรืออย่างไร"
จมื่นศรีสรรักษ์เสียงดัง ระเบิดอารมณ์ออกมาด้วยความคับแค้นใจ
"ไม่มีผู้ใดอยากตาย"
"ดอกขอรับ แต่ถ้าต้องอยู่อย่างอัปยศอดสู ก็สู้ตายเสียยังจะดีกว่า" พลางขบกรามแน่น "อังวะมันหยามน้ำหน้าเรานัก ขนาดยอมเป็นเมืองขึ้นเมืองออกแล้ว ก็ยังกดหัวไม่ให้มีปากเสียงอีก ถ้าไม่สู้ ก็อย่าเกิดเป็น
คนเลย"
เจ้าจอมเพ็ญพยายามเอาน้ำเย็นเข้าลูบ "พ่อเพิ่ม ใจเย็นแล้วฟังพี่"
จมื่นศรีสรรักษ์ถอนใจพรวดออกมา เบือนหน้าไปทางอื่น ไม่อยากฟัง
"เจ้าอยู่ในนี้ เจ้าก็ปลอดภัยเป็นสุขทุกอย่าง แล้วจะออกไปหาเคราะห์ใส่ตัวทำกระไร"
เจ้าจอมเพ็ญมองไปรอบๆกลัวคนอื่นได้ยินเลยไม่พูดตรงๆ "รอเสร็จศึกก่อนเถิด แล้วค่อยมาคิดกัน"
"อย่าหวังลมๆแล้งๆอีกเลยขอรับคุณพี่ การที่อังวะไม่ยอมรับการเป็นเมืองขึ้นของอโยธยา ก็ชัดเจนแล้วว่าคุณพี่ถูกหลอก ไม่มีกระไรที่เราต้องคิดอีกแล้วขอรับ"
"แล้วลูกเมียพ่อเพิ่มเล่า ไม่ห่วงบ้างเลยรึ"
"พ่อตากระผมเป็นทหาร มีกำลังในมือไม่น้อย คงดูแลปกป้องกันได้ขอรับ ศึกนี้ อย่างไรกระผมก็ต้องไป เพื่อเป็นการสนองคุณแผ่นดินเป็นครั้งสุดท้าย คุณพี่อย่าห้ามเลยขอรับ"
เจ้าจอมเพ็ญตวาดแว๊ด
"ไม่ได้ แล้วดึงแขนน้องชายไว้ "พี่ไม่ให้เจ้าไป เจ้าเป็นน้องคนเดียวของพี่ เรามีกันอยู่แค่นี้ พี่ไม่ยอมเสียเจ้าไปเป็นอันขาด"
จมื่นศรีสรรักษ์น้ำตาคลอเบ้า ค่อยๆดึงมือพี่สาวออกแล้วคุกเข่าลง
"กระผมก็รักคุณพี่ ทั้งรักแลเคารพมากกว่าผู้ใดทั้งสิ้น แต่สิ่งที่คุณพี่กระทำนั้น มันเกินกว่ากระผมจะยอมรับได้ การรักษาเกียรติให้อโยธยา เป็นทางเดียวที่กระผมจะไถ่บาปให้กับตัวเองได้"
จมื่นศรีสรรักษ์ก้มลงกราบเท้าเจ้าจอมเพ็ญเป็นครั้งสุดท้าย
เจ้าจอมเพ็ญน้ำตาคลอ ทั้งรักทั้งเจ็บใจน้องที่ไม่เชื่อตน "พี่ขอเจ้าอีกครั้ง ทำเพื่อพี่
เพื่อตัวเอง อย่าไปเลย"
ศรีสรรักษ์พูดทั้งน้ำตา
"ถึงกระผมจะเป็นคนเลว แต่กระผมก็เป็นคนไทขอรับ กระผมไม่มีวันทรยศแผ่นดินเกิดเป็นเด็ดขาด" จมื่นศรีสรรักษ์น้ำตาไหลซึมออกมาด้วยความอัดอั้น ก่อนลุกขึ้นแล้วเดินเลี่ยงไปอย่างเด็ดเดี่ยว
เจ้าจอมเพ็ญมองตามน้องชายไป น้ำตาท่วมตา ภาพความหลังระหว่างตนกับน้องชาย
ผุดขึ้นมาในความคิดทันที

10 กว่าปีก่อน ขุนนางสองคนเดินคุยกันลงจากเรือนจมื่นศรีสรรักษ์
ขุนนาง 1กระหยิ่มยิ้มย่อง
"พ่อแม่ตายพร้อมกันอย่างนี้ แล้วจะอยู่ต่อไปได้อย่างไร ฉันว่า ไม่ช้าไม่นานก็ต้องขายสมบัติกิน"
ขุนนาง 2 ยิ้มขำๆ "ถ้าท่านจะรอซื้อของถูก ก็ตามใจเถิด แต่ตัวแม่เพ็ญ ฉันขอก็แล้วกัน"
ขุนนางทั้งสองหัวเราะชอบใจ ก่อนจะเดินเลี่ยงไปโดยไม่ใส่ใจเจ้าของบ้านแม้แต่น้อย
บนเรือน เพ็ญกอดน้องชายวัย 7-8 ขวบ ได้ยินทุกอย่างชัดเจน
" คุณพี่ขอรับ"
เพ็ญกอดน้องแน่นกว่าเดิม "ไม่ต้องกลัวนะพ่อเพิ่ม พี่ยังอยู่" สายตาเพ็ญแข็งกร้าวไม่ยอมแพ้ "พี่จะไม่ยอมให้ใครมาทำร้ายพ่อเพิ่ม แลสักวันหนึ่ง มันทุกคนต้องมาสยบอยู่แทบเท้าเราสองคนพี่น้อง"

เจ้าจอมเพ็ญปล่อยโฮลั่นออกมาอย่างไม่อายใคร ร้องไห้อย่างคนหมดสิ้นทุกอย่าง คุกเข่าวางมือลงกับพื้นทางเท้า น้องชายเป็นคนที่ตนรักมากที่สุด แต่กลับต้องมาจากกันไปเพราะตนเป็นสาเหตุ แต่ก็ไม่สามารถแก้ไขอะไรได้แล้ว
ขันทอง และแมงเม่า ได้เห็นเจ้าจอมเพ็ญผู้สูงสง่า ร้องไห้ในสภาพผู้แพ้ ก็ยิ่งสะทกสะท้อนใจ

ขันทอง แม้จะเกลียดเจ้าจอมเพ็ญมากที่ฆ่าแม่ แต่เห็นเจ้าจอมเพ็ญในวันนี้แล้วก็อดรู้สึกสมเพชเวทนาขึ้นมาไม่ได้

ขันทองเดินคุยมากับแมงเม่า ด้วยสีหน้าขรึมๆ ยังรู้สึกสะทกสะท้อนใจเรื่องเจ้าจอมเพ็ญอยู่

" ไม่น่าเชื่อเลยนะเจ้าคะ ว่าฉันจะได้เห็นเจ้าจอมท่านในสภาพเช่นนี้ แต่ก่อนท่านสวย สูงสง่า แต่วันนี้เหมือนคนหมดสิ้นทุกสิ่งจริงๆ"
ขันทองถอนใจเฮือกใหญ่ "เจ้าจอมเพ็ญ เป็นคนฆ่าแม่ฉัน"
แมงเม่าตกใจสุดๆ หันไปมองขันทองทันที
"ฉันเกลียด แลแค้นเจ้าจอมนัก หากไม่ติดว่าอยู่ในวัง ฉันคงล้างแค้นไปเสียนานแล้ว แต่มาวันนี้ ฉันกลับเวทนาเสียได้" ขันทองหน้าเศร้าลง
"สิ่งที่เจ้าจอมเพ็ญได้รับเพลานี้ นับเป็นโทษานุโทษที่ฉันไม่จำเป็นต้องก่อกรรมเพิ่มเลย" ขันทองบอกต่อ
แมงเม่ายิ้มบางๆด้วยความชื่นชม
"ออกพระคิดได้เช่นนี้ ฉันก็อนุโมทนาบุญด้วยเจ้าค่ะ"
ขันทองหันไปมองแมงเม่านิ่ง
"แต่เจ้ายังไม่ได้ตอบคำถามฉัน ว่าเหตุใดต้องหลบหน้าฉันด้วย โกรธเคืองที่ฉันหลอกเจ้ารึ"
"ออกพระมีความจำเป็น หากฉันโกรธเคืองด้วยเรื่องเพียงแค่นี้ ก็คงเป็นหญิงน่ารำคาญเต็มทน"
"เมื่อเจ้าไม่โกรธ แล้วเหตุใดต้องหลบหน้าฉันด้วย"
แมงเม่ากระอักกระอ่วน
"ฉันไม่รู้จะทำตัวอย่างไรเจ้าค่ะ ที่แล้วมา ฉันคิดเสมอ ว่าออกพระเป็นขันที ซึ่งไม่ต่างจากตัวฉันสักเท่าใด แต่วันนี้..."
ขันทองจ้องตาแมงเม่า "แล้วไม่ดีรึ ที่ฉันเป็นชาย"
แมงเม่ายิ่งว้าวุ่นใจหนักขึ้นไปอีก รีบหลบสายตา
"ฉัน เอ่อ อย่าให้ฉันตอบกระไรเลยนะเจ้าคะ ฉันตอบไม่ได้เจ้าค่ะ"
แมงเม่ารีบเดินหนีไปทันที
ขันทองได้แต่ชะเง้อมองตามแมงเม่าไปด้วยความไม่เข้าใจ

จมื่นศรีสรรักษ์กำลังขี่ม้า ปลุกขวัญทหารที่เข้าแถว เตรียมพร้อมออกไปรบ
จมื่นศรีสรรักษ์พูดเสียงดัง
"พวกเอ็งกลัวหรือไม่ ข้าขอบอกโดยไม่อาย ว่าข้ากลัว แต่กลัวก็ยังจะสู้ อังวะยกทัพมารุกรานเรา ก็ถือว่าเป็นไปตามธรรมเนียมของการแสดงบุญบารมี แต่การไม่ยอมรับการเป็นเมืองขึ้นไม่เคยมีเช่นนี้มาก่อน พิสูจน์ให้เห็นว่าพวกมันข่มเหงเรานัก แล้วเลือดไทในกายพวกเอ็งจะยอมพวกมันอย่างนั้นรึ ไป ออกไปกับข้า แสดงให้เห็นว่าอโยธยาไม่เคยสิ้นคนกล้า"
ขาดคำ ทหารก็โห่ร้องเสียงดังลั่น เพราะจมื่นศรีสรรักษ์พูดตรงกับใจทุกคนเลยฮึกเหิมเต็มที่
จมื่นศรีสรรักษ์ สีหน้าแววตามุ่งมั่นเต็มเปี่ยม ตายเป็นตาย แต่ไม่ยอมหนีแล้ว

จมื่นศรีสรรักษ์ขี่ม้า นำทหารบุกเข้าประจัญบานกับทหารอังวะ
ทั้งสองฝ่ายต่อสู้กันอย่างดุเดือด ทหารไทยกำลังแค้นที่ยอมแพ้แล้วก็ยังบีบอีก เลยสู้ตายถวายชีวิต
อังวะแม้จะมีฝีมือมากกว่า แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะสู้ได้ง่ายๆ
จมื่นศรีสรรักษ์ ขี่ม้าใช้ดาบฟาดฟันใส่ทหารอังวะจนบาดเจ็บไปตามๆกัน แม้จมื่นศรีสรรักษ์จะไม่มีฝีมืออะไร แต่เมื่อสู้ตายแล้ว ก็ไม่ใช่ว่าจะจัดการได้สบายๆ
" ฆ่ามัน บุกไปให้ถึงค่ายมันเลย"
พวกทหารลุยแหลก จนทหารอังวะเริ่มถอยร่น
จมื่นศรีสรรักษ์ได้ใจ เห็นทหารฮึกเหิม ก็ขี่ม้านำทหารบุกตะลุยเข้าไป
ขณะที่จมื่นศรีสรรักษ์กำลังรุกไล่อย่างฮึกเหิม ทันใดนั้น ก็มีเสียงปืนดังขึ้น
กระสุนปืนถูกเข้ากลางยอดอกจมื่นศรีสรรักษ์
จมื่นศรีสรรักษ์ค่อยๆร่วงตกลงจากหลังม้า
พวกทหารไทยเห็นจมื่นศรีสรรักษ์ถูกยิง ก็พากันตกใจ จนทำอะไรไม่ถูก
จมื่นศรีสรรักษ์หยิบดาบ พยายามจะลุกขึ้น แต่ทันใดนั้น ก็ถูกทหารอังวะกลุ่มหนึ่งกรูกันเข้ามา
แล้วเตะดาบจมื่นศรีสรรักษ์กระเด็นไป ก่อนจะรุมเตะ กระทืบไม่ยั้ง
จมื่นศรีสรรักษ์ถูกกระทืบอย่างหนัก จนกระอักเลือด หน้าตาบวมช้ำ จนในที่สุดก็แน่นิ่งไป
พวกอังวะโห่ร้องลั่น แล้วบุกเข้าใส่ทหารไทยทันที
ทหารไทยเห็นจมื่นศรีสรรักษ์เจียนตาย ก็รีบวิ่งหนีเอาตัวรอดทันที
จมื่นศรีสรรักษ์รวมแรงเฮือกสุดท้ายที่เหลืออยู่ พยายามจะเอื้อมมือไปหยิบดาบที่ตกอยู่
จมื่นศรีสรรักษ์มือสั่นเทา แต่ก็พยายามยื่นมือไปเต็มที่ แต่ก่อนที่จะถึงด้ามดาบเพียงปลายนิ้ว
จมื่นศรีสรรักษ์ก็สิ้นแรง ร่างล้มพับไปกับพื้น ตาเหลือกค้างสิ้นใจตายไปอย่างสมศักดิ์ศรีไม่เสียชาติเกิดเป็นคนไท
"กองทัพของจมื่นศรีสรรักษ์ เป็นกองทัพสุดท้ายที่กรุงศรีอยุธยาส่งออกไปต่อสู้ หลังจากนั้น ก็ไม่มีกองทัพใดถูกส่งออกไปอีกเลย"
ศพจมื่นศรีสรรักษ์นอนตายอยู่อย่างโดดเดี่ยวในทุ่งโล่ง

ภายในบริเวณวังตอนหัวค่ำ เจ้าจอมเพ็ญรีบเดินอย่างเร็วมาด้วยสีหน้าร้อนใจ น้ำตาเอ่อเคลือบตาแต่พยายามกลั้นเอาไว้ไม่ให้ไหลออกมา โดยมีรักษ์เทวากับกลุ่มข้าหลวงรีบตามมา
เจ้าจอมเพ็ญเดินมาถึง ก็เห็นทหารหามศพจมื่นศรีสรรักษ์มา
เจ้าจอมเพ็ญตวาดลั่น "วางศพน้องข้าลงประเดี๋ยวนี้"
พวกทหารวางศพลง
เจ้าจอมเพ็ญรีบวิ่งเข้าไปดูศพน้องชาย
เพ็ญคุกเข่าลง ประคองศีรษะน้องขึ้นมา "คุณพระนาย คุณพระนายน้องพี่"
เจ้าจอมเพ็ญลูบคลำใบหน้าน้องชาย น้ำตาเริ่มไหลพรากออกมา เสียใจที่สุด
จมื่นศรีสรรักษ์สิ้นลมหายใจไปแล้ว ไม่รับรู้ใดๆทั้งสิ้น
เจ้าจอมเพ็ญฟูมฟาย
"พี่ทำทุกอย่างไปก็ด้วยหวังให้เจ้าสุขสบาย เมื่อเจ้าด่วนจากพี่ไปเช่นนี้ แล้วพี่จะทำไปเพื่อใคร"
เจ้าจอมเพ็ญกอดศพน้องร้องไห้อย่างไม่อายใคร คนที่ตนรักมากที่สุดจากไปแล้ว แล้วตนจะมีอำนาจวาสนาไปเพื่ออะไร
ขุนรักษ์เทวาเข้าไปปลอบเจ้าจอมเพ็ญ "เจ้าจอมเจ้าคะ หักห้ามใจ..."
เจ้าจอมเพ็ญผลักรักษ์เทวาออกไป ตะคอก "อย่ามายุ่งกับข้า"
รักษ์เทวาโดนผลักออกมา ก็ไม่กล้าเข้าไปยุ่งอีก
เจ้าจอมเพ็ญหันไปกอดศพน้องร้องไห้ต่อ
เจ้าจอมเพ็ญร้องไห้ราวจะขาดใจ เสียใจถึงที่สุด "พ่อเพิ่ม พ่อเพิ่มของพี่"

อึดใจเจ้าจอมเพ็ญก็ชะงักขึ้นมาเหมือนคิดอะไรบางอย่างได้ แววตาของเธอดูเจ็บช้ำระคนกับเจ็บใจมาก

เจ้าจอมเพ็ญกำลังทะเลาะกับพระยาพลเทพ โดยมีขุนแผลงฤทธิ์อยู่ใกล้ๆ

พระยาพลเทพโวยลั่น
"เจ้าจอมจะมาโทษกระผมฝ่ายเดียวได้อย่างไร ก็อังวะเป็นฝ่ายผิดสัญญา หาใช่กระผมไม่"
เจ้าจอมเพ็ญโมโหมาก
"พูดง่ายเหลือเกินนะท่านเจ้าคุณ น้องชายฉันตายไปทั้งคน ท่านเจ้าคุณพูดได้แค่นี้เองรึ"
"ก็คุณพระนายออกไปรบเอง จะมีคนใช้ไปก็หาไม่"
เพ็ญแค้นมาก
"ก็ถ้าพวกอังวะมันไม่ตระบัดสัตย์ ยอมให้อโยธยาเป็นเมืองขึ้นเสียแต่แรก น้องชายฉันจะคับแค้นใจจนต้องออกไปรบรึ"
"อังวะคืนคำ กระผมก็เสียหายด้วย ใช่ว่าเจ้าจอมท่านเสียหายแต่ผู้เดียวเสียเมื่อใด แล้วจะโยนความผิดทั้งหมดมาให้กระผม จะถูกหรือขอรับ" พระยาพลเทพว่า
เจ้าจอมเพ็ญชี้หน้าพระยาพลเทพ
"ท่านเจ้าคุณพูดอย่างนี้ ก็ขอให้จำคำพูดนี้ไว้ให้ดี สักวัน ฉันจะให้ท่านเจ้าคุณชดใช้"
เจ้าจอมเพ็ญเดินลงจากเรือนไปด้วยความโกรธแค้น
ขุนแผลงฤทธิ์มองตามเจ้าจอมเพ็ญไปเล็กน้อย
"เงาหัวจะไม่มี ยังคิดจะให้ท่านเจ้าคุณชดใช้อีก ช่างไม่เจียมตัวเสียบ้างเลยนะขอรับ"
"ฉันก็รู้อยู่แล้ว ว่าสักวันต้องเป็นเช่นนี้ ช่างเถิด อย่างไรเสียนังผู้หญิงคนนี้ก็หมดประโยชน์แล้ว วันใดที่ฉันขึ้นครองอโยธยา ฉันจะเห็นแก่ที่มันรับใช้ฉันมานาน เพียงส่งไปอยู่ไกลๆให้พ้นหูพ้นตา ไม่ฆ่าทิ้งก็แล้วกัน"
" ช่างมีเมตตาเสียเหลือเกินขอรับ"
พระยาพลเทพ และขุนแผลงฤทธิ์หัวเราะชอบใจ ไม่แยแสเจ้าจอมเพ็ญแม้แต่น้อย

ผ่านมา 10 กว่าวัน ยามสาย
บรรยากาศค่ายใหม่ของพระยาตากที่ระยอง เป็นค่ายที่สร้างง่ายๆ มีกระท่อมมุงจากเรียงรายกันอยู่หลายหลัง มีขนาดพอสมควร
ในค่าย ชาวบ้านชาย หญิงกำลังทำงานกันอย่างขยันขันแข็ง ในขณะที่พวกทหารกำลังฝึกซ้อมอาวุธ ซ้อมมวยอยู่
พระยาตากเดินคุยมากับม่วง และพันหาญ
พันหาญบอ
"เพลานี้เรื่องเสบียงอาหารไม่ต้องห่วงแล้วขอรับ แผนการที่ท่านเจ้าคุณวางไว้ให้ปักหลักที่ระยองนั้นดีนัก ด้วยอาหารการกินอุดมสมบูรณ์ ถือว่าหมดห่วงไปหนึ่งเรื่อง"
"ส่วนเรื่องคนที่ทยอยเข้ามาสวามิภักดิ์ ก็มีอยู่เนืองๆ ทั้งที่ระยองเอง แลที่ตามเรามาจากนาเกลือ นาจอมเทียน สัตหีบ เหล่านี้ก็มีโขอยู่ขอรับ" ม่วงว่า
พระยาตากพยักหน้ารับ
"ถ้าเทียบกับตอนที่เราตีฝ่าทัพอังวะออกมา ก็เพิ่มขึ้นมากจริง แต่หากจะคิดทำการใหญ่ เห็นทีจะยังไม่พอ"
สีหน้าพระยาตากดูหนักใจอยู่
พันหาญและม่วงพยักหน้าเห็นด้วยอย่างคิดตามที่พระยาตากพูด
"แลระยองก็อยู่ได้ระยะหนึ่ง แต่หากจะยึดเป็นที่มั่นนั้น ก็ยังไม่มั่นคง"
"ถ้ากระนั้น ท่านเจ้าคุณจะไปปักหลักที่ใดหรือขอรับ"
"ข้อนี้ ฉันต้องไตร่ตรองให้รอบคอบก่อน เพราะมันเกี่ยวกับแผนการที่จะกู้กรุงสืบไป"
พอได้ยินเพียงว่าจะกู้กรุง ม่วงและพันหาญก็หันมองหน้ากันยิ้มออกมาอย่างมีความหวัง
ม่วงบอก
"ส่วนเรื่องคน กระผมว่าเราเกณฑ์คนมาเพิ่มดีหรือไม่ขอรับ กระผมเห็นละแวกนี้มีหมู่บ้านอยู่มาก หากให้ทหารไปเกณฑ์ผู้คนมา ก็จะได้ไม่น้อย"
พระยาตากสวนแย้งทันที
"ไม่ได้ การเกณฑ์ผู้คนนั้นเป็นดาบสองคม หากเค้าไม่เต็มใจ ก็จะพาลรบพุ่งไม่เต็มฝีมือ ทำให้เสียมากกว่าได้ แลในสมัยสมเด็จพระนเรศกับสมเด็จพระนารายณ์เป็นเจ้า อโยธยารุ่งเรืองยิ่งใหญ่ได้ ก็ด้วยกองทหารอาสาทั้งสิ้น หาใช่การกะเกณฑ์ผู้คนไม่"
ขณะนั้นเอง พันหาญก็เหลือบเห็นชาวบ้านกลุ่มหนึ่งเดินเข้ามาในค่าย
"อ้าว มีคนมาขออยู่ด้วยอีกแล้ว"
ม่วงหันไปมองตาม เห็นมิ่ง ชื่น อิน ติ่น และผล ปะปนมากับพวกชาวบ้านด้วย
แต่ละคนมีสภาพย่ำแย่ สกปรกมอมแมม
ม่วงนึกไม่ถึง "พ่อ"
ทุกคนดีใจที่ได้เห็นม่วง
ม่วงวิ่งไปหามิ่งแล้วพับเพียบกับพื้นกราบเท้าพ่อ

มิ่งรีบประคองม่วงลุกขึ้น ด้วยน้ำตานองหน้า ปลื้มใจที่ได้เจอลูก โดยมีชื่น อิน ติ่น และผล ยืนยิ้มดีใจทั้งน้ำตาคลออยู่ใกล้ๆ

ม่วงพาทุกคนมาพักผ่อนที่กระท่อมของตน

ม่วงรู้สึกผิด
"เป็นความผิดฉันเอง ที่จากมาโดยไม่บอกกล่าว ทำให้พ่อกับทุกคนต้องลำบากตามหาฉัน"
มิ่งน้ำตาคลอ ตบบ่าลูกชาย
"มันฉุกละหุก จะโทษพ่อม่วงได้อย่างไร ช่างมันเถิดลูกเอ๊ย ได้พบหน้ากันอีกครั้งก็เป็นบุญแล้ว"ม่วงหันไปคุยกับคนอื่น
"แล้วนี่ ทุกคนตามมาได้อย่างไรกัน ฉันจำได้ว่าบ้านเราไม่เคยมีใครมาเมืองระยองเลยไม่ใช่รึ"
"ไม่ยากดอกพ่อม่วง ท่านเจ้าคุณมีชื่อเสียงนัก ด้วยรบชำนะพวกอังวะหลายครั้งหลายครา ไปถึงที่ใด ก็ได้ยินแต่ผู้คนยกย่องสรรเสริญ พวกเราก็ตามชื่อเสียงของท่านมาน่ะล่ะ" ชื่นว่า
"เพียงแต่ระหว่างทาง เราต้องคอยหลบพวกอังวะกับพวกที่กลายมาเป็นโจรปล้นชิงคนไทด้วยกันเอง เลยทำให้เดินทางอยู่นานกว่าจะถึงน่ะจ้ะ" อินว่า
ม่วงยิ้มบางๆ
"แค่ทุกคนปลอดภัย ฉันก็ดีใจแล้วล่ะแม่อิน" แล้วฉุกคิดขึ้น "แม่สุ่นเล่า ฉันยังไม่เห็นแม่สุ่นเลย ไม่ได้มาด้วยกันรึ"
ทุกคนหน้าเสียไปพร้อมๆกันทันที
ติ่นหน้าจ๋อยลง "แม่สุ่นเสียสละตัวเองเพื่อช่วยพวกเราจากอ้ายกล้า"
ม่วงตกใจมาก
"ป่านฉะนี้ ยังไม่รู้ว่าเป็นตายร้ายดีอย่างไรขอรับ"
ม่วงหน้าซีดเผือด ห่วงสุ่นขึ้นมาทันที
ผลไหว้ม่วง รู้สึกผิด "เป็นความผิดพวกกระผมเองขอรับ นายม่วงฝากฝังให้ดูแลทุกคน แต่พวกกระผมกลับปกป้องแม่สุ่นไว้ไม่ได้"
"ไม่ใช่ความผิดพวกเอ็งดอก" มิ่งหน้าเศร้าลง หันไปพูดกับม่วง "หากจะโทษ ก็ต้องโทษพ่อ พ่อเอาแต่รังเกียจเดียดฉันท์แม่สุ่น จึงไม่เคยคิดจะดูแลปกป้อง แต่สุดท้าย ถ้าไม่ได้แม่สุ่นช่วยเอาไว้ พ่อก็คงตายไปแล้ว" มิ่งรู้สึกผิด
ชื่นเข้าไปจับมือมิ่งเป็นการให้กำลังใจ มิ่งมองชื่นด้วยสายตาขอบคุณ
อินชำเลืองมองม่วงด้วยสายตาสงสาร
ในขณะที่ม่วงหน้าตาเคร่งเครียด เป็นห่วงสุ่นมาก

กล้ากับพวกลูกน้องกำลังตั้งวงกินเหล้าเมามาย
สุ่นแบกน้ำไปใส่ตุ่มอยู่ใกล้ๆ
ลูกน้อง 1 เมา หันไปมองสุ่นด้วยสายตากรุ้มกริ่ม
"โชคดีนัก ที่พี่กล้าจับอีนังนี่กลับมา พวกเราจึงได้สำราญกันได้โดยไม่ต้องเสียเบี้ยอัฐ"
" ถึงอยากเสียก็ไม่มีที่ให้เสียดอกโว้ย หน้าศึกหน้าสงครามเช่นนี้ จะมีโรงโสเภณีที่ไหนเปิดวะ"
สุ่นเทน้ำใส่ตุ่มไป ทำเป็นไม่ได้ยิน
กล้าเมา มองสุ่นด้วยสายตาสะใจ
"เสียดายก็แต่ จับได้แค่นังหญิงสัญจรโรคนี่ หากจับเมียอ้ายม่วงหรือนังแมงเม่าได้ คงสาแก่ใจ
กว่านี้นัก" กล้าหัวเราะชอบใจ
" ก็รออังวะมันบุกเข้าเมืองก่อนซีพี่ พี่กล้าจะบุกไปจับอีแมงเม่าถึงในวังก็ยังได้"
กล้าเมา ยิ้มแย้ม
"ไม่ได้โว้ย อังวะเข้าเมืองเมื่อใด มีงานใหญ่ที่ต้องทำจะให้อีนี่มาทำเสียงานไม่ได้ มิเช่นนั้น ท่านเจ้าคุณเอาข้าตายแน่ๆ"
ลูกน้อง 1เมา
"แล้วเมื่อใด อังวะจะบุกเข้ามาเสียทีล่ะพี่ ฉันอยากเป็นใหญ่ใจจะขาดแล้ว"
" รออีกสักหน่อยเถิดวะ ระหว่างนี้ พวกเอ็งก็ฝึกเรียกข้า พระเดชพระคุณกล้าไปก่อน"
กล้ากับพวกลูกน้องหัวเราะชอบใจ
สุ่นแบกถังเปล่าไปตักน้ำใหม่
สุ่นสีหน้าเกลียดชังสุดๆ บ่นเบาๆกับตัวเอง "อ้ายชาติชั่ว คนอย่างมึง ไปเป็นพระเดชพระคุณในนรกเถิด"
สุ่นแบกถังกลับไป ด้วยสีหน้าเคียดแค้นเกลียดชัง

มังมหานรธานอนกระสับกระส่ายไข้ขึ้นสูงอยู่บนเตียงในค่าย
มังมหานรธาไม่ได้สติ ละเมอ
"ร้อนเหลือเกิน เอาน้ำให้ข้า น้ำๆ"
"ในช่วงนี้เอง ได้เกิดเหตุการณ์สำคัญขึ้นอีกครั้ง เมื่อมังมหานรธาที่ล้มป่วยมานาน ได้เสียชีวิตลง เป็นผลให้ดุลอำนาจในกองทัพของอังวะเปลี่ยนแปลงไป"

รุ่งเช้า ขันทองตกใจ นึกไม่ถึง
"มังมหานรธาแม่ทัพฝ่ายใต้ของอังวะน่ะหรือเจ้าคะ ตายแล้ว"
ขันทองกำลังคุยกับพระยากำแหง ขุนรักษ์เทวา และ หลวงศรีมะโนราช
พระยากำแหงเป็นคนเอาข่าวมาบอกทุกคนเช่นเคย
" ถูกแล้ว ข่าวนี้ยืนยันเป็นมั่นเป็นเหมาะ ไม่ผิดแน่"
ขุนรักษ์เทวาตื่นเต้น
"เช่นนี้ ก็เหมือนคราพระเจ้าอลองพญาน่ะซีเจ้าคะ บุญของอโยธยาแท้ๆ นึกว่าจะแพ้ศึกแล้วเชียว"
หลวงศรีมะโนราชบอก
"แม่ทัพตายไปหนึ่งคน พวกอังวะคงขวัญเสียนัก อีกไม่ช้านานก็คงเลิกทัพกลับ ก็ดี จะได้พ้นความลำบากเสียที"
พระยากำแหงกำลังดีใจ แต่พอหันไปเห็นขันทองมีสีหน้าเคร่งเครียด ก็หน้าบึ้งทันที
" จะค้านกระไรฉันอีกเล่าคุณพระ"
"เหตุใดพูดอย่างนั้นเล่าเจ้าคะท่านเจ้าคุณ"
"อ้าว ก็ฉันเห็นดีเห็นงามกระไร คุณพระเป็นต้องค้านไปอีกทางไม่ใช่รี"
ขันทองยิ้มแย้ม
"ดีฉัน เพียงแต่มองคนละด้านกับท่านเจ้าคุณเท่านั้นเองเจ้าค่ะ ไม่ใช่คิดจะค้านหรือขัดคอกระไร แลเรื่องนี้ ดีฉันก็มองว่าอังวะ คงไม่ยกทัพกลับไปเพราะแม่ทัพตายไปหนึ่งคนดอกเจ้าค่ะ"
หลวงศรีมะโนราชหัวเราะเยาะ
"ไม่มีแม่ทัพ แล้วจะให้ทหารเลวรบเองรึ อย่าอวดฉลาดนักเลยออกพระศรี"
"แหม ถึงดีฉันไม่ชอบคุณหลวง แต่ข้อนี้ เห็นทีจะเข้าข้างคุณพระไม่ได้ดอกเจ้าค่ะ" ขุรรักษ์เทวาว่า
ขันทองหน้าขรึมลง
"แม่ทัพมีสองคน ตายไปหนึ่งก็ยังเหลืออีกหนึ่งไม่ใช่รึ"
พระยากำแหงหัวเราะเล็กน้อย
"พูดเช่นนี้ แสดงว่าคุณพระไม่รู้จริง อังวะมีแม่ทัพสองคนก็จริง แต่บังคับบัญชาเป็นสิทธิ์ขาดแก่กัน แม่ทัพฝ่ายเหนือไม่มีอำนาจเหนือทัพฝ่ายใต้ แลกำลังทัพฝ่ายเหนือทัพเดียว ไหนเลยจะตีอโยธยาแตกได้"
"แต่หากดีฉันเป็นแม่ทัพฝ่ายเหนือ ดีฉันจะรวมทัพทั้งสองไว้เป็นสิทธิ์ขาดแก่ตน เมื่อถึงเพลานั้น การบังคับบัญชายิ่งง่ายกว่าเดิม แลเป็นภัยต่ออโยธยามากกว่าเดิมเสียอีก"
ทุกคนยิ้มๆ เชิงหยันไม่เห็นด้วยกับความคิดของขันทอง
ขันทองมีสีหน้าแววตามั่นใจในความคิดของตนมาก

เนเมียวสีหบดีนำทหารพร้อมอาวุธครบมือ บุกเข้าไปในกระโจม โดยขุนพลของมังมหานรธากำลังประชุมกันอยู่ ทุกคนไม่มีใครตั้งตัว เลยถูกเนเมียวสีหบดีคุมสถานการณ์ไว้ได้เบ็ดเสร็จ
ขุนพล 1ตกใจ "ท่านแม่ทัพเนเมียวสีหบดี ท่านทำเช่นนี้ หมายความว่าอย่างไร"
"ข้าต่างหาก ที่ต้องถามพวกเจ้า พวกเจ้ามาประชุมสุมหัวทำกระไรกัน"
ขุนพล 2 บอก"พวกเราก็มาประชุมเพื่อเลือกคนขึ้นมาเป็นแม่ทัพฝ่ายใต้ แทนท่านมังมหานรธาน่ะซี"
"ไม่ต้องประชุมแล้ว นับแต่นี้ ทัพฝ่ายใต้ต้องเชื่อฟังคำสั่งข้าแต่เพียงผู้เดียว"
ขุนพล 3 หัวเราะเยาะ
"เจ้าลูกครึ่งล้านนา เจ้าไม่ใช่สายเลือดอังวะแท้ แค่เป็นแม่ทัพฝ่ายเหนือก็เกินวาสนาแล้ว คิดจะอยู่เหนือพวกเราอีกรึ"
ขาดคำ เนเมียวสีหบดีก็ชักดาบชี้หน้าขุนพล 3 ทันที
เนเมียวสีหบดีตะคอก
"อ้ายกบฏ พระพุทธเจ้าอยู่หัว ทรงแต่งตั้งข้ากับมังมหานรธาให้มีศักดิ์เสมอกัน เมื่อสิ้นท่านมังมหานรธาแล้ว ข้าคือผู้มีอำนาจสูงสุด มันผู้ใดคิดยกผู้อื่นเสมอด้วยข้า ถือว่าขัดต่อพระบรมราชโองการ
โทษประหารเจ็ดชั่วโคตร"
ขุนพลทุกคนหน้าเสีย เนเมียวสีหบดีเอาพระบรมราชโองการมาขู่ เลยไม่มีใครกล้าเกียง
ขุนพล 3 เจ็บใจ แต่ก็ไม่กล้า ได้แต่เบือนหน้าไปทางอื่น
เนเมียวสีหบดีเห็นท่าทางทุกคนก็ยิ้มพอใจ ก่อนจะเก็บดาบเข้าฝัก
เนเมียวสีหบดีเสียงดัง เฉียบขาด มีอำนาจ ดูน่าเกรงขาม
"พวกเจ้าจงฟัง นับแต่นี้ทัพทั้งสองจะรวมเป็นหนึ่ง ไม่แบ่งฝ่ายเหนือฝ่ายใต้อีก มีเพียงจุดมุ่งหมายเดียว คือ ทำลายอโยธยาให้สิ้น

ผ่านไป 2-3 วัน
ทหารอังวะยิงปืนใหญ่ถล่มเข้าไปในกรุงศรีอยุธยาไม่หยุด
ทหารอังวะกำลังช่วยกันขุดหลุมลึกลงไปเป็นทาง เพื่อไปให้ถึงฐานกำแพงกรุงศรีอยุธยา
ในหลุมที่ขุด มีการปักไม้ไผ่ท่อนยาวๆไว้ด้วย โดยปักไว้เป็นระยะๆ เพื่อระบายอากาศ เพราะใต้ดินอากาศถ่ายเทไม่สะดวก คนขุดจะทำงานลำบาก และเวลาเผา จำเป็นต้องมีอ็อกซิเจน ไม่งั้นจุดไฟไม่ติด

เนเมียวสีหบดียืนสั่งการทหารอย่างเด็ดขาด ทหารก็ยิงปืนใหญ่ไม่ยั้ง
"หลังจากเนเมียวสีหบดีได้อำนาจเด็ดขาด ก็บุกโจมตีกรุงศรีอยุธยาหนักกว่าที่ผ่านมา พร้อมกับลอบขุดอุโมงค์ใต้ดินต่อไป โดยมีจุดประสงค์เพื่อทำลายกำแพงเมืองของกรุงศรีอยุธยานั่นเอง"

บ่ายวันหนึ่ง ความโกลาหลวุ่นวายที่เกิดขึ้นในวัง เพราะเนเมียวสีหบดียิงปืนใหญ่ถล่มอย่างหนัก
จนกระสุนบางส่วนลอยเข้ามาตกในวัง
พวกข้าหลวงวิ่งหนีกันอลหม่าน กรีดร้องกันลั่นไปหมด สลับกับเสียงปืนใหญ่ ที่ดังไม่ยอมหยุด
ขันทองกับหลวงศรีมะโนราชวิ่งเข้ามาหากัน
ขันทองเครียดหนัก " ออกญาวังเล่า อยู่ที่ใด"
หลวงศรีมะโนราชหน้าเครียด
"กระสุนปืนใหญ่ลอยเข้ามาตกในเขตพระราชฐาน จนเกิดเพลิงไหม้ขึ้น ออกญาวังเลยพาคนไปดับไฟ"
ขณะนั้นเอง ขุนรักษ์เทวาก็วิ่งเข้ามาหาขันทอง
" ออกพระศรี ออกพระศรีเจ้าคะ มีกระสุนไปตกที่ตำหนักของกรมขุนวิมลเจ้าค่ะ ทำอย่างไรดีเจ้าคะ"
ขันทองห่วงแมงเม่าขึ้นมาทันที
"ฉันไปดูเอง ท่านขุนอยู่ที่นี่ คอยช่วยเหลือคนบาดเจ็บ คุณหลวงคอยควบคุมพวกข้าหลวงไว้ อย่าให้วุ่นวายจนเกิดความเสียหายหนักขึ้น"
หลวงศรีมะโนราชไม่พอใจ แต่เวลาอย่างนี้ก็ต้องทำตาม "ก็ได้"
ขันทองรีบวิ่งไปทางอื่นทันที
ในขณะที่หลวงศรีมะโนราชก็หันไปตวาดดุพวกข้าหลวงไม่ให้ตื่นกลัว

ส่วนรักษ์เทวาก็เข้าไปดูอาการคนบาดเจ็บที่ถูกพยุงมา

ขันทองวิ่งมาหาแมงเม่า สวนทางกับพวกข้าหลวงที่กรีดร้องด้วยความหวาดกลัววิ่งหนีมา

ขันทองพยายามเรียก เพราะพวกข้าหลวงตกใจหวาดกลัวมากจนพูดไม่รู้เรื่อง
"ตำหนักกรมขุนวิมลเป็นอย่างไรบ้าง"
พวกข้าหลวงหลับหูหลับตาวิ่ง สติแตกกันไปหมด ไม่มีใครคุยกับขันทองซักคน
ขันทองหงุดหงิดมาก แต่ขณะนั้นเอง เป้าก็วิ่งมาหาขันทอง
เป้าร้อนใจสุดๆ
"ออกพระศรี ออกพระศรีเจ้าคะ"
ขันทองดีใจ
"แม่เป้า ที่ตำหนักเป็นอย่างไรบ้าง มีใครบาดเจ็บหรือไม่"
" ตำหนักเสียหายเล็กน้อยเจ้าค่ะ แต่แม่แมงเม่าถูกสะเก็ดปืน" พลางชี้นิ้วให้ดู "นอนบาดเจ็บอยู่ทางด้านโน้นเจ้าค่ะ ออกพระรีบไปช่วยแม่แมงเม่าที"
ขันทองห่วงแมงเม่าสุดๆ
"แม่เป้าไปหาที่ปลอดภัยหลบก่อน ฉันไปดูแม่แมงเม่าให้เอง แม่เป้าไม่ต้องห่วง"
"เจ้าค่ะ"
ขาดคำ ขันทองก็รีบไปตามที่เป้าชี้ทันที
นางข้าหลวงอื่นก็กรีดร้องวิ่งมาลากเป้าพาหนีไปด้วยกัน เป้ายังคงหันมองตามขันทองไปด้วยความเป็นห่วงแมงเม่า
ทองเดินหาแมงเม่าไปทั่ว สอดสายตาไปรอบๆ สีหน้าเต็มไปด้วยความร้อนใจสุดๆ
ขณะนั้นเอง ขันทองก็เหลือบไปเห็น แมงเม่านอนนิ่งอยู่กับพื้น ใกล้พุ่มไม้ข้างทาง
ขันทองตกใจสุดๆรีบวิ่งเข้าไปหาทันที "เจ้าแมงเม่า"

ผ่านเวลาเล็กน้อย ขันทองใช้ผ้าพันที่ขาให้แมงเม่า อยู่ภายในตึกเล็กๆตึกหนึ่งในวัง
" แม่เป้าบอกว่าเจ้าถูกสะเก็ดปืน ฉันก็ใจหายหมด ที่แท้ก็แค่ขาแพลง แม่เป้านะแม่เป้า"
"ก็จู่ๆลูกปืนใหญ่หล่นใส่ตำหนัก ฉันก็ล้มลง จะให้แม่เป้าคิดอย่างไรเล่าเจ้าคะ"
ขันทองถอนใจ "เอาเถิด ไม่เป็นกระไรมากก็ดีแล้ว" แล้วมองไปรอบๆ พร้อมกับเงี่ยหูฟัง
"เสียงปืนใหญ่เงียบแล้ว เราคงโต้กลับไปได้บ้าง พวกมันเลยต้องเพลาลง"
" คุณพระว่า อโยธยาจะยันได้อีกนานเท่าใดเจ้าคะ พวกที่ตำหนัก บอกว่าแม่ทัพอังวะตายไปหนึ่งคน พวกมันจวนจะถอยแล้ว... แต่ฉันไม่คิดเช่นนั้น"
"ฉันก็ไม่คิดเช่นนั้นเหมือนกัน ส่วนที่ถามว่าจะยันได้อีกนานเท่าใด ฉันตอบไม่ได้ เราได้เปรียบ ที่กำแพงสูงแลแข็งแรงนัก เรื่องเสบียงอาหารแม้ว่าพวกไพร่จะขัดสนอยู่ แต่ทหารยังมีกินบริบูรณ์ ถ้ายันกันไปเช่นนี้ อีกปีหนึ่ง ฉันก็ว่ายันได้ เพียงแต่ ถ้าฉันเป็นแม่ทัพอังวะ คงไม่รอถึงปีดอก"
แมงเม่าหน้าเศร้าลง ไม่รู้ชีวิตตัวเองจะเป็นยังไงต่อ"
" กลัวรึ"
" ถ้าฉันต้องบาดเจ็บ คุณพระยังจะอยู่ใกล้ๆ คอยดูแลฉันอย่างนี้หรือไม่เจ้าคะ"
" เจ้าก็รู้ว่าฉันไม่มีวันทอดทิ้งเจ้า"
"เช่นนั้น ฉันก็ไม่กลัวเจ้าค่ะ"
ทั้งคู่สบตากันนิ่ง แม้จะไม่พูดออกมา แต่สายตาก็ได้สื่อความห่วงใยและผูกพันที่ทั้งคู่มีให้กัน
จนหมดสิ้น

แมงเม่ากำลังจะก้มลงกราบกรมขุนวิมลภักดี
แต่ยังไม่ทันจะกราบ กรมขุนวิมลภักดีก็เข้ามาประคองแมงเม่าขึ้นมาก่อน
" อย่าเพคะ หม่อมฉันเป็นไพร่ หาควรที่เสด็จจะแตะเนื้อต้องตัวให้เสื่อมพระเกียรติไม่"
" ศัตรูยิงปืนใหญ่ทุกวี่วัน จะตายวันตายพรุ่งก็ยังไม่รู้ จะเอาเกียรติยศไปทำกระไร"
กรมขุนวิมลภักดีดึงแมงเม่าเข้ามากอด
"เจ้าตัวดี ตอนฉันรู้ว่ากระสุนมาตกในตำหนัก แล้วเจ้าหายไป ฉันหวาดกลัวนัก นึกว่าจะไม่ได้เจอเจ้าเสียแล้ว"
แมงเม่าซึ้งใจสุดๆ กอดกรมขุนวิมลภักดีตอบ
"เสด็จเพคะ"
กรมขุนวิมลภักดีน้ำตาคลอเบ้า
"หากรู้ว่าจะเป็นเช่นนี้ ฉันจะให้เจ้าหนีไปให้ไกล ไม่ให้ต้องติดอยู่ในอโยธยาเด็ดขาด"
แมงเม่าน้ำตาคลอเบ้าเช่นเดียวกัน
"หม่อมฉันไม่ไปดอกเพคะ หม่อมฉันจะขอติดตามเสด็จไปทุกที่ ไม่ยอมหนีไปคนเดียวเป็นอันขาด"
" ฉันมันโง่นัก เอาแต่ทำเรื่องไม่ควรทำ ทั้งที่เรื่องบ้านเมืองเป็นของทุกคนอย่างที่เจ้าว่า แต่ฉันก็ไม่ใส่ใจ กว่าจะรู้ตัวก็สายเกินแก้แล้ว"
แมงเม่าน้ำตาคลอเบ้า แต่แววตายังเด็ดเดี่ยว ยังไงก็ต้องปกป้องกรมขุนวิมลภักดีให้ได้

ค่ายพระยาตากที่ระยองตอนหัวค่ำ
ในกระโจม พระยาตากกำลังดูแผนที่อยู่ พร้อมกับอธิบายให้หลวงพิชัยอาสา ม่วง และพันหาญฟัง
ในขณะที่มิ่งยกถาดใส่ขนมพวกถั่วเขียวต้มน้ำตาลมาให้ทุกกินแก้หิว
พระยาตากชี้นิ้วให้ทุกคนดูแผนที่
"เรารวบรวมกำลังคนได้เมื่อใด ฉันจะต่อเรือล่องกลับไปอโยธยา พวกอังวะวางกำลังแน่นหนาอยู่ทางบก แต่ทางน้ำนั้นไม่ใคร่ใส่ใจเท่าใด เราน่าจะบุกโจมตีได้โดยง่าย"
หลวงพิชัยอาสาบอก
"แผนการท่านเจ้าคุณนั้นดีนัก แต่กำลังคนที่เรามีตอนนี้น้อยกว่าอังวะโขอยู่ แม้จะมีคนมาอยู่กับเรามากขึ้น แต่ส่วนใหญ่ก็เป็นชาวบ้านที่มาหลบภัย ส่วนที่พร้อมจะสู้ศึก มีแค่สองพันเองนะขอรับ"
" เราจะไม่เกณฑ์ผู้คนมาเป็นทหารจริงหรือขอรับ"
"ไม่ ระยะยาวแล้ว จะมีแต่เสียมากกว่าได้ เพราะอังวะเกณฑ์ทหารในหัวเมืองฉานไม่ใช่ดอกรึ ถึงต้องทำศึกกับจีน"
ทุกคนพากันคิดหนัก ถ้าไม่เกณฑ์ทหาร แล้วจะเพิ่มคนได้ยังไง
มิ่งกล้าๆกลัวๆ บอก
"เอ่อ ท่านเจ้าคุณขอรับ กระผมมีความคิดอย่างหนึ่ง แต่ไม่รู้ว่าควรพูดหรือไม่"
"พ่อลุงมีกระไรก็พูดมาเถิด ฉันพร้อมจะรับฟังทุกคน"
"นับแต่โบราณมา ผู้คนล้วนสวามิภักดิ์ต่อผู้มีบุญญาธิการ หากท่านเจ้าคุณแสดงให้เห็นว่ามีบุญ ก็จะมีผู้เข้ามาอยู่ด้วยเป็นอันมากด้วยความเต็มใจขอรับ"
พระยาตากคิดตาม ก่อนจะฉุกคิดขึ้นด้วยความตกใจ "พ่อลุงจะให้ฉันตั้งตัวเป็นเจ้ารึ"
พันหาญเห็นด้วยสุดๆ
"เป็นวิธีที่ดีนะขอรับ การจะพิสูจน์บุญได้ ก็มีแต่ตั้งตนเป็นเจ้าเท่านั้น ถ้ามีผู้เชื่อถือในบุญของท่านเจ้าคุณ ก็จะมีผู้มาสวามิภักดิ์มากขึ้นโดยไม่ต้องเกณฑ์ทหาร"
" แต่พระพุทธเจ้าอยู่หัวยังทรงพระชนม์ชีพอยู่ ฉันทำเช่นนี้ ไม่เท่ากับกบฏรึ"
ม่วงบอก
"แต่เท่าที่กระผมทราบมา มีคนตั้งตนเป็นเจ้านับสิบกลุ่มแล้วนะขอรับ ท่านเจ้าคุณทำบ้าง ก็ไม่เห็นจะเป็นกระไร"
พระยาตากยืนยันหนักแน่น "คนอื่นอยากเป็นกบฏก็เป็นไปเถิด แต่ต้องไม่ใช่ฉัน"
"แต่มันจำเป็นนะขอรับ ถ้าไม่ทำ เราก็จะไม่มีกำลังพอที่จะกู้บ้านกู้เมือง ขอท่านเจ้าคุณ เห็นแก่ส่วนรวมด้วยเถิดขอรับ" หลวงพิชัยอาสาว่า
พระยาตากคิดอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะตัดใจ
"เอาเช่นนี้เถิด ฉันจะตั้งตนขึ้น เพียงแค่ชั้นพระบรมวงศานุวงศ์เท่านั้น เพื่อที่จะได้ไม่เสมอด้วยพระพุทธเจ้าอยู่หัว ฉันยอมได้เท่านี้"
ทุกคนพากันยิ้มแย้ม หันไปมองหน้ากันด้วยความดีใจ
ม่วงดีใจมาก "เพียงเท่านี้ก็พอแล้วขอรับ"
พระยาตาก สีหน้าเครียดขรึม ไม่อยากทำ แต่ก็จำเป็นต้องทำ

เช้ารุ่งขึ้น พระยาตากเดินเข้ามาในปะรำพิธีที่ทำขึ้นอย่างง่ายๆ โดยมีพระภิกษุ 9 รูป สวดมนต์ให้ศีลให้พรอยู่ในปะรำพิธี ด้านหน้าปะรำมีการตั้งโต๊ะหมู่บูชาเทวดา มีผลไม้ ดอกไม้เป็นเครื่องเซ่นไหว้ หน้าโต๊ะหมู่ มีดาบวางอยู่เล่มหนึ่ง
ในขณะที่หลวงพิชัยอาสา ม่วง พันหาญ มิ่ง และเหล่าทหารหมอบอยู่สองข้างทางที่พระยาตากเดินผ่าน
พระยาตากเดินผ่าน ทุกคนก็ก้มลงกราบ
พระยาตากเดินเข้าไปหาพระภิกษุ ก่อนจะคุกเข่าลงกราบพระ
หลังจากนั้นก็ลุกขึ้นเดินไปที่โต๊ะหมู่บูชา
พระยาตากยืนพนมมือ พูดด้วยเสียงอันดัง
"ตัวข้าพระเจ้า พระยาตาก ขอตั้งจิตอธิษฐานต่อเทพยดาฟ้าดิน แลสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งปวง ว่าการตั้งตนขึ้นเป็นพระบรมวงศานุวงศ์ในครานี้ ก็เพื่อกอบกู้ศักดิ์ศรีให้คนไท แลทำนุบำรุงพุทธศาสนาให้จำเริญรุ่งเรืองสืบไปจนครบห้าพันปี เพื่อที่สมณชีพราห์มจะได้ปฏิบัติกิจอันควรอันชอบ แลจะขอถวายแผ่นดินที่กอบกู้มาได้ในภายหน้า เป็นพุทธบูชาให้เห็นเป็นประจักษ์ ขอเทพเทวา โปรดเป็นพยาน
พระยาตากหยิบดาบหน้าโต๊ะหมู่บูชาขึ้นมา
ทันใดนั้น ก็เกิดลมพายุพัดแรงกล้าไปทั่วบริเวณ นอกจากพระยาตากแล้ว ทุกคนต้องใช้มือบังกระแสลมที่เข้ามาปะทะใบหน้า
ต้นตาลคู่ขนาดใหญ่สองต้น จู่ๆก็เกิดลมหมุนขนาดใหญ่ หมุนวนจนต้นตาลคู่
ม้วนไขว้ พันกันเป็นเกลียวขึ้นไป ต่อหน้าต่อตาทุกคน
และทันใดนั้น ลมพายุลมหมุนต่างๆก็หายไป สงบราวกับไม่เคยเกิดพายุเลย แต่ต้นตาลก็ยังขมวดพันกันเป็นเกลียวไม่คลายออก
ทุกคนพากันตกตะลึงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
ม่วงตะลึง เกิดมาไม่เคยเห็น "อัศจรรย์แท้"
มิ่งชูมือขึ้น ตะโกนลั่นนำทุกคน "เจ้าตากๆๆ"
ทุกคนเริ่มตะโกนตามมิ่ง "เจ้าตากๆๆ"
ทุกคนตะโกน “เจ้าตาก” ดังลั่นไปทั่วบริเวณ

พระยาตากชักดาบออกจากฝัก แล้วชูดาบขึ้นฟ้า เป็นการประกาศตนต่อหน้าทหารหาญทั้งปวง
 
อ่านต่อตอนที่ 25


กำลังโหลดความคิดเห็น...