xs
xsm
sm
md
lg

บุพเพสันนิวาส ตอนที่ 17 : เฆี่ยนโกษาเหล็ก ตรอมใจตาย !

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


บุพเพสันนิวาส ตอนที่ 17

บทประพันธ์ : รอมแพง บทโทรทัศน์ : ศัลยา

เกศสุรางค์หน้าวิตก เกาะเสาศาลามองไปไกลๆ

ผิน แย้มนั่งคอยอยู่ด้วย กุมขมับไปตามๆกัน
เกศสุรางค์ถอนหายใจเฮือกใหญ่
"แม่นายจะถอนใจไปใยเจ้าคะ อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิดเจ้าค่ะ" ผินว่า
เกศสุรางค์หันมาจ้องผิน
"เออ...พี่ผินเจ๋งมาก" เกศสุรางค์ยกนิ้วให้ "อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด จริงสินะ...พี่ผินคิดได้ไงเนี่ย"
"แม่นายเคยพูดเองเจ้าค่ะ"
"งั้นเหรอ...คงจะจริง เพราะ..."
สองคนมองดูเห็นเกศสุรางค์หน้าหมองลง
"เพราะอะไรหรือเจ้าคะ" แย้มถาม
"เพราะที่ที่ข้ามาเขาก็พูดกันอย่างนี้"
"ที่เมืองสองแควหรือเจ้าคะ"
"ไม่ใช่...ไม่ใช่เมืองสองแคว"
สองบ่าวพิศวง มองตากันแต่ไม่พูดอะไร
เพราะที่จริงแล้ว สองบ่าวนั้นรู้อยู่แล้วว่า การะเกดนี้คงไม่ใช่คนเดิม แต่ไม่รู้เป็นใครเท่านั้น

ทั้งหมด คุณหญิงนิ่ม , แม่หญิงจันทร์วาด , ขุนศรีวิสารวาจา , ขุนเรืองอภัยภักดี , ออกพระวิสุทธสุนทร ยืนสนทนาท่าทางเคร่งเครียดมาก
อีกทาง จ้อยยืนกับบุญ เหมือน บ่าวคนอื่นๆของบ้านนี้ออกันเป็นกลุ่มมองมาทางเจ้านาย
คุณหญิงนิ่ม แม่หญิงจันทร์วาดวิตกเป็นทุกข์ จันทร์วาดน้ำตาซึม
พระวิสุทธสุนทรถาม "ไม่แจ้งเหตุเลยหรือคุณพี่นิ่ม"
นิ่มส่ายหน้า ยกชายผ้าแถบซับน้ำตาแล้วบอก "ไม่แจ้ง...พ่อปาน"
"คุมตัวไปเลยเจ้าค่ะคุณอา ควรจะแจ้งก็ไม่แจ้งเพราะคุณพ่อเป็นถึงอัครมหาเสนาบดี อ้างแต่เป็นพระราชโองการ"
ขุนเรืองอภัยภักดีจ้องมองแบบสงสารมาก
"ทำอย่างไรข้าจะรู้ว่าคุณพ่อเป็นสถานใดขณะนี้เจ้าคะ คุณอา"
"ยากเหลือเกินแม่จันทร์วาด ถ้าเป็นพระราชโองการ พวกที่มาจับตัวออกญาท่านคงเป็นราชมัลสังกัดกรมตำรวจหน้า รับพระบัณฑูรมาโดยตรง"
จันทร์วาดน้ำตาพรู "ข้าจะทำฉันใดล่ะเจ้าคะคุณอา"
ทุกคนอึ้งไปหมด
"แม่หญิงจันทร์วาด"
จันทร์วาดหันมา น้ำตาฉ่ำ มองสบตาขุนเรืองอภัยภักดี
ขุนเรืองใจอ่อนยวบ สงสารเหลือเกิน
"ข้ามีเพื่อนที่กรมตำรวจหน้า จักสืบความมาให้แม่หญิงได้ ขอแม่อย่าเศร้าโศกล่วงหน้าไปก่อน การคงมิร้ายแรงอย่างแม่หญิงเกรงหรอก เพราะออกญาท่านเป็นเสมือนสหายของขุนหลวง"
"เป็นเช่นนั้นนะแม่หญิง"
แม่หญิงจันทร์วาดมองขุนเรืองอภัยภักดี สายตาซาบซึ้ง
หลวงสรศักดิ์เดินเข้ามา ไหว้ออกพระวิสุทธสุนทร "ข้าไหว้ท่านลุงขุนปาน"
ออกพระวิสุทธสุนทรรับไหว้ "มีเรื่องอะไรกันฤๅถึงมาชุมนุมกัน"
หลวงสรศักดิ์มองทุกคน
"พวกตำรวจวังมาจับท่านลุงไปแล้วพ่อเดื่อ" คุณหญิงนิ่มว่า

เมื่อทราบข่าว หลวงสรศักดิ์กลับบ้านทันที
พระเพทราชาเสียงดัง
"ไอ้ก็องสตังซ์"
"ใช่หรือท่านพ่อ"
"จักมีใครที่เป็นตัวการถ้ามิใช่ไอ้ฝรั่งสถุลคนนั้น"
"ขุนหลวงโปรดมันก็จริง แต่มันจะหาเหตุใดเอาผิดกับท่านลุงขุนเหล็ก"
พระเพทราชาตรึกตรองอึดใจหนึ่ง "ไอ้เดื่อ เอ็งกลับไปบ้านออกขุนเหล็กอีกที"
"ไปทำไมหรือท่านพ่อ"
"ไปถามคุณหญิงนิ่มว่า..."

พระเพทราชาให้ลูกชายไปถามว่า
"ท่านลุงขุนเหล็กรับเงินสินบนไม่ให้สร้างป้อมฤๅไม่ขอรับคุณป้า"
"ไม่ใช่เงินสินบนนะพ่อเดื่อ กรมการเมืองเขาให้เป็นสินน้ำใจ"
ใช่จริงๆ !

ขุนเรืองอภัยภักดีว่า
"ขุนหลวงท่านรับสั่งย้ำถามถึงสามครั้งสามครา แต่ท่านลุงออกขุนเหล็กปฏิเสธทุกครั้งว่าท่านมิได้รับเงินสินบน"
"ขุนหลวงท่านไม่เชื่อ ?" ออญาโหราธิบดีถาม
"ขอรับ ท่านไม่ทรงเชื่อ ม้าเร็วจากละโว้นำพระรับสั่งมาที่ตำรวจวังให้กุมตัวท่านลุงไปทันที แล..." ขุนเรืองอภัยภักดีเสียงขาดหายไปในคอ
ออกพระวิสุทธสุนทรที่นั่งห่างออกไปนิดเหมือนอยู่นอกวงขบกรามแน่น สีหน้าเครียด แต่ตาหมองเศร้า
"อะไรหรือขุนเรือง"
ออกญาโหราธิบดี เกศสุรางค์มอง คอยคำตอบ
"พระราชโองการให้...โบย"
ขาดคำขุนเรืองอภัยภักดี ออกพระวิสุทธสุนทรหลับตาที่แดงก่ำและมีน้ำตาคลอนิดๆลงทันที
ออกญาโหราธิบดี เกศสุรางค์ ขุนศรีวิสารวาจาต่างนิ่งอึ้งไปหมด
"เท่าไหร่" ออกญาโหราธิบดีถาม
ขุนเรืองนิ่งอึด "ยกครึ่งขอรับ"
"โอ..."
เกศสุรางค์กระซิบถาม "เท่าไหร่คะ"
"ยกหนึ่งสี่สิบที"
เกศสุรางค์ปิดปากไม่ให้ร้อง...ตกใจมาก
ออกพระวิสุทธสุนทรใช้สองมือกดที่ดวงตาทั้งสอง กล้ำกลืนน้ำตาไม่ให้ไหล
ทุกคนเห็น ถอนใจไปตามๆกัน
ขุนเรืองวิสารวาจาบอก

"โบยเสร็จรับสั่งไม่ให้จำ...ให้ส่งกลับบ้าน"

สองวันถัดมา ออกญาโกษาธิบดีนอนคว่ำ รอยหวายเต็มหลัง เลือดเกรอะกรัง 
 
แม่หญิงจันทร์วาดใส่ยาไป ร้องไห้ไป
คุณหญิงนิ่มนั่งจับเจ่า ชันเข่าสูง ซบหน้ากับเข่า
ออกพระวิสุทธสุนทรเข้ามา จันทร์วาดไหว้ ออกพระวิสุทธสุนทรไหว้คุณหญิงนิ่ม คุณหญิงนิ่มรับไหว้ด้วยมือขวาข้างเดียว หน้าเมินๆ
ออกพระวิสุทธสุนทรเข้าไปหาพี่ชาย ก้มลงใกล้มาก
ออกญาโกษาธิบดีเหลือบมองน้องชาย
"คุณพี่เหล็ก...ไอ้ฝรั่งก็องสตังซ์ใช่หรือไม่"
ออกญาโหราธิบดีส่ายหน้าช้าๆ "อย่าโทษเขา...ไม่มีเหตุ"
"มันอยากเป็นใหญ่"
"ข้า...ผิด...เอง"
คุณหญิงนิ่ม...ขุ่นมัว มองไปเห็นออกพระวิสุทธสุนทรถอยออกมาจากร่างของออกญาโกษาธิบดี
"พ่อปาน...เหตุใดไม่ช่วยคุณพี่"
ออกพระวิสุทธสุนทรหน้าเสีย
"คุณพ่อเจ็บเจียนตายนะคุณอา"

วันหนึ่ง ออกญาโหราธิบดี คำนวณเลขผานาทีตามหลักโหราศาสตร์ที่ชำนาญ
"โกษาเหล็ก...พ่อตรวจดูดวงชะตาแล้ว เห็นทีจักไม่รอดเดือนนี้"
"โธ่เอ๋ย" คุณหญิงจำปาตกใจ
ขุนศรีวิสารวาจาหน้าเสียมาก เกศสุรางค์เสียใจยิ่งกว่าที่ช่วยไว้ไม่ได้

เวลาผ่านไป
ขุนนางผู้ใหญ่ 2 คน มาเยี่ยมออกญาโกษาธิบดี นั่งคุกเข่าด้วยความเคารพสูงสุด ก้มหน้าเสียใจ
ญาติทั้งหลาย มีทั้งหญิง ชาย เด็กๆ หญิงแก่หมอบกราบน้ำตาเต็ม
ออกญาโหราธิบดี คุณหญิงจำปา เกศสุรางค์ ขุนศรีวิสารวาจา ขุนเรืองอภัยภักดี
ออกญาโหราธิบดีแตะตัวออกญาโกษาธิบดี ปลอบด้วยสายตา
ขุนเรืองอภัยภักดีจ้องแต่หน้าจันทร์วาด จันทร์วาดมองจ้องที่หน้าพ่อ
โกษาเหล็กยกมือไหว้ออกญาโหราธิบดี "สมควรแล้ว" เสียงนั้นเหมือนกระซิบ
ออกญาโกษาธิบดีใกล้ถึงวาระสุดท้ายของชีวิต

บ้านฟอลคอน เมืองละโว้
ฟอลคอนนั่งเสียใจที่สุด น้ำตาซึมเต็มตา
"ออกญาคลังตายแล้ว เป็นอย่างที่เราหวังไว้" ไวท์บอก
เบอร์นาบีบอก "จะเสียใจทำไม"
"ไม่ได้หวังให้เขาตาย"
"ตายก็ยิ่งดีไม่ใช่หรือ อำนาจอยู่ที่ท่านเต็มที่"
ฟอลคอนส่ายหน้า เสียงสั่นสะท้าน "ไม่ได้หวังให้เขาตาย...ไม่ได้หวัง"

ต่อมา ฟอลคอนยืนคอตก ที่เรือนออกญาโกษาธิบดี
แม่หญิงจันทร์วาดบอก
"คุณพ่อท่านสั่งให้บอกว่า จงตั้งใจถวายงานรับราชการในขุนหลวงให้ดีที่สุด ให้สมกับที่คุณพ่อท่านทูลไว้ว่า ท่านเป็นคนเก่งแลท่านจะเจริญรุ่งเรืองสืบไป"
ฟอลคอนน้ำตาไหลร่วงทันที หันหลังให้จันทร์วาด สะอื้นจนไหล่สะเทือน

วันต่อมา พระเพทราชาเฝ้าพระนารายณ์สองต่อสอง ทั้งพระนารายณ์และพระเพทราชาเหมือนเพื่อนกัน เพราะโตมาด้วยกัน
สองคนจ้องหน้ากัน มีอารมณ์ทั้งคู่
"ไอ้ฝรั่งเป็นคนทูลว่าพี่ขุนเหล็กรับเงินชาวบ้านใช่หรือไม่พุทธเจ้าค่ะ"
"ใช่...เขาเห็นกับตา"
"เชื่อมันทุกอย่าง ยศก็อวยให้มัน ไม่ทรงนึกฤๅว่ารับสั่งประหารคนที่เสมือนพี่น้อง คนที่เป็นขุนศึกคู่พระทัย คนที่ตายแทนได้"
พระนารายณ์เหลือบมองสายตาเป็นคำถาม
"รับสั่งฆ่าได้เพราะมัน"
พระนารายณ์หันหลังให้
"ไอ้ทองคำ (ชื่อเดิมของพระเพทราชา) มึงนึกว่ากูไม่เสียใจฤๅ ฮะ กูนี้โหดทมิฬหินชาติจนเห็นเพื่อนตายของกูตายไปไม่รู้สึกอะไรเลย" พระนารายณ์เสียงดังเพิ่มขึ้น "เฮ้ย...ไอ้ทองคำกูจะบอกอะไรให้ กูไม่ได้หมายใจจะให้ไอ้เหล็กมันตาย กูแค่ลงโทษมันมิให้เป็นเยี่ยงอย่าง..."
 
พระนารายณ์หันกลับมา แต่พระเพทราชาไม่อยู่ตรงนั้นแล้ว

เพทราชาเล่าให้ลูกชายฟังว่า

"กูไม่ได้อยู่รอหรอกว่าจักรับสั่งอะไร จักอะไรกูก็ไม่รับฟังทั้งสิ้น และต่อไปนี้กูจักไม่พักคิดว่าไอ้ฝรั่งชาติชั่วคนนี้ทำประโยชน์อะไรให้กับคนกรุงศรีบ้าง กูจะไม่ทูลสะกิดอะไรขุนหลวงด้วย จนกว่าถึงวันที่กูอดทนไม่ได้อีกต่อไป มึงรู้ฤๅไม่ไอ้เดื่อว่าเป็นวันใด"
หลวงสรศักดิ์ว่า"ไม่รู้จ้ะท่านพ่อ"
"วันที่ขุนหลวงทรงหลงไหลน้ำคำหลอกลวงแล้วเข้ารีตตามคำยุยงของมัน พวกมึงทุกคนจำไว้"
หลวงสรศักดิ์และทุกคนทำท่ารับคำ
"ไอ้เดื่อ...มึงอยู่กรงนี้ คนอื่นๆออกไปได้"

บริเวณหนึ่งในอยุธยา หลวงสรศักดิ์ , ขุนเรืองอภัยภักดี , ขุนศรีวิสารวาจาเดินมา ท่าทางปกติ ไม่มีพิรุธคุยกันเรื่อยๆ
"พ่อข้าสั่งมาว่าให้หาทางทำลายมันทุกวิถีทาง อาศัยเล่ห์เหลี่ยมคดโกงของมัน เรื่องการค้ากับบริษัทของมัน"
ขุนศรีวิสารวาจาบอก "อีกไม่ช้าความชั่วของมันคงปรากฏออกมา"
"ไม่รอ...ช้าเกินไป พ่อข้าอยากเห็นมันฉิบหายเร็วที่สุด"
"เริ่มที่บริษัทการค้าของอังกฤษที่มันกำลังโกงนี่แหละ ข้ามีคนของข้าทำงานอยู่ที่นั่น" ขุนเรืองอภัยภักดีว่า
"ดีมากขุนเรือง...ให้มันเก็บความมาให้หมด ข้าจะบอกพ่อข้าให้หาทางเอง"

วันหนึ่ง ฟอลคอนเดินออกมาที่ระเบียงตึก มองยิ้มมา
เด็กๆวิ่งเล่นเกรียวกราว บ่าวที่เป็นพี่เลี้ยงคอยดูแล
บ่าวที่เป็นเมียก็ยังปั้นปึ่งมองตองกีมาร์ ค้อนควักบ้าง
ตองกีมาร์พูดคุยกับแม่ที่เอาเด็กมาให้เบาๆ
คลาร่าและคลอเดียพูดคุยกันอยู่ คลาร่าเหลือบไปเห็นฟอลคอน สายตาคลาร่ามองอย่างเคลิ้มๆ
ฟอลคอนหันหลังกลับเข้าตึก คลาร่าลุกขึ้นทำเป็นเดินไปทางอื่นแล้วแวบเข้าตึกไปอย่างเร็ว

ในตึก ฟอลคอนถามคลาร่า
"มาดามไปบ้านออกญาโหราธิบดีฤๅแม่คลาร่า"
"ใช่เจ้าค่ะนาย"
"แน่ใจนะ"
"แน่ใจเจ้าค่ะ"
ฟอลคอนขบกรามแน่น แค้นใจ
"นายเจ้าขา" คลาร่าเดินเข้ามา
"ออกไป"
"แต่..."
"ออกไปก่อนคลาร่า"
"เจ้าค่ะ" คลาร่าส่งสายตาเทิดทูนมองฟอลคอนก่อนออกไป
ฟอลคอนเดินไปเดินมาอารมณ์เสีย ตองกีมาร์เข้ามา
"คลาร่าไปไหน เห็นขึ้นมาบนตึก ท่านเห็นหรือไม่"
"ตองกีมาร์ ข้าขอให้เจ้าจำไว้ว่า ข้าจะต้องยิ่งใหญ่ในแผ่นดินนี้ให้ได้ ข้าจักใช้กำลังแลสมองที่มี"
ตองกีมาร์แปลกใจ "ท่านพูดอะไรหรือ"
"ตอนนี้ข้าได้อวยยศเป็นออกพระฤทธิกำแหง แต่ข้าจะไม่หยุดแค่นี้ ข้าจะต้องมียศใหญ่ที่สุดในราชสำนัก เจ้าคอยดูว่าข้ากับชายที่เจ้ามอบใจให้ผู้ใดจักยิ่งใหญ่กว่ากัน"
ตองกีมาร์หน้าเฉยนิ่ง ฟังแบบไม่สนใจเป็นอารมณ์
ฟอลคอนเดินเข้ามาอย่างเร็ว "ตองกีมาร์"
ตองกีมาร์หลีกไปอย่างเร็ว "ข้าจะไปดูสำรับให้ท่าน" แล้วออกไป
ฟอลคอนกระแทกมือบนโต๊ะอย่างโกรธจัด

วันหนึ่งคอนกลางวัน ณ คลังสินค้าของอังกฤษ
ฟอลคอน เบอร์นาบี และไวท์ ยืนประจันหน้ากัน สีหน้าทั้งสามมีความกังวล มองตากันไม่สบายใจเลย
ฝรั่งอังกฤษท่าทางมีอำนาจ อายุมากแล้ว เดินเข้ามาพร้อมลูกน้องคนหนึ่ง ฝรั่งผู้นี้ บริษัทแม่ที่อินเดียส่งมาตรวจสอบบัญชี
สามคนหันมา ทักทายจับมือกัน
ฝรั่งตัวแทนบริษัทหน้าเคร่งขรึมมาก มองฟอลคอนแปลกใจ
ไวท์บอก "มิสเตอร์ คอนแสตนซ์ฟอลคอน ข้าราชการในพระคลังสินค้าสยาม"
ฟอลคอนบอก"คลังสินค้าอยุธยา Sir"
ตัวแทนหน้าฉงนมองฟอลคอน ประมาณว่า มาทำอะไรที่นี่
เบอร์นาบีบอก "เขามาตรวจสินค้าที่เพิ่งส่งมา Sir ท่านผู้แทนบริษัท บาญชีทั้งหมดอยู่นี่"
เบอร์นาบีผายมือไปที่กองเอกสารที่วางบนโต๊ะ
คลังสินค้าแห่งนี้ มีคนไทยร่วมงานอยู่ด้วย หนึ่งในคนงานเป็นสายของขุนเรืองอภัยภักดี

เรือลอยนิ่งๆอยู่กลางน้ำ
สายเล่า...เล่า...เล่า ขุนเรืองอภัยภักดีพยักหน้า

ขุนเรืองอภัยภักดีเล่าให้ ขุนศรีวิสารวาจา และหลวงสรศักดิ์ฟังที่เรือนออกญาโหราธิบดี
"คนของข้าบอกว่าทางบริษัทแม่ที่เมืองอินเดียส่งคนมาสอบบาญชี เพราะเขาผิดสังเกตว่าเหตุใดของจึงขายไม่ออก"
หลวงสรศักดิ์สาสมใจ
"ก็ที่ข้าบอกไงเล้า ขุนเรืองก้อ มันรวมหัวกันโกงบริษัทของมันเอง"
"เป็นเช่นนั้นขอรับ คนของข้าแจ้งว่าสินค้าทุกอย่างจะส่งมาสองชุด พอมาถึงไอ้ฝรั่งสองคนมันขนไปทันที"
"นั่นปะไร"
"สินค้าของบริษัทเหลือมากมายขายไม่ออก ไม่มีคนมาซื้อ เพราะซื้อข้างนอกของพวกมัน"
ขุนศรีวิสารวาจาบอก "ถึงตัวแทนบริษัทจะสอบพบ นายก็องสตังซ์ก็ไม่ผิดนะ ผิดแต่ไอ้สองคนนั่น"
"จริงของพ่อเดช...เมื่อเป็นเช่นนี้จะทำฉันใดจึงจะให้ผิดตกอยู่กะมันไอ้ชาติชั่วคนนี้"
"ต้องหาทางให้ประจักษ์ต่อบริษัทการค้าของอังกฤษว่ามันมีส่วนเกี่ยวพันกัน"
ทุกคนครุ่นคิดหนัก

"ข้าคิดได้แล้วออกหลวงท่าน" ขุนศรีวิสารวาจาว่า

เกศสุรางค์ยืนซุ่มๆอยู่ มองไป

อีกมุมหนึ่งของเรือน ขุนศรีวิสารวาจาเดินไปมา แสงตะเกียงวับแวม แล้วเดินไปหยิบหนังสือเปิดอ่าน
เกศสุรางค์เพ่งมอง สงสัยเป็นกำลัง
ปริกผ่านมา กดหน้าต่ำ เพ่งมองเกศสุรางค์ อยากรู้สุดๆ
เกศสุรางค์หันมาเห็น ปริกก็ยืดตัวตรงขึ้นทำท่าไม่รู้ไม่ชี้

ในห้องนอนคุณหญิงจำปา ตอนใกล้ค่ำ ปริกเพ็ดทูล
"ท่าทางพิกลเจ้าค่ะแม่นายท่าน"
"อย่างไร"
"ดูลับๆล่อๆ ลูกกะตาจ้องอยู่แต่ท่านขุนเจ้าค่ะ"
"กำลังทำอะไร"
"ใครเจ้าคะ"
จำปามองเหล่นิดๆ "ท่านขุนสิวะ"
"อ๋อ ก็เดินไปมา แล้วก็ดูหนังสือเจ้าค่ะ"
"แล้วนางดูอะไรท่านขุน"
"อ๋อ ก็ดูท่านขุนเดินไปมาแล้วดูหนังสือเจ้าค่ะ" ปริกตอบชัดเจนมั่นใจ
คุณหญิงมองเหล่มากขึ้น "เอ็งจะให้ข้าทำยังไรฮะนังปริก"
"มันมิงามนะเจ้าคะแม่นายท่าน"
"งั้นรึ...มิงามรึ"

ค่ำต่อเนื่อง
ขุนศรีวิสารวาจาแต่งตัวรัดกุมสีมืดๆ เดินออกมาพยักหน้าให้จ้อยเป็นสัญญาณ จ้อยตาม
ออกญาโหราธิบดีกำลังเขียนหนังสือ "จะไปแล้วรึพ่อเดช"
"ขอรับคุณพ่อ"
"ระวังตัว"
"ขอรับ"
ขุนศรีวิสารวาจาตวัดผ้ามาโพกหัว จ้อยก็ทำตาม
ขุนศรีวิสารวาจาไป ไอ้จ้อยตาม
เกศสุรางค์เห็นทุกอย่าง สงสัยมาก

ทางด้านคุณหญิงจำปาบอก
"ข้าผลัดเสื้อผลัดผ้าแล้วขี้คร้านออกไป เอ็งไปดูว่านางทำอะไรน่าเกลียดต่อวันพรุ่งค่อยมาแจ้งข้า"
"เจ้าค่ะ" ปริกเดินกระหยิ่มออกไป

ปริกออกมานอกชานเรือน
เกศสุรางค์หันมามอง
"แม่นายบอกให้แม่หญิงเข้าหอนอนได้แล้ว"
"ยังสบายตรงนี้ลมเย็น"
"แต่แม่หญิงอยู่ข้างนอกมิได้"
"ข้าอยากอยู่"
"มิได้เจ้าค่ะ"
"ก็ข้าอยากอยู่...เดือนหงาย" แล้วร้องเพลง "มองดูเดือนเหมือนเตือนให้ใจคิดถึง..."
ปริกเหล่มาก คนอะไรไม่เคยเห็น
"แม่หญิง...แม่หญิงอยู่มิได้เจ้าค่ะ ให้ข้าพูดอีกกี่มากน้อยเจ้าคะ"
"ทำไม"
"ก็แม่หญิงมีระดู" ปริกบอก
เกศสุรางค์เหวอเลย
"รู้ได้ไงเนี่ย ตอนหลังๆไม่ได้บอกใครนะคราวเนี้ย...เงียบอยู่นะ"
"มิว่าผู้ใดจะทำอะไรในเรือนนี้...ทุกคนในเรือนรู้หมด"
"ฮ้า...งั้นเชียว"
"ควรจะอยู่ในหอนอนเท่านั้นรู้ไว้ด้วยนะเจ้าคะ มิมีแม่หญิงคนไหนขี่ม้าออกมาเดินประเจิดประเจ้ออย่างนี้ เหตุใดแม่หญิงถึงลืมสิ้นเรื่องอยู่เรื่องกิน วิปลาสขนาดไหนกันเจ้าคะ"
เกศสุรางค์หัวหดไม่กล้าเถียงเลย เดินจ๋องเข้าห้องนอนโดยดี
"ออกมามิได้นะเจ้าคะจนกว่าจะเลิกขี่ม้า"

คืนนี้ เดือนเต็มดวงกลางฟ้า
จ้อยพายเรือ ขุนศรีวิสารวาจานั่ง เรือล่องลอยอยู่กลางคลอง
"ไปไหนขอรับ"
"วัดพุทไธศวรรย์"

เรือจอดที่ท่าเรือ วัดพุทไธศวรรย์
เห็นยอดอุโบสถวัดพุทไธศวรรย์ทาบกับท้องฟ้าที่สว่างด้วยแสงจันทร์
ขุนศรีวิสารวาจาหยิบห่อขี้ไต้คบไฟห่อย่อมๆสะพายบ่า สั่ง"เอ็งจอดรอที่นี่นะไอ้จ้อย"
"ท่านขุนจะไปถึงไหนขอรับ"

"เอ็งจะรู้ไปไยกัน...คอยท่าอย่างที่ข้าสั่ง"

ขุนศรีวิสารวาจาแบกห่อขี้ไต้เดินระแวดระวังตัวมา เดินลัดกลางทุ่ง

เสียงนกร้อง 3 ที ขุนศรีวิสารวาจาร้องตอบ 3 ทีเป็นสัญญาณ
ขุนเรืองอภัยภักดีเดินออกมามีย่ามใส่ขี้ไต้ พยักหน้าแล้วเดินไปด้วยกัน
"หลวงสรศักดิ์รอท่าอยู่ที่ท่าน้ำวัดพะแนงเชิง"
สองคนเดินบุกป่าไป

สองขุนเดินมาถึงท่าเรือวัดพะแนงเชิง หลวงสรศักดิ์ร้องเสียงนก 3 ครั้ง ทางนี้ตอบไป 3 ครั้ง
หลวงสรศักดิ์ออกมา
เรือแล่นอยู่กลางคลอง หลวงสรศักดิ์คัดท้าย สองคนพาย
เรือแล่นมาเรื่อยๆ ผ่านวัดพนัญเชิง เห็นยอดโบสถ์ทาบกับท้องฟ้า
หลวงสรศักดิ์บอก
"ผ่านวัดพะแนงเชิงแล้วเข้าคลองสวนพลู มีทางลัดไปหน้าชุมชนโปรตุเกส"
เรือวาดเข้าไปคลองเล็กๆตรงนั้น

คลังสินค้าอังกฤษอยู่ในความมืดของยามค่ำคืน ตึกเป็นเงาดำตรงหน้า
ขุนศรีวิสารวาจาบอก "บริษัทอินเดียตะวันออกของอังกฤษอยู่นั่นไง"
ยามเดินไปมา บ้างก็หลับ นอนคอพับคออ่อน
ทั้งสามคนเดินย่องกันออกมา มองไปที่ตัวตึก
"ต้องใกล้กว่านี้อีกนิด" หลวงสรศักดิ์บอก
สามคนเขยิบเข้าไป
มียามคนไทยเมา เดินถือไหเหล้าอ้อแอ้ๆแล้วนอนฟุบลงไป
ฝรั่งมาถึงตะคอกเสียงแว่วๆ "เฮ้...Wake Up" ก่อนเอาเท้าเตะเข้าไปกลางลำตัว แล้วพูดไทย สำเนียงฝรั่ง "ไอ้จัญไร ตื่น"
ยามขี้เมายังสะเงาะสะแงะ ฝรั่งตบกะโหลกอย่างแรง
ขุนเรืองอภัยภักดีทะลึ่งพรวด ขุนศรีวิสารวาจาต้องคว้าคอไว้
"พ่อเดช...ควรแก่กาลแล้วหรือยัง หลวงสรศักดิ์ว่า
ขุนศรีวิสารวาจาชูมือดูทิศทางลม
"รออีกกระเดี๋ยวออกหลวง ลมพัดมาทางเรา เกลือก-ว่าไฟมาทางนี้ไม่เข้าการ"
ขุนเรืองอภัยภักดีว่า
"เอาเถอะพ่อเดช ไม่อย่างนั้นไอ้คนนั้นตายเสียก่อน ดูซิตัวหยั่งกะยักษ์ปักกะหลั่นกระทืบทีสองทีก็กระอักแล้ว"
ขุนศรีวิสารวาจาดึงไต้ออกมา "ไต้ของออเจ้าชุบน้ำมันแล้วยังพ่อเรือง"
"ชุบแล้ว...มานี่ข้าจะจุดไฟล่ะ"

ยามคนไทยนอนแบ็บ ฝรั่งใช้เท้าเขี่ยๆแล้วเดินไปหากัน ก่อนจะคุยกับเพื่อนฝรั่งอีกคน พูดคุยกัน 2-3 คำ ก็เดินลับหายไปมุมตึก
ขี้ไต้อันแรกถูกโยนเข้ามา อันที่สอง ที่สาม ไปตกบนเชื้อไฟที่วางกองอยู่แถวนั้น ไฟลุกขึ้นน้อยๆก่อน
ขุนเรืองอภัยภักดีวิ่งมาอย่างเร็ว ลากยามคนนั้นออกไปจากที่นอนอยู่
ไฟลุกอย่างเร็ว เพราะขี้ไต้นั่นชุบน้ำมันด้วย
ทั้ง 3 คนถอยออกมาตามลำดับ ได้ยินแต่เสียงโหวกเหวกและคนวิ่งกันแตกตื่น
ยามร้อง "เฮ้ย...นั่นใครวะ"
สองคนวิ่งเลี้ยวขวับไปอีกทาง ขุนเรืองอภัยภักดีหันไป
"อยากรู้ก็เข้ามาดูสิวะ"
ขุนศรีวิสารวาจาคว้าคอขุนเรืองอภัยภักดีวิ่งไปอีกทาง ขุนเรืองอภัยภักดีฮึดฮัด
"ไอ้เรือง...มึงอยากให้เรื่องยาวฤา"
ขุนเรืองอภันภักดีหันมายิ้มกว้าง "มันมือ อยากฟาดกบาลคน"
ขุนศรีวิสารวาจาลากตัวปลิวไป

สามคนวิ่งมาอีกที่หนึ่ง ยามกรูออกมา
"เฮ้ย...มาเป็นพรวนเลยเว้ย"
หลวงสรศักดิ์บอก "สนุกล่ะซิ พ่อเรือง"
"สนุกสิขอรับ"
สามคนตะลุมบอนกับยาม
ขุนเรืองอภัยภักดีต่อยไปหัวเราะไป ชกต่อยด้วย
หลวงสรศักดิ์โรมรันอย่างห้าวหาญ เพราะมีฝีมือมากกว่า โหดด้วย ใครโดนเข้าเสียงเหมือนลูกมะพร้าวถูกทุบ ไอ้คนโดนม่อยแบบปางตาย
ส่วนขุนศรีวิสารวาจาชกแบบมีชั้นเชิง สายตาไตร่ตรองอยู่ตลอดเวลา คู่ต่อสู้โยกย้ายไปมา พ่อเดชหรี่ตาเล็ง ยังไม่ทันออกหมัดก็โดนโครมเข้าที่ปลายคาง

เรือแล่นมาเร็วๆ ผ่านวัดพะแนงเชิงอีกครั้ง
ขุนศรีวิสารวาจาลูบคลำปลายคางที่ถูกต่อย
"ใคร่จะหัวเราะนัก" ขุนเรืองอภัยภักดีบอก
"ข้าด้วย ฮ่ะ...ฮ่ะ...ฮ่ะ นับหนึ่งถึงเท่าไหร่พ่อเดช" หลวงสรศักดิ์แซว
ขุนเรืองอภัยภักดีต่อ "ถึงตัดสินใจชกมัน"
"เล็งคางมันนั่นแหละ แต่มันโยกเหลือเกิน"
เสียงหัวเราะก้องกังวาน
พายถูกชูพร้อมกัน แล้วจ้วงพายพร้อมกัน พร้อมเสียงหัวเราะ
เป็นการพายเรือเล่นๆสนุกๆ

เสียงร้องเพลงฉ่อยดังก้องคุ้งน้ำ

เรือแล่นมา ดวงเดือนก็ยังอยู่กลางฟ้า

"ข้าขึ้นท่าที่วัดพุทไธศวรรย์ขอรับออกหลวงท่าน" ขุนศรีวิสารวาจาบอก
ขุนเรืองอภัยภักดีบอก "ข้าก็ลงที่เดียวกัน"
หลวงสรศักดิ์ราพาย
"สาแก่ใจกูนัก ครานี้คอยดูว่าจะเป็นตามแผนของเราฤๅไม่"

จ้อยพายเรือมาเงียบๆ ขุนศรีวิสารวาจานั่งแล้วมองเดือน
เสียงเกศสุรางค์ร้องเพลงจันทร์ดังแว่ว
สายตาขุนศรีวิสารวาจาอ่อนละมุน
เขานึกถึงภาพเกศสุรางค์ซ้อนในร่างการะเกด เมื่อวันจมน้ำ
เสียงเพลงก็ยังดังอยู่ พระจันทร์ก็เต็มดวงบนฟากฟ้า
ขุนศรีวิสารวาจาหัวใจวาบหวามยิ่งนัก

ขุนศรีวิสารวาจาวาบหวาม ขณะกำลังเดินทอดน่องไปตามทางเพื่อขึ้นเรือน
"คุณพี่"
ขุนศรีวิสารวาจาสะดุ้งแทบตกทาง หันไป
เกศสุรางค์ยืนตาโตอยู่ตรงนั้น
"แม่การะเกด"
"เจ้าค่ะ ข้าเอง คิดว่าเป็นใคร"
"ใยข้าจะคิดว่าเป็นผู้ใด ก็เห็นว่าเป็นออเจ้า"
"ไม่แน่...ก็พระจันทร์สวยจะตาย"
"สวยจะตาย...ใครจะตาย"
"คงมีมั้งคะ"
"ออเจ้าพูดจาวิปลาสอีกแล้ว"
"ว่าบ้าอีกต่างหาก" เกศสุรางค์พึมพำ
"ออเจ้าใยมิไปหลับไปนอน มานั่งทำกระไร"
"นั่งรอคุณพี่เจ้าค่ะ" เมื่อขุนศรีวิสารวาจาเดินมาใกล้ก็ได้กลิ่นควันไฟอ่อนๆโชยมา เกศสุรางค์ก็ยิ่งมองด้วยความสงสัย "ไปทำกระไรมาหรือเจ้าคะ"
"ออเจ้านี่ช่างสอดรู้สอดเห็นยิ่งนัก กลับเข้าหอนอนประเดี๋ยวนี้" ขุนศรีวิสารวาจาเสียงเข้มดุ
"คุณพี่ปลอดภัยกลับมาข้าก็โล่งอก ห่วงแค่คุณพี่เป็นอะไรคุณลุงคุณป้าจะเสียใจก็เท่านั้น ข้าไปนอนก็ด๊าย"
เกศสุรางค์พูดจบแล้วเดินจะขึ้นเรือน หากถูกมือใหญ่คว้าแขนรั้งไว้
"ประเดี๋ยวก่อน นี่ออเจ้าห่วงข้ากระนั้นฤๅ" เสียงนั้นอ่อนลง ดวงตาก็จับจ้องมองหน้านวลแอร่มไม่วางวาย
"ใครบอก ข้าเป็นห่วงคุณลุงกับคุณป้าต่างหาก ปล่อยสิข้าจะไปนอน พรุ่งนี้ต้องตื่นไปตักบาตรแต่เช้า"
ขุนศรีวิสารวาจาไม่ปล่อย "เจ้าง่วงแล้วรึ อยู่คอยตั้งนาน เหตุใดเพิ่งมาง่วง"
เกศสุรางค์ตอบไม่ถูก ได้แต่จ้องตากัน
แสงไต้ที่ว่าส่องแสงนวลแยงตา ยังไม่นุ่มนวลบาดใจเท่าแวววิบวับในดวงตาคมกริบที่มองมา สาวยุคใหม่ในร่างสาวยุคโบราณถึงกับใจเต้นไม่เป็นส่ำ รีบบิดแขนหนีแล้วเดินห่างไปด้วยความรู้สึกหวิววับในอก
แต่คนที่จ้องมองตาม ใจเต้นแรงยิ่งกว่า

เกศสุรางค์เดินจะขึ้นเรือน ขุนศรีวิสารวาจาตามมาติดๆ
เกศสุรางค์หันขวับมาเกือบชน ดีว่ายั้งตัวไว้ทัน "อูย...เกือบแล้วมั้ยล่ะ"
ขุนศรีวิสารวาจามองปรามๆ แต่ตอนนี้ในสายตาไม่ธรรมดาเสียแล้ว
"คุณพี่...ข้าจะเตือนคุณพี่นะเจ้าคะว่าข้าไม่ใช่คนนอกนะเจ้าคะ"
"คนนอก ?"
"เจ้าค่ะ ข้าไม่ใช่คนนอก ข้าเป็นคนใน คุณพี่จะทำลับๆล่อๆอย่างนี้ไม่ได้ จะเล่า
อะไรก็เล่ามา"
ขุนศรีวิสารวาจาหน้าเหวอไม่รู้จะพูดอะไร
"ไม่รู้เรื่องหรือคะ"
"จะรู้ได้ยังไร ออเจ้าพูดให้ข้ารู้เรื่องสิ"
"แล้วก็จะรู้เองเจ้าค่ะว่าจะตัดข้าหลุดวงโคจรไม่ได้...ตัดไม่ได้ " เกศสุรางค์ย้ำเสียงหนักแน่น
จ้องตาแน่วนิ่งอึดใจหนึ่งก็หันหลังขึ้นเรือนไป
ขุนศรีวิสารวาจาทั้งๆที่งงๆ ยืนใจเต้นอีกคำรบหนึ่ง

ในห้องการะเกด กลางคืนต่อเนื่องมา
เกศสุรางค์จดไปพูดไป
"ออกญาโกษาธิบดีตายมาแล้ว... สองเดือน คนที่น่าสงสัยว่า... ว่าจะมีส่วนทำให้ท่านตายคือ...คอนแสตนติน ฟอลคอน จริงรึเปล่านี่ ทำไงถึงจะรู้ว่าความจริงคืออะไร"
ผินกับแย้มนั่งมอง สายตารักใคร่ชื่นชม มองตากันยิ้มให้กัน
"เฮ้อ...ขนาดอยู่ตรงนี้ยังไม่รู้ แล้วทีนักประวัติศาสตร์เขียนออกมาเยอะแยะ มีความจริงแค่ไหนหว่า..." เกศสุรางค์คิดแล้วนึกออก ร้อง "เอ้อ" เสียงดัง
สองคนตกใจร้องวี๊ดว๊ายเบาๆ
"พรุ่งนี้ต้องถามกันให้รู้เรื่องไปเลย"

ห้องกลางเรือนออกญาโหราธิบดี วันรุ่งขึ้น
คุณหญิงจำปาบอก
"พวกเอ็งดูแลของกินให้ท่านอย่าให้มีอะไรขาดเหลือ"
"เอ...เหลือน่าจะได้นะเจ้าคะ ขาดสิเจ้าคะไม่ได้" ปริกหน้าจริงจัง
"นังปริก...กำเริบใหญ่นะเอ็ง"

"อ้าว...ก็เห็นหรือไม่เจ้าคะ หัวเราะเฮฮากันอยู่นั่นเพราะของยังเหลืออยู่เจ้าค่ะ"

ห้องกลางเรือนออกญาโหราธิบดี

ขุนศรีวิสารวาจา , ขุนเรืองอภัยภักดี , หลวงสรศักดิ์ นั่งหัวเราะเสียงดัง
เกศสุรางค์เดินออกมาช้าๆสีหน้าเคร่งขรึม ทุกคนหันไปดูแล้วค่อยๆเงียบ
"ดีใจอะไรกันหรือคะ เกี่ยวกับเรื่องเมื่อคืนใช่หรือไม่เจ้าคะ"
ขุนเรืองอภัยภักดีถึงกับตบเข่าดังฉาดใหญ่
"โดนเข้าแล้วปะไร! ขุนศรีวิสารวาจา ออเจ้าทำอย่างไรจึงถูกแม่การะเกดจับได้หือ ออเจ้ารู้เรื่องคลังสินค้าอังกฤษด้วยฤๅแม่การะเกด"
"คลังสินค้าอังกฤษ อ๋อ ก็พอรู้บ้างเจ้าค่ะ เกี่ยวกับฟืนไฟหรือไม่เจ้าคะ"
ขุนศรีวิสารวาจาตวัดตามองหน้าเกศสุรางค์ รู้ทันว่าซ้อมค้าง
"อ๋อ...เจ้ารู้แล้วฤๅว่าคลังสินค้าอังกฤษถูกคนเผา" หลวงสรศักดิ์ว่า
"ก็คุณพี่ขุนนี่แหละค่ะไปเผา"
สามคนอ้าปากค้าง
"พูดจามิเป็นเรื่องนั้นได้ยังไร"
"เอ๊า...ก็ตัวคุณพี่น่ะเหม็นควันไฟทั้งตัว"
สามคนถอนหายใจเฮือกใหญ่...ท่าทางหมดปัญญาจะเถียง
หลวงสรศักดิ์บอก "ขุนศรี...ชี้แจงแก่แม่หญิงการะเกดไปแล้วกัน...ข้าน่ะหมดปัญญาจะเถียงนางแล้ว"
ขุนศรีวิสารวาจามองเกศสุรางค์ด้วยสายตาลึกซึ้งมาก
ขุนเรืองอภัยภักดีกระแอมนิดๆ "ข้ารอฟังอยู่"
ขุนศรีวิสารวาจาเขินเล็กๆ "เรื่องราวเป็นดังนี้นะออเจ้า"

ทั้งสามคนไปเผาคลังสินค้า
ขุนศรีวิสารวาจาบอก
"ฝรั่งชาวอังกฤษสองคนจะถูกกล่าวหาว่าเผาหลักฐานที่พวกมันสองคนโกง แลคนโกงอย่างมันคงไม่เว้นที่จะซัดทอดไอ้ฝรั่งก็องสตังซ์ แน่นอนบริษัทอังกฤษต้องทูลประท้วงต่อขุนหลวง เมื่อความผิดถึงพระกรรณขุนหลวงแล้ว คอยดูน้ำหน้ามันแล้วกัน"

ผู้แทนจากบริษัทอินเดียตะวันออกของอังกฤษกำลังพูดกับไวท์และเบอร์นาบีอย่างรุนแรง สองคนพยายามเถียง ปฏิเสธ แต่ผู้แทนไม่เชื่อ ตบเอกสารกองโตเป็นเชิงว่าพบหลักฐานแล้วนะอยู่ในกองเอกสารนี้
สองคนหน้าสลดเถียงไม่ออก ถอยไปนั่งเก้าอี้อย่างอ่อนแรง
สักครู่ไวท์เงยหน้าพูดบางอย่างกับผู้แทน
ผู้แทนทำท่ารับรู้
ทั้งหมด สายมาเล่าให้ขุนเรืองอภัยภักดี เขาเดินไปเรื่อยๆ เหมือนไม่สนใจฟัง
สายก็เดินเล่าไปเรื่อยๆ

เกศสุรางค์และขุนเรืองอภัยภักดีนั่งประจันกันที่ท่าน้ำ
"ซัดทอดถึงนายก็องสตังซ์มั้ยคะขุนเรือง"
"ซัดทอดทุกเรื่องราว"
"อย่างที่เราคิดจริงๆ จากนี้ไปอีกเป็นร้อยปีก็ไม่เปลี่ยนแปลง...ทฤษฎีการเอาตัวรอด" เกศสุรางค์พึมพำเบาๆ
ขุนเรืองอภัยภักดีจ้องมองไม่วางตา พอเกศสุรางค์หันมาสบตาก็เสมองทางอื่น
"ออเจ้าพูดว่ากระไรนะ"
"อ๋อ...เมื่อกี้ใช่มั้ยขุนเรือง ข้าพูดถึงความเป็นคนเจ้าค่ะ"
"ความเป็นคนยังไรหรือแม่การะเกด"
"ว่ายังไงๆก็ไม่เปลี่ยนจนโลกถล่มทะลาย"
ขุนเรืองอภัยภักดีจ้องหน้าอ่อนโยน
"แม่หญิง... แม่หญิงช่างแปลกประหลาด"
"เหรอคะ"
"ข้าชอบเป็นยิ่งนัก"
เกศสุรางค์นัยน์ตาอ่อนละมุนลง ยังคิดว่าขุนเรืองอภัยภักดีเป็นเรืองฤทธิ์ ยิ้มให้
ขุนศรีวิสารวาจากระแอมเสียงดังมาก ขึ้นจากเรืออย่างแรง จนเซไป
จ้อยเตือน "ออกขุนท่านเดี๋ยวตกน้ำ... ระวังขอรับ"
ขุนศรีวิสารวาจาหันไปชี้หน้า
"มึงอย่าสาระแนไอ้จ้อย"
จ้อยหัวหด
ขุนศรีวิสารวาจาเดินพรวดๆ
"คุณพี่คะ คนของขุนเรืองบอกว่า..."
เกศสุรางค์อ้าปากค้าง
ขุนศรีวิสารวาจาเดินผ่านสองคนไปอย่างรวดเร็ว
สองคนอ้าปากค้าง
"เป็นอะไรอีก" เกศสุรางค์เกาหัวแกรก
"ข้าลานะแม่หญิง"
"อ้าว...คุยยังไม่จบจะรีบไปไหนคะขุนเรือง"
"ดีแล้วที่ถามข้า แม่หญิงช่วยข้าคิดด้วยนะ"
"คิดเรื่อง..."
"ข้าจะไปหา...แม่หญิงจันทร์วาดได้ฤๅไม่"
เกศสุรางค์ตาโตอ้าปากค้างอีกครั้ง
"แม่หญิงคงโศกเศร้ามาก"
"เหตุใดจะไม่ได้ฤๅเจ้าคะ...ได้เลยค่ะ...ไปโลด"
"ไป..."

"โลดค่ะ"

เกศสุรางค์เดินเร็วๆ ใจจะไปหาขุนศรีวิสารวาจา แล้วชะงักได้ยินเสียงบ่าวสามคนเถียงกันอยู่

จิกบอก"แม่หญิงการะเกดใจดี๊...ใจดี เก๊ง...เก่ง ง๊าม...งาม น้าจวงเห็นกะข้าหรือไม่"
จวงบอก "เออ ข้าก็เหมือนว่าจะเห็น"
จิกหันมาฉงน "เอาให้แน่น้า"
"เออ...เห็น"
ปริกบอก "แต่ข้ายังไม่ไว้ใจแม่หญิงเลย...นางช่างน่ากลัวนัก"
"ยังไรหรือป้าปริก" จิกถาม
ปริกลดเสียงลง "ข้าว่านะ...แม่หญิงทำดีพรางสิ่งไม่ดีไว้เพราะ..." ปริกนิ่งไป
จวงว่า
"เอาเลยพี่...พี่จะยั่วใจให้ข้าอยากรู้ใช่มั้ย ได้เลยข้าอยากรู้ แต่พี่ไม่ต้องบอกก็ได้นะ
ไม่อยากบอกก้อ..."
"งั้นข้าบอกนะ..."
จวงทำนิ่ง จิกก็เมินไป จวงกับจิกสบตากันแล้วยิ้มๆ รู้ว่าปริกอยากบอก
"ข้าบอกนะ"
"หาต้องบอกไม่นะพี่ปริกถ้าพี่ไม่อยากบอก" จวงชวนจิกไป
"ข้าบอกล่ะเว้ยเปรี้ยวปากเต็มทนแล้ว"
เกศสุรางค์ชะโงกหน้ามอง...ขำๆยิ้มๆ
"แม่หญิงกลัวว่าจะไม่ได้ตบแต่งกับท่านออกขุน"
เกศสุรางค์ชะงัก ชะโงกมาฟังให้ชัดๆ ทั้งแปลกใจทั้งขำ
"จำเดิมน่ะเอ็งสองคนก็รู้ว่าแม่หญิงเป็นคู่หมาย นางกระหยิ่มใจว่ายังไรเสียก็ได้เข้าหอกับท่านขุนเป็นแน่ นางจึงไม่สำรวมกิริยา ร้ายกาจยังไรก็แสดงหมดทั้งสิ้น"
สองคนตั้งใจฟัง
"มาบัดนี้แม่หญิงเห็นแล้วว่า ออกขุนท่านรังเกียจยังกะอะไร นางก็เลย... " ปริกทำเป็น
ทอดเสียงหยุดไปอีก
"นี่พี่ปริก ถ้าไม่พูดออกมาเดี๋ยวนี้จะไปล่ะ" จวงบอก
"นั่นสิน้าจวง...ไปเหอะ"
ปริกรีบพูดเร็วปรื๋อ "นางก็เลยเสแสร้งทำดีให้ออกขุนท่านตายใจ"
"แหมพี่ปริก ไม่จริงหรอก ถึงแม่หญิงจะร้ายกาจเหมือนเดิมก็ได้เข้าหอแน่ๆ"
"ยังไงวะ"
"ออกญาท่านไม่ยอมผิดคำกับเพื่อนร่วมสาบานหรอก ต่อให้แม่หญิงร้ายกาจเท่าใด
แม่หญิงก็ได้เข้าหอแน่"
"ออกขุนท่านก็ยอมแต่งแค่เลื่อนเวลาไป" จิกว่า
เกศสุรางค์ตรึกตรอง

เกศสุรางค์เปิดประตูเข้ามาช้าๆ เดินมานั่งนิ่งๆ สีหน้าครุ่นคิด
แล้วทันใดรู้สึกว่ามีใครอยู่ในห้องด้วย เหลียวไปมา
"การะเกด นั่นเธอใช่มั้ย"
เงียบ แต่บรรยากาศวังเวง
เกศสุรางค์ถามเสียงแผ่วเบา "เจ้ายังไม่ไปเกิดอีกหรือ"
ลมพัดแรงขึ้น ผ้าม่านหน้าต่างปลิวเป็นคำตอบ
"โธ่เอ๋ย...จริงหรือนี่ ข้าทำบุญอุทิศกุศลให้เจ้าไปมากนะ การะเกด"
เสียงการะเกดร้องไห้แผ่วเบาดังขึ้นทีละน้อย
"การะเกดอย่าร้องไห้เลยนะ บอกข้าซิว่าข้าจะช่วยอะไรเจ้าได้บ้าง"
การะเกดยังร้องไห้ แต่เบาลง
"เข้าใจใช่มั้ย บอกข้ามาเถิดนะการะเกด"
"เกศสุรางค์"
"การะเกด ข้าได้ยินเจ้าแล้ว...จริงๆด้วย เป็นเจ้าจริงๆ"
"เจ้าจะแต่งกับคุณพี่เดชใช่หรือไม่"
"ใช่...ต้องแต่งแล้วอีกไม่นาน"
การะเกดร้องไห้เสียงดังมาก
"การะเกด ร้องไห้ทำไม...ไม่ใช่สิ่งที่ข้าต้องทำในร่างของเจ้าหรือ"
"ออเจ้ารักคุณพี่เดชของข้าใช่หรือไม่" เสียงการะเกดเหมือนกระซิบแผ่วโหยเพราะเสียใจ
"เปล่าเลย"
การะเกดสวนคำ
"ไม่จริง ข้าไม่เชื่อ คนหลอกวิญญาณไม่ได้"
เกศสุรางค์นิ่งงันไปทันที สีหน้าสารภาพความในใจ และรู้สึกผิดมาก
"ออเจ้ารักเขา...จะตบแต่งกับเขา ทั้งๆที่เขาเป็นของข้าไม่ใช่ของออเจ้า"
เกศสุรางค์นิ่งงันไปด้วยความตกใจเล็กๆ คาดไม่ถึง
"ข้าจะทำฉันใดดี ข้าไปหาคุณพี่ไม่ได้ ข้าคิดถึงคุณพี่เหลือเกิน"

ศรีวิสารวาจายืนฟังอยู่หน้าห้องการะเกด เงี่ยหูสุดๆ ได้ยินแต่เสียงแว่วๆของเกศสุรางค์เพียงคนเดียว
ในที่สุดตัดสินใจเปิดประตูออกทั้งสองบาน
เกศสุรางค์ทำท่าเหมือนกำลังพูดอะไรบางอย่างกับใครสักคน ชะงักกึก
"แม่การะเกด"
เกศสุรางค์หันมาช้าๆ "เจ้าคะ"
"ออเจ้าพูดกับผู้ใดหรือ"
"คุณพี่ได้ยินว่ายังไงเจ้าคะ"
"ข้ามิได้ยินเสียงคนอีกผู้ ได้ยินแต่เสียงออเจ้า"
"ว่ายังไงเจ้าคะ"
"ว่า...เจ้าต้องทำอะไรบางอย่างในร่างของใครคนหนึ่ง"
เกศสุรางค์นิ่งอึ้งไปสักครู่ "ใครหรือเจ้าคะคุณพี่"
"นั่นเป็นเรื่องที่ออเจ้าต้องตอบ"
เกศสุรางค์นิ่ง
"ตอบพี่มาเถิดแม่การะเกด" ขุนศรีวิสารวาจาเสียงนุ่มนวล
เกศสุรางค์สะท้อนใจมาก
"หรือออเจ้าจะให้พี่เรียกออเจ้าว่ายังไร"
เกศสุรางค์เดินไปที่หน้าต่างมองไปข้างนอก
ขุนศรีวิสารวาจาขยับตัวนิดหน่อยแล้วหยุด ไม่เข้าไปเพราะบ่าวไม่อยู่
"แม่การะเกด"
เกศสุรางค์ยังไม่หันมา พยายามรวบรวมสติ "คุณพี่คะ"
"ยังไรหรือ"
เกศสุรางค์หันมา เดินมาใกล้หน่อย พนมมือไหว้
"วันหนึ่งคุณพี่จะรู้ทุกอย่าง ข้าสัญญาว่าจะไม่มีอะไรปิดบังคุณพี่เลยเจ้าค่ะ"
"เหตุใดข้าจึงรู้ประเดี๋ยวนี้ไม่ได้"
เกศสุรางค์สบตาเต็มๆ สีหน้าซื่อตรงบริสุทธิ์ใจ
"เพราะข้ายังไม่พร้อมที่จะบอกใครเจ้าค่ะ"
"ออเจ้ามิได้ไว้ใจในตัวข้าเท่าที่ข้า...เชื่อใจในตัวออเจ้ารึ"
สองคนสบตากันแน่วนิ่ง สายตาสื่อความในใจกันทั้งหมด
ขุนศรีวิสารวาจาขยับเข้ามาใกล้นิดหน่อย
เสียงของบางอย่างในห้องตกดังปังใหญ่
สองคนสะดุ้ง ถอยห่างจากกัน
เกศสุรางค์ถอยจะเข้าห้อง ขุนศรีวิสารวาจาจับแขน
"อย่าค่ะ" เกศศุรางค์เข้าไปปิดประตูทันที

เกศสุรางค์เข้ามา ของบางอย่างตกกลิ้งอยู่
เกศสุรางค์รู้ดีกว่าการะเกดทำ
เสียงการะเกดร้องไห้ปนเหนื่อยหอบเพราะใช้พลังมาก
"การะเกด เจ้าอย่าใช้พลังมากอย่างนี้อีก มันทำให้เจ้าเหนื่อยมากข้ารู้"
เสียงร้องไห้ดังขึ้น

"เจ้าไม่ต้องกลัวนะ...ไม่ต้องกลัว ข้าสัญญาว่าจะไม่ทำให้เจ้าเสียใจ"
 
อ่านต่อตอนที่ 18

#บุพเพสันนิวาส #ออเจ้า #Ch3Thailand #lakornonlinefan #ลมหายใจคือละคร

เกร็ดน่ารู้จากละคร



โกษาเหล็ก : (ข้อมูลจาก "ฟอลคอน Phaulkon" , เสฐียรโกเศศ แปลและเรียบเรียง , สำนักพิมพ์ศยาม, หน้า ๑๙๑)

ท่านพระคลัง คือ เจ้าพระยาโกษาธิบดี (เหล็ก) แม่ทัพเอกคนสนิทของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชมาตั้งแต่ปราบดาภิเษกจากสมเด็จพระศรีสุธรรมราชา และปราบกบฎพระไตรภูวนาทิตยวงศ์ พระอนุชาสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ต่อมาถูกพระนารายณ์มหาราชทรงเข้าพระทัยผิดว่า เจ้าพระยาโกษาธิบดี (เหล็ก) รับสินบน เรื่องต้องการให้พระองค์ทรงเลิกสร้างป้อมปราการจากการแนะนำของคอนสแตนตินฟอลคอน ทั้งที่ความจริงแล้ว การสร้างป้อมนี้ได้ทำความเดือดร้อนแก่ผู้ถูกเกณฑ์อย่างมาก การที่ไพร่พลมาขอร้องครั้งนั้นก็ได้มอบเงินแก่เจ้าพระยาโกษาธิบดี (เหล็ก) ตามธรรมเนียมที่ปฏิบัติกันมา ประมาณ ๕๐ ชั่ง หรือ ๑,๕๐๐ ลีวร์ จึงถูกสมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงสั่งคอนสแตนตินฟอลคอนโบย และจำคุก ถึงแก่อสัญกรรมในปี พ.ศ. ๒๒๒๖ โดยสมเด็จพระนารายณ์โปรดให้จัดเมรุกลางเมือง พระราชทานเพลิงศพอย่างใหญ่โต อนึ่ง เจ้าพระยาโกษาธิบดี (เหล็ก) เป็นบุตรเจ้าแม่วัดดุสิต ซึ่งเป็นพระนมของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช และพี่ชายของเจ้าพระยาโกษาธิบดี (ปาน)


กำลังโหลดความคิดเห็น...