xs
xsm
sm
md
lg

เงาอาถรรพ์ ตอนที่ 24 จบบริบูรณ์

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



เงาอาถรรพ์ ตอนที่ 24 จบบริบูรณ์

บทประพันธ์ : พลอยฝน บทโทรทัศน์ : Once House

เจรมัยสะดุ้งตัวตื่นขึ้นมาด้วยความหวาดผวา และเมื่อกวาดตามองไปรอบๆ ก็พบว่าตัวเองยังคงนั่งสมาธิท่าเดิมอยู่ในลานปฏิธรรมของวัด

“ฝันเหรอเนี่ย”
เขานิ่งนึกทบทวน แล้วหลับตาทำสมาธิต่อ

ส่วนที่บ้านตาเทียบ แจ่มกำลังเตรียมเช็ดตัวให้มัลลิกา อยู่ๆ มัลลิกาก็เกิดช็อกขึ้นมา แจ่มเห็นแล้วตกใจมาก ร้องเรียกจรรยาดังลั่น
“ช่วยด้วยค่า คุณจรรยา คุณมะลิ ช็อกใหญ่เลยค่า”
จรรยารีบวิ่งเข้ามาดูด้วยความห่วงใย
“อย่าเป็นอะไรนะหนูมะลิ เจกำลังหาทางช่วยหนูอยู่ แจ่ม รีบโทร.หาหมอเร็ว”
“ค่ะๆๆ”
จรรยามองมะลิทั้งกังวลและห่วงใยสุดจะประมาณ

เมื่อเจรมัยกลับเข้าบ้านมา ต้องแปลกใจที่บ้านเงียบเชียบผิดปกติ เขาตรงไปที่ห้องพักมัลลิกา แต่ก็ไม่พบใครเลย แถมเตียงก็ว่างเปล่า เจรมัยตกใจมากวิ่งลงไปตามหา เปิดดูตามห้องหับต่างๆ ของบ้าน สุดท้ายมาหยุดที่โถงชั้นล่าง หยิบโทรศัพท์โทร.หาจรรยา แต่แม่ก็ไม่รับ
“เกิดอะไรขึ้นเนี่ยโทร.ไปก็ไม่มีคนรับ ขอให้มะลิอย่าเป็นอะไรเลย”
เจรมัยตั้งจิตภาวนา จนมีเสียงดังมาจากทางด้านหลัง
“ชั้นไม่ได้เป็นอะไรสักหน่อย”
เจรมัยหันมาทางเสียงเห็นเป็นมัลลิกาก็ดีใจมากวิ่งเข้าไปหา
“มะลิ คุณฟื้นแล้ว หรือมันจะเป็นแค่ฝันอีกแล้ว”
มัลลิกายิ้มขำ จับมือเจรมัยขึ้นมาแนบแก้มของเธอ
“ฝันมั้ย บอกซิ”
เจรมัยยิ้มกว้าง “มะลิ ผมไม่ได้ฝันไปใช่มั้ยครับ ผมดีใจจริงๆ”
“คุณไม่ได้ฝันหรอก ฉันอยู่นี่แล้ว”
“มะลิ...”
เจรมัยดีใจเหลือแสน สวมกอดมัลลิกาเต็มรัก
จรรยาเดินเข้ามาพอดี ยิ้มกว้างเมื่อเห็นลูกชาย
“อ้าว เจ กลับมาแล้วเหรอลูก แม่โทร.ไปลูกปิดเครื่องน่ะ”
“ผมไปนั่งสมาธิที่วัดแล้วเห็นภาพ...”
มัลลิกาตอบแทนว่า “ทะเลสีดำ”
“ใช่ ผมเจอมะลิที่นั่น แล้ว...”
มัลลิกาเสริมอีกว่า “เจก็พามะลิกลับมาจากทะเลสีดำ มะลิรับรู้ทุกอย่าง สร้อยพีเป็นคนช่วยฉัน”
“สร้อยพีเข้าใจเราสองคนแล้ว”
“แต่นี้ต่อไปจะไม่มีเรื่องร้ายๆเกิดขึ้นอีกแล้วนะ ขอบคุณนะเจ”
จรรยารับฟังอยู่ใกล้ๆ ยิ้มให้สองคนด้วยความซาบซึ้งตื้นตันใจ รับรู้ว่าทั้งคู่รู้สึกดีต่อกันมากขนาดไหน
“ขอแค่ให้มะลิกลับมา ผมทำได้ทุกอย่าง”
เจรมัยจับมือมะลิมากุมไว้ มองหน้านิ่ง ทั้งสองคนสบตากัน เจรมัยกอดมัลลิกาด้วยความรัก จรรยายิ้มสุขใจ

เย็นนั้นเจรมัยกับมัลลิกาเดินมาตรงสนามกลางของบ้าน เจรมัยเฝ้ามองมะลิเดิน ที่ยังเดินไม่ได้เร็วมากนัก มัลลิกากับเดินข้าลงแล้วหันกลับไปมองบ้านทั้งหลังอย่างตั้งใจ เธอคิดถึงที่บ้านของบ้านหลังนี้ เจรมัยรู้สึกว่ามัลลิกามองบ้านหลังนี้อย่างพิเศษ เลยสงสัย
“เป็นอะไรเหรอมะลิ”
“ฉันเห็นบ้านหลังนี้แล้ว ทำให้คิดถึงความรักของทวดเที่ยงกับทวดมาลี ว่าเค้าสองคนผ่านเรื่องราวมากมายขนาดไหน กว่าจะมาถึงวันนี้”
“งั้นเหรอ แล้วคุณได้มีโอกาสได้เห็น ความรักของทวดทั้งสองคนมั้ย ว่าหลังเหตุการณ์ ไฟไหม้แล้วเป็นยังไง”
มัลลิกาส่ายหน้า
ระหว่างนี้เสียงคุ้นหูดังมาจากทางเดินหน้าบ้าน “ฮัลโหลว หนุ่มสาว อี๋อ๋อ ไรกันอยู่จ๊ะ”
สองคนมองไปเห็นแคทลียาเจ้าของเสียงแสบรูหูเดินเข้ามาหาพร้อมกับภวัต
“ไงมะลิ หายดีแล้วเหรอ”
“ดีมากแล้วด้วยนะวัต”
เจรมัยมองหน้าแคทลียากับภวัต ด้วยสีหน้าแปลกใจนิดๆ
“แล้วนี่แคท เหมือนรู้เลยว่ามะลิฟื้นแล้ว รู้ได้ไงอ่ะ”
“นี่ใครคะ นี่แคทน้า...”
แคทลียาชี้ที่ตัวเองท่าทีน่าขัน ทุกคนยิ้มขำไปกับอดีตสาวไฮโซขาวีน บรรยากาศเฮฮาสนุกสนาน


เวลาล่วงเลยไป ทั้งสี่คนนั่งคุยเม้าท์มอยกันมาได้สักระยะหนึ่งแล้ว แคทลียาสัพยอกเจรมัยอย่างเบิกบานใจ
“ตอนที่มะลิหลับไปนะ พี่เจดูแลมะลิไม่เคยห่างเลย แคทนะอิจฉ้าอิจฉา”
“แล้วแคทล่ะ ตอนแคทเจ็บคราวนั้น คนที่เฝ้าแคทตลอดก็คุณภวัตไง” เจรมัยเอาคืน
“พูดเหมือนตัวเองไม่มีคนดูแลอย่างงั้นล่ะ” ภวัตตัดพ้อคนรัก
“ค้าาาา ภวัตดีกับแคทม๊ากกกมาก ขอบคุณนะคะ”
มัลลิกาหัวเราะขัน ขณะที่ภวัตนึกบางอย่างได้
“เออ มะลิ ได้อ่านหนังสืองานของคุณมาลียัง”
“ยังเลย หนังสืออะไรเหรอ”
“หนังสืองานศพคุณมาลี ที่ว่าเป็นทวดของพี่เจน่ะ หน้าเหมือนมะลิเปี๊ยบเลย” แคทลียาว่า
มัลลิกามองเจรมัยด้วยสีหน้าเต็มไปด้วยความสงสัย
“ผมยังไม่ได้ให้มะลิดูน่ะ เห็นว่าเพิ่งฟื้น”
“วันนี้เจเอาให้มะลิดูหน่อยนะ มะลิอยากเห็น”
เจรมัยพยักหน้าให้

มัลลิกาต้องตกใจ เมื่อพบว่าตัวเองกลับมาที่ชายหาดสีดำอีกแล้ว เมื่อมองเบื้องหน้าก็เห็นว่ามีคนเดินอยู่ท่าทางอ่อนแรงเหมือนที่เธอเคยเป็น พอมองชัดๆ ก็พบว่าเป็นสร้อยพีนั่นเอง
“สร้อยพี...สร้อยพี”
มัลลิกาพยายามร้องเรียก แต่ดูเหมือนว่าสร้อยพีจะไม่ได้ยินเอาเลย พยายามเดินเข้าไปหาแต่สร้อยพีกลับยิ่งเดินห่างออกไป

มัลลิกาผวาตัวตื่นขึ้นมา พบว่าตัวเองยังคงนอนอยู่บนเตียงในห้องพักบ้านเจรมัย
“นี่เราฝันไปเหรอเนี่ย สร้อยพีเธอเป็นยังไงบ้างนะ”

รุ่งเช้าวันต่อมามัลลิกานั่งอยู่ที่ห้องรับแขก ท่าทีดูเป็นกังวลเห็นได้ชัด สักครู่หนึ่งเจรมัยเดินเข้ามาหา ยื่นหนังสือที่ระลึกงานศพให้
“นี่หนังสือที่พูดถึงกัน”
“ค่ะ”
มัลลิการับมา พลิกดูหนังสือไปหน้าสองหน้า เห็นภาพมาลีอยู่ในหนังสือนั้น มัลลิกานิ่งคิดถึงฝันที่ผ่านมา
“มะลิ เป็นไรหรือเปล่า”
มัลลิกาหันไปมองเจรมัยด้วยสีหน้าเป็นกังวล
“เมื่อคืนชั้นฝันน่ะ ฝันเห็นสร้อยพี เห็นว่าสร้อยพียังเดินอยู่ที่เดิมที่เดียวกับที่ชั้นเคยเดิน”
“หรือเราควรจะแผ่กุศลไปให้เธอ ดีมั้ย”
“ไปซิ เผื่อว่าทุกอย่างจะแก้ไขได้”
“ไปหาหลวงลุงกันดีมั้ย ที่นครศรีธรรมราช”
มัลลิกาแปลกใจ “หลวงลุง”
“อืม…แล้วเอาหนังสือนี่ติดไปด้วย”
มัลลิกาดูหนังสือเล่มนั้นนิ่งนาน

เจรมัยขับรถมุ่งหน้าลงใต้เพื่อไปทำบุญ โดยมีมัลลิกานั่งอ่านหนังสือที่ระลึกงานศพของมาลีอยู่ข้างๆ ข้อความในหนังสือ เป็นการเขียนกึ่งบันทึกประจำวันของมาลี เธอบรรยายเกี่ยวกับความรู้สึกที่มีต่อเที่ยงและเรื่องราวต่างๆ ในชีวิตที่ผ่านมา มัลลิกาอ่านไปจนเห็นเป็นภาพเหตุการณ์แจ่มชัด

เมื่อในอดีต เที่ยงและมาลีได้ย้ายมาอยู่ที่บ้านหลังที่ท่านโสภณสร้างให้ ทั้งสองมีความสุขกันมาก
เที่ยงนั่งทำหนังตะลุง มาลียกตลับที่เก็บของใช้ส่วนตัวเข้ามานั่งข้างๆ พอเปิดออกเห็นเครื่องมือสารพัด และมีตัวตอกที่เที่ยงมอบให้อยู่ในนั้น

มัลลิกาอ่านบันทึกของมาลี
"หลังจากที่พ่อกับพี่มณฑา พี่มารศรีย้ายไปอยู่ที่ต่างประเทศ ฉันและเที่ยง ได้ย้ายมาอยู่ที่บ้านที่คุณพ่อยกให้ นั่นเป็นสมบัติชิ้นสุดท้าย"
"ส่วนฉันในยามที่ไม่มีพ่อ ก็ได้สานต่อธุรกิจที่ดินของพ่อ และกิจการบ้านเช่าย่านอ้อมน้อยและสุขุวิท โดยมีเที่ยงคอยสนับสนุนฉันอยู่ไม่ห่าง"
มาลีเขียนบัญชีที่ดิน โดยมีเที่ยงนั่งคุยกับช่างรังวัด มีโฉนดที่ดินอยู่บนโต๊ะทำงาน
"ฉันอยากจะบอกเที่ยงว่า ฉันเข้าใจความรู้สึกของเที่ยงอย่างมาก แต่ไม่รู้จะเอาปัญญาที่ไหนมาช่วยแก้ปัญหาให้ นอกจากจากคอยให้กำลังใจ…ฉันรับรู้ได้ ว่าเธอเจ็บปวด โอกาสที่จะแสดงตะลุงมันน้อยลงทุกทีๆ หลังจากที่ประเทศเข้าสู่สงครามโลก”
คำบรรยายตอนหนึ่งของมาลี กลั่นจากใจเขียนถึงคนรัก
"ยิ้มนั้น มันช่างเข้มแข็งเสียจริง ฉันไม่มีวันลืม"
เที่ยงแหงนหน้ามองท้องฟ้า มีเครื่องบินรบบินผ่านไปมา พร้อมกับเสียงระเบิดดังกึกก้อง เที่ยงปิดหน้าต่างห้อง แล้วหันมามองมาลี
งานแสดงตะลุงต้องงดเพราะพิษภัยสงคราม
“ถึงไม่มีเวทีให้เราแสดง แต่เราก็ไม่ลืมที่จะเพียรซ้อม และแต่งกลอนเก็บไว้มากมาย... โดยหวังว่าวันหนึ่ง การแสดงตะลุงของคณะนายเที่ยง ได้มีโอกาสได้สืบสานความตั้งใจนี้อีกครั้ง"
มาลีเขียนกลอนตามที่เที่ยงร้อง แล้วเก็บกระดาษแต่งกลอนชิ้นเล็กๆ ลงในตลับ แต่แล้วจู่ๆ มาลีก็เกิดไอออกมาเป็นเลือด
เธอบันทึกไว้ว่า
"ฉันขอโทษนะเที่ยงที่รัก ที่ฉันป่วย…ฉันขอบคุณเที่ยงที่รัก ที่ไม่เคยห่างฉันเลยซักครั้ง ฉันมีบุญที่ได้พบกับเธอ แม้เพียงน้อยนิดก็ตาม..."
เที่ยงคอยดูแลป้อนข้าว ป้อนยาให้มาลี แต่ทั้งคู่ยังยิ้มให้กัน
มาลีนอนหายใจรวยรินอยู่บนเตียงนอน เที่ยงเฝ้าดูแลจนมาลีสิ้นลม เที่ยงร้องไห้เสียใจกอดร่างไร้วิญญาณของมาลีไว้ในอ้อมอก


มัลลิกาอ่านจบแล้วด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย
“คุณทวดทั้งสองนี่คงรักกันมากเนอะ”
“ใช่”
“น่าเสียดาย เพราะเห็นว่าไม่นานหลังจากที่ทวดมาลีเสียแล้วทวดเที่ยงก็เสียตาม ซึ่งแกก็คงยังไม่มีโอกาสได้เล่นตะลุงอีก”
“นั่นสินะ นี่ก็เพิ่งจะรู้ว่า กระดาษจดกลอนนั้นสำคัญยังไง ถึงที่นั่นแล้วผมจะเอาให้คุณดู”
“ค่ะ”
รถแล่นไปตามท้องถนนมุ่งหน้าลงใต้ เป้าหมายอยู่ที่วัดแห่งหนึ่งในจังหวัดนครศรีธรรมราช

เจรมัยพามัลลิกามาถึงวัดแห่งนี้ เห็นหลวงพี่สูงวัยรูปหนึ่งกำลังกวาดลานวัดอยู่ เจรมัยพามัลลิกาเข้าไปกราบ
“นมัสการครับหลวงลุง”
หลวงตารูปนั้นหันมาช้าๆ ส่งยิ้มให้มัลลิกา
“เจริญพรเถอะโยม”
ที่แท้พระพัฒน์นั่งเอง “ลุงพัฒน์ เอ๊ย หลวงลุง นมัสการค่ะ”
มัลลิกาหันมามองหน้าเจรมัยอย่างตื่นเต้นดีใจคาดไม่ถึง เจรมัยพยักหน้าให้และยิ้มตอบ มัลลิกายังพบว่ายามนี้ดวงตาของพระลุงพัฒน์เป็นปกติ ไม่มีสีขาวแล้ว
“ตาหลวงลุง เอ่อ...”
หลวงลุงเล่าว่า “หลังจากวันเกิดเหตุวันนั้น ตาของอาตมาก็เหมือนมองเห็นชัดขึ้น อาตมาจึงแอบคิดเอาเองว่า อาจจะเป็นเพราะกรรมที่อาตมาเคยทำไว้ ได้โดนคลี่คลายออกไปแล้วก็เป็นได้”
“ดีจังเลยค่ะ”
หลวงลุงพัฒน์เดินนำทั้งคู่มานั่งตรงที่สงบร่มรื่น
“เป็นยังไงบ้างล่ะโยมมะลิ หายดีแล้วรึ”
“หายแล้วค่ะหลวงลุง”
“ที่ผมพามะลิมากราบหลวงลุงก็เพราะเราสองคนอยากทำบุญให้สร้อยพีน่ะครับ”
“เมื่อคืนมะลิฝันเห็นสร้อยพี เดินอยู่คนเดียว ในที่ที่เดียวกับที่จิตของมะลิเคยติดค้างอยู่ตรงนั้น”
หลวงลุงนิ่งไปครู่หนึ่ง
“คือผมยังไม่ได้เล่าให้หลวงลุงฟังน่ะครับ วันที่ผมนั่งสมาธิ สร้อยพีได้มาหาผมแล้วพาผมไปในที่ที่มะลิอยู่ สร้อยพีเสียสละตัวเองที่จะอยู่ที่นั่นแทนที่พวกผม”
“เธออยากจะชดใช้กรรมที่ตัวเอง เคยสร้างไว้” มัลลิกาเสริม
“ใจสร้อยพีเป็นกุศลยิ่งนัก”
“เมื่อเป็นกุศลแล้ว ทำไมต้องให้ไม่หลุดพ้นด้วยละครับหลวงลุง” เจรมัยสงสัย
“มันคงเป็นกฏของโลกที่เรายากที่จะเข้าใจ” หลวงลุงว่า
“เราพอจะมาทางไหนกันมั้ยคะ ที่จะช่วยให้สร้อยพีพ้นจากที่นั่น ที่นั่นมันน่ากลัวมากนะคะ”
“อาตมาว่ามันต้องมีการแก้กรรม”
เจรมัยจึงหยิบกระดาษในตลับของทวดมาลีส่งให้ เนื้อความในกระดาษเขียนว่า
“จะทำการใดให้สบโชค สบสุข ก็ควรบอกกล่าวครูบาอาจารย์ เมื่อได้สมปรารถนา อย่าละเลย แก้เหมรย เป็นสัญญา”
“เหมรย มันคืออะไรคะ”
“เหมรย มันก็เหมือนกับการบน ในภาษากลาง เป็นวิถีของคนทางใต้” เจรมัยบอก
“งั้นเหรอ เอาซิเจ ถ้าจะแก้ปัญหาทุกอย่างได้ มะลิเอาด้วย”
“อาตมาเห็นด้วย สร้อยพีเติบโตมาจากคณะตะลุง พวกโยมลองเหมรย กับครูบาอาจารย์ขอพรท่านเพื่อช่วยลูกศิษย์ลูกหลานของท่านให้พ้นจากทุกข์ภัยก็ดีนะ”
“ได้เลยครับหลวงลุง”
“ส่วนเรื่องทางธรรม อาตมาจะค่อยสวดมนต์อุทิศบุญให้อีกทาง”
“หลวงลุงคะ มะลิอยากทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้สร้อยพีด้วยค่ะ”
“ได้สิโยม งั้นเดี๋ยวอาตมาพาไปที่โบสถ์ ไปสวดมนต์นั่งสมาธิอุทิศส่วนกุศลให้สร้อยพีกัน”
เจรมัยและมัลลิกามองหน้ากัน
“ค่ะ”
หลวงตาพัฒน์นั่งสมาธิอยู่ต่อหน้าพระพุทธรูปในโบสถ์ โดยมีเจรมัย มัลลิกานั่งอยู่ทางด้านหลัง


ณ อีกมิติหนึ่ง สร้อยพีเดินหลงทางมาตามชายหาดสีดำยาวสุดลูกหูลูกตา อย่างไร้จุดหมาย และสิ้นหวัง แต่ก็ทำใจยอมรับผลกรรมจากการกระทำของตัวเองได้แล้ว
จู่ๆ เธอก็เห็นแสงประหลาด เหมือนดาวดวงเล็กๆ กระพริบพราวพร่างห่างไปหลายร้อยเมตร สร้อยพีเดินเข้าไปหาแสงนั้น

วันนี้ เจรมัยมัลลิกาทำพิธีการแก้เหมรย โดยมีภวัต แคทลียาคอยช่วยที่โรงตะลุง
“ผมขอบนบานต่อครูบาอาจารย์ ของหนังตะลุงครับ ช่วยนำทางให้สร้อยพี ให้กลับมาสู่ภพภูมิเหมาะกับของเธอด้วยเถิดอย่าให้สร้อยพีต้องทรมานกับความว่างเปล่า ที่เธอเผชิญอยู่เลยหากเป็นจริงได้ตามที่กระผมขอ กระผมจะ...”
จู่ๆ ก็เกิดมีลมกรรโชกแรงพัดมากราวใหญ่ คล้ายกับว่าครูบาอาจารย์ตอบรับในสิ่งที่เจรมัยขอ

สร้อยพีเดินอยู่ที่ชายทะเลสีดำ ได้ยินเสียงคำบนบานของเจรมัยดังแว่วๆ มา และยิ่งได้ยินชัดขึ้นเมื่อเดินเข้าใกล้แสงดาวเหล่านั้น
“เกิดอะไรขึ้นเนี่ย”
แล้วประกายแสงวูบหนึ่งก็วาบเข้าใส่ร่างสร้อยพี

ที่โรงตะลุง เจรมัยหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนที่จะหันมาหาคนรัก มัลลิกายิ้มให้กำลังใจ
“เอาแบบที่เจ ตั้งใจเลย มะลิว่า มันเหมาะที่สุดแล้ว อย่างน้อยก็เป็นการสานความตั้งใจของทวดเที่ยงและทวดมาลีได้”
เจรมัยสูดลมหายใจเข้าเต็มปอด และ เริ่มทำพิธีต่อ
“หากเป็นจริงได้ตามที่กระผมขอ กระผมจะ…สืบสานการแสดงตะลุงของทวดเที่ยงและตะกูล เพื่อสืบสานให้ตะลุงให้อยู่สืบต่อไป”
เจรมัยพนมมือไหว้จบพิธี ทุกคนยิ้มให้กันที่การแก้เหมรยสำเร็จลุ่ล่วงด้วยดี
กระแสลมพัดกระทบตัวตะลุง ราวกับเป็นเครื่องแสดงว่าครูบาอาจารย์รับรู้ในสิ่งที่เจรมัยขอแล้ว

ส่วนที่อีกฟากหนึ่ง หลวงลุงพัฒน์นั่งสมาธิอยู่ที่วัด มีกระแสลมอ่อนๆ พัดผ่านตัวท่าน หลวงลุงพรายยิ้ม สุขใจสุดจะประมาณ

หลังจากทำพิธีเหมรยเสร็จแล้ว เจรมัยและมัลลิกาเดินเล่นกันมาตามชายหาดที่เขาและเธอเคยมาด้วยกันเมื่อครั้งก่อน
“ทะเลที่นี่ดูปลอดโปร่งดีจัง”
เจรมัยคว้ามือมัลลิกามากุม
“คุณยังกลัวที่ที่คุณไปติดอยู่ใช่มั้ยมะลิ คุณไม่ต้องกลัวแล้ว…เพราะไม่ว่าจะเกิดเรื่องอะไรอีก ผมก็จะไม่มีวันทิ้งให้กลัวแบบนั้นอีกแน่นอน”
มัลลิกาหันมายิ้มให้เจรมัยแทนคำขอบคุณ
“ชั้นอยากให้คำขอของเจสัมฤทธิ์ผลไวๆ สร้อยพีเธอเป็นยังไงบ้างตอนนี้”
“ถ้า…วิธีนี้ไม่สำเร็จผมก็จะไม่หยุดหาทางช่วยสร้อยพีให้ได้”
ทั้งคู่จับมือกันเดินต่อไปตามชายหาด
“สร้อยพี เธอทั้งห่วงทั้งรักครอบครัวเรา ถึงขั้นยอมแลกด้วยชีวิต ผมนับถือความตั้งใจดีของเธอจริงๆ”
ลมแรงวูบหนึ่งพัดมา เหมือนนำพาสายตาทั้งคู่ให้มองไปที่จุดๆ หนึ่ง ซึ่งคล้ายมีเงาคนยืนอยู่ มัลลิกาเห็นก่อน
“สร้อยพี เจ นั่นสร้อยพีใช่มั้ย”
“ผมว่า...ใช่”
เจรมัยและมัลลิกาเดินเข้าไปดูใกล้ๆ และก็เป็นสร้อยพีจริงๆ เธอส่งยิ้มมาให้ทั้งสองคน
“เธอกลับมาได้แล้วใช่มั้ยสร้อยพี”
“พวกเราทุกคนเป็นห่วงเธอมากเลยนะ”
“ขอบคุณนะ ที่ไม่ลืมฉัน”
สร้อยพีพูดจบ ร่างของเธอก็สลายกลายเป็นละอองทราย ปลิวผ่านสองคนไป มัลลิกากอดแขนเจรมัยไว้ รู้สึกดีใจเหลือเกิน
“ชั้นดีใจมากเลย”
“มันได้ผล”
เจรมัยโอบมัลลิกาเอาไว้ยิ้มให้คนรัก


ฝ่ายหลวงลุงพัฒน์กำลังนั่งสมาธิอยู่ที่วัด ลมวูบนึงพัดมา เสียงกระดิ่งลมดังไปทั่วบริเวณวัด
“อาตมาจะรักษาศีล ปฎิบัติธรรม ภาวนาอุทิศส่วนกุศลในโยมสร้อยพีตลอดไป
สร้อยพีก้มลงกราบพระพัฒน์แล้วร่างค่อยๆ สลายหายไป เสียงกระดิ่งดัง หลวงลุงพัฒน์รับรู้ ยิ้มออกมาทั้งน้ำตา

เวลาผ่านไปอีกสักระยะหนึ่ง
เจรมัยยืนทอดสายตาดูพระอาทิตย์ตกที่ชาดหาด ก่อนจะเดินมาที่บ้านคณะตะลุงแห่งหนึ่ง
“มีธุระไรรึไอ้หนุ่ม”
“ลุงพอจะช่วยแนะนำเกี่ยวกับตะลุงได้มั้ยครับ”
เจรมัยเอาตะลุงที่จรรยาส่งมาให้ ยื่นให้ลุงดู นายหนังผู้อารียิ้มให้อย่างมีไมตรี
“โอ้ว นี่ดูอายุน้อยอยู่เลย ได้สิเข้ามาข้างในก่อน อยากให้แนะนำเรื่องไหนล่ะ”

ภายในโรงตะลุงเล็กๆแห่งนั้นเต็มไปด้วยกลิ่นอายของความเข้มขลังของตัวตะลุงต่างๆ ที่ถูกแขวนเอาไว้เพื่อรอวันแสดง
“งานมีเยอะมั้ยครับช่วงนี้” เจรมัยเอ่ยถาม
“ก็พอ...อยู่ได้”
ลุงตอบ พร้อมกับควานหาเครื่องมือที่จะนำมาซ่อม
“เดี๋ยวนี้คนดูความบันเทิงมันเปลี่ยนไปจากเมื่อก่อนเยอะ มีทั้งทีวี ทั้งคอมฯ ทั้งเน็ต โลกมันเร็วเกินกว่าคนจะมานั่งดู ความบันเทิงแบบเก่าๆ แล้ว นี่ยังมีพวก คอนเสิร์ตอีกล่ะ เอาดาราตัวเป็นๆ มาร้องเพลงให้ฟัง ตะลุงเรามีแต่เงา คนดูเลยมีกลุ่มน้อยลง แต่อย่าดูถูกนะแฟนตะลุง นี่เหนียวแน่นนะจะบอกให้ คนใต้จริงใจ จริงใจ อยู่แล้ว” ลุงนายหนังตะลุงพูดอย่างคนรู้จริง
“แล้วงานส่วนใหญ่ลุงมาจากไหนล่ะครับ”
“จากแฟนเพจซิ เราต้องปรับตัวเข้ายุคเข้าสมัย เดี๋ยวนี่ผู้จ้างเรา เข้าเฟซหมดแล้ว งานจะมาช่องทางไหนไม่สำคัญ เพราะเรื่องที่มันสำคัญกว่าก็คือเราได้เจอผู้จ้าง ที่เห็นคุณค่าของศิลปะประเภทนี้ ใช่มั้ยหนุ่ม”
“แล้วลุงเคยคิดไปทำงานอื่นมั้ย”
“คิดไม่ได้สิ ถ้าคิดจะไปทำอย่างอื่นเหมือนคนอื่นเค้า แล้วใครจะมาเล่นตะลุงต่อล่ะ แค่นี้ก็เหลือคนเล่นน้อยเต็มทีนะ ลุงไม่อยากให้มันหายไป มันเป็นอาชีพให้ครอบครัวลุงมาหลายชั่วอายุคน เลิกไปบรรพบุรุษคงด่าแน่นอน”
“ลุงครับ คุณลุงสอนผมเชิดตะลุงหน่อยได้มั้ยครับ ผมอยากจะเรียนรู้การเล่นตะลุงน่ะครับ”
“จริงเหรอพ่อหนุ่ม”
“จริงครับลุง ช่วยสอนผมหน่อยนะครับ”
ลุงมองหน้าเจรมัยที่มีแววตามุ่งมั่น
“ได้สิ ลองดู”
เจรมัยหยิบกระดาษกลอนขึ้นมา
“ผมอยากฝึกกลอนพวกนี้ครับ กลอนของทวดผม”
“หนุ่มเป็นเชื้อสายตะลุงรึ” ลุงประหลาดใจ
เจรมัยหัดเชิดตัวตะลุง พร้อมกับหัดร้องกลอนตะลุง ระหว่างนี้เขาใช้ชีวิตคลุกคลีอยู่กับชาวคณะตะลุงอย่างมีความสุข


หลังจากนั้นไม่นาน เห็นบรรยากาศความวุ่นวายโกลาหนของการเตรียมความพร้อมก่อนแสดงตะลุง ณ โรงตะลุงชั่วคราวริมทะเลสวย
เจรมัยหยิบตัวตะลุงของทวดเที่ยงขึ้นมาปักบนหยวกกล้วยใกล้ๆ มัลลิกาเดินดูความพร้อม และยิ้มให้กำลังใจคนรัก นักดนตรีอาวุโสต่างจัดเตรียมเครื่องดนตรีที่ตัวเองจะเล่นอย่างดี
“พร้อมมั้ยเจ”
“พร้อมมาก”
เจรมัยยิ้มให้มัลลิกา
“เอ้าๆ มัวแต่จีบกัน ได้เวลาแล้วนะ”
“ครับลุง”
ทุกคนพร้อมอยู่ในตำแหน่งแห่งหนขฮงใครมัน เจรมัยหันไปย้ำบางอย่างกับมัลลิกา
“มะลิ ช่วย Live ด้วยนะ”
“อืม ได้”

เจรมัยเตรียมเชิดและร้องกลอนตะลุง
มัลลิกาไปตั้งกล้องมือถือเพื่อ Live อยู่ตรงข้ามจอตะลุง
ส่วนเจรมัยก็มีกล้อง Live อีกตัวที่ด้านหลังจอ
เจรมัยพนมมือไหว้ บอกกล่าวถึงว่าจะแก้เหมรย
“ครูบาอาจารย์กระผมเจรมัย มาในวันนี้เพื่อจะแก้เหมรย ที่ท่านได้ช่วยเหลือสร้อยพีให้พ้นจากความทรมาน วันนี้กระผมมาทำตามสัญญาที่ว่าไว้ ของให้ครูบาอาจาย์เป็น แรงกำลัง ดลบัลดาลให้กระผม ได้ทำการแสดงได้อย่างสมบูรณ์ด้วยเถิด”
ทุกอย่างเป็นไปอย่างราบรื่น

เจรมัยร้องกลอนที่ว่าด้วยความงามของท้องถิ่นใต้ ความรักในวัฒนธรรมความภูมิใจในความเป็นไทยเป็นเวลาเนิ่นนาน อย่างน่าอัศจรรย์ใจเขารับรู้ได้ว่า บรรดาญาติพี่น้องของทวดเที่ยงรับรู้ในการกระทำครั้งนี้ของเขา รวมทั้งทวดเที่ยง
ในมิตินั้น
เห็นนายโพนเดินเข้ามาดูแลการแสดงตะลุงอย่างที่เคยปฏิบัติเมื่อครั้งยังมีชีวิตอยู่ คือยืนดูอยู่ข้างเวที มองไปยังตัวตะลุงสร้อยพี สักครู่หนึ่งสร้อยพีก็เดินเข้ามาสมทบใกล้ ๆ ในชุดสาวใต้สีเลือดหมูของเธอ
“พ่อ…ขอโทษนะ ฉันเกือบมาสาย ถ้าไม่ได้พี่เที่ยงไปช่วยไว้”
นายโพนเยื้อนยิ้มสัพยอกลูกสาว
“อืม...สร้อยพี แกสองคนนี้ ห่วงกันไม่เคยเปลี่ยนเลยนะ”
สร้อยพียิ้มเขินในกิริยาสดใสน่ารัก พลางเหลือบมองไปยังเจรมัยที่กำลังตั้งใจร้องกลอน ยิ้มให้เขา
“ขอบคุณนะ”
พร้อมๆ การร้องตะลุงจบลง ทุกๆ ร่างก็สลายกลายเป็นประกายระยิบระยับปลิวหายไปในสายลมอย่างสวยงาม
เจรมัยยิ้มชื่นปลื้มปิติเหลือแสน


ส่วนที่บ้านตาเทียบ จรรยาดู เฟซบุ๊ค ไลฟ์ ด้วยสีหน้ายิ้มแย้มเปี่ยมสุข
“ขอบคุณเจนะลูก ที่ช่วยรักษาศิลปะพื้นบ้านของชาติเราไว้”
เช่นเดียวกันกับทางภวัตที่ดูเฟซบุ๊ค live อยู่กับแคทลียา
“ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าพี่เจจะเชิดตะลุงได้”
“มันมาทางสายเลือดน่ะแคท อ้อ หรืออีกอย่างเขาเกิดมาเพื่อสิ่งนี้เลย เขาถูกกำหนดแล้วให้เป็นผู้สืบทอดหนังตะลุงให้คนรุ่นใหม่ได้เห็น ต่อไปนี้ทุกคนก็จะ รู้จักหนังตะลุงนะ”
“ใช่ๆ ดีใจจัง ดูซิ กระแสตอบรับดีมาก คนกดไลค์กระหน่ำ คนดูเยอะมากๆ เลย วัต”

เวลาผ่านไป
วันนี้มีงานแถลงข่าวอัลบั้มเพลงชุดใหม่ เจรมัยนั่งอยู่ที่โต๊ะเปิดแถลงข่าวคู่กับเฮียเจ้าของค่ายเพลง ด้านหลังมีภาพโปสเตอร์เจรมัยถือกีต้าร์และมีรูปตะลุงเป็นแบ็คกราวน์
“นี่ผมอยู่ในงานแถลงข่าว อัลบั้มใหม่ของ เจรมัย ศิลปินป๊อบที่ผันตัวมาสู่ศิลปินเพลงแนวใหม่ที่เรียกว่า คัลเจอร์ป๊อบที่นำวัฒนธรรมกับเพลงป๊อบมาร่วมกันกันครับ”
เจรมัยเซ็นสัญญากับเฮีย ทั้งคู่จับมือกัน จรรยานั่งมองภาพตรงหน้าด้วยความยินดี

ไม่นานหลังจากนั้น เจรมัยยืนอยู่ตรงชายหาดในนครศรีธรรมราช เพ่งมองดูโทรศัพท์ในมือ ยอดวิวคนดูจากวันที่เขาเล่นตะลุง เวลานี้มียอดวิวเกิน 10 ล้าน ไปแล้ว
สักครู่ต่อมามัลลิกาเดินถือช่อดอกสารภีเข้ามาหา
“ชั้นยังจำเรื่องราวตอนนั้นได้ไม่มีวันลืมเลย มันเหมือนเพิ่งผ่านไปไม่นานนี้เอง ถ้าสร้อยพีรับรู้ว่าเรามาหาเค้าที่นี่ทุกๆ ปี เค้าจะมีความสุขมั้ยนะ”
“ผมว่าสร้อยพีต้องมีความสุขมากแน่ๆ เพราะเค้าจะได้รู้ว่าเค้าไม่ได้อยู่คนเดียว พวกเรายังคิดถึงเค้าเสมอ”
มัลลิกาและเจรมัยเดินเอาช่อดอกไม้ไปวางในทะเล ให้คลื่นซัดช่อดอกสารภีลอยไปตามแรงลมคลื่น
“ชั้นหวังว่าเธอคงจะมีความสุขอยู่ที่ใดที่หนึ่งนะสร้อยพี”
ทั้งคู่มองดูดอกไม้ที่ลอยออกไป ก่อนที่เจรมัยจะหันมามองมัลลิกา
“แต่นี้ไปก็จะไม่มีเงาอาถรรพ์เลวร้าย ตามติดชีวิตเราอีกต่อไปแล้ว จะมีเพียงตะลุงที่เป็นมรดกของวงศ์ตระกูลผมและจะมีคุณคอยอยู่เคียงข้างและสืบสานตะลุงร่วมกันกับผม อยู่กับผมนะมะลิ เราจะอยู่เคียงข้างกันตลอดไป”
“ค่ะ”
เจรมัยจูบมัลลิกาอย่างละมุนละไม พลันเกิดแสงสว่างเจิดจ้าขึ้น

5 ปี ผ่านไป เจรมัยลงรถกำลังจะเดินเข้ามาในบ้าน มีเด็กชายวัยไม่เกินสี่ขวบกำลังน่ารักน่าชัง ชื่อ “เด็กชายนายหนัง” วิ่งเข้ามาหาร้องเรียกเสียงแจ๋ว
“คุณพ่อ”
นายหนังวิ่งกระโดดเข้าไปกอดเจรมัย ผู้เป็นพ่อกอดตอบเต็มรัก
“เบาๆ สิลูก คุณพ่อกลับมาเหนื่อยๆ” มะลิที่ตามออกมาสมทบปรามลูกชาย
“ไม่เป็นไร พ่ออยากกอดนายหนังแน่นๆ แบบนี้อยู่แล้ววนี่ พ่อมีอะไรมาให้นายหนังด้วยนะ”
นายหนังถามว่า “อะไรครับ”
เจรมัยหยิบตะลุงตัวเล็กๆ น่ารัก เหมือนของเล่นมาให้ลูก
“นี่ไง นายหนังชอบมั้ย”
“ชอบครับ โตขึ้นนายหนังจะเป็นศิลปินอย่างพ่อด้วย”
“นายหนังจะต้องรักษาตะลุงให้ดีนะลูก สักวันพอนายหนังโตขึ้น พ่อมีอะไรหลายอย่างจะเล่าให้ลูกฟังเยอะแยะเลย”
“ครับพ่อ”
เด็กชายนายหนังไหว้ตะลุงแล้วยิ้มแป้น เจรมัยอุ้มลูกชายเดินเข้ามาหามัลลิกา
สามคนพ่อ แม่ ลูก โอบกอดกัน มองขึ้นไปบนท้องฟ้าอันสดใสเบื้องหน้า

ราวกับว่าคนบนฟ้ากำลังมองอยู่และส่งยิ้มลงมาให้ทั้งสามคนเช่นกัน

จบบริบูรณ์




















กำลังโหลดความคิดเห็น...