xs
xsm
sm
md
lg

ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ตอนที่ 3

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


ธัมมานุปัสสนาสติปัฎฐาน ตอนที่ 3

ธรรมจากหลวงปู่พุทธะอิสระ

ตา หู เป็นต้น มีที่ไหน มารมีที่นั่น

สมัยหนึ่งท่านพระสมิทธิกราบทูลถามว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! คำที่กล่าวกันว่า มารนั้น ด้วยเหตุเพียงเท่าไร จึงชื่อว่ามาร หรือบัญญัติว่า มาร ได้”
พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า “ดูก่อนสมิทธิ ! ในที่ใดมีตา เห็นรูป มีหู สำหรับได้ยินเสียง มีใจ ได้รู้ธรรมมารมย์ ในที่นั้นย่อมมีมาร ในที่ใดไม่มีรูป ไม่มีตา ไม่มีหู ไม่มีเสียง ไม่มีลิ้น ไม่มีรส ไม่มีกายไม่มีสัมผัส ไม่มีใจ ไม่มีธรรมมารมย์รับรู้ได้ด้วยใจ ในที่นั้นย่อมไม่มีมาร ”

อะไรเป็นหัวหน้าอกุศลธรรมและกุศลธรรม

“ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อวิชชา (ความไม่รู้) เป็นหัวหน้าแห่งความพรั่งพร้อมด้วยอกุศลธรรมทั้งหลาย ความไม่ละอายใจ ความไม่เกรงกลัวต่อบาป ย่อมตามหลังมา
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! วิชชา (ความรู้) เป็นหัวหน้าแห่งความพรั่งพร้อมด้วยกุศลธรรมทั้งหลาย ความละอายใจ ความเกรงกลัวต่อบาป ย่อมตามหลังมา.”

อกุศลราศี (กองแห่งอกุศล)

“ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อกล่าวว่า อกุศลราศี (กองแห่งอกุศล) เมื่อกล่าวให้ชอบ ก็ควรกล่าวถึงนิวรณ์ ๕ อย่าง, นิวรณ์ ๕ อย่างล้วนเป็นอกุศลราศี คือ
๑. กามฉันท์ ความพอในในกาม
๒. พยาบาท ความคิดปองร้าย
๓. ถีนมิทธะ ความหดหู่ง่วงงุน
๔. อุทธัจจะกุกกุจจะ ความฟุ้งซ่านรำคาญใจ
๕. วิจิกิจฉา ความลังเลสงสัย

“ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อกล่าวว่า อกุศลราศี (กองแห่งอกุศล) เมื่อกล่าวให้ชอบ ก็ควรกล่าวถึงนิวรณ์ ๕ อย่าง , นิวรณ์ ๕ อย่างล้วนเป็นอกุศลราศี

ธรรมที่เป็นในส่วนแห่งความรู้ (วิชชาภาคิยะ)

“ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมอันเป็นไปในส่วนแห่งวิชชา (วิชชาภาคิยะ) ๒ อย่างเหล่านี้ คือ สมถะ (ความสงบ) ๑ วิปัสสนา (ความเห็นแจ้ง) ๑ สมถะอันบุคคลเจริญแล้ว ย่อมทำให้จิตได้รับการอบรม จิตได้รับการอบรมแล้ว ย่อมทำให้ละราคะ (ความกำหนัดยินดี หรือความติดอกติดใจ) ได้. วิปัสสนา อันบุคคลเจริญแล้ว ย่อมทำให้ปัญญาได้รับการอบรม, ปัญญาได้รับการอบรมแล้ว ย่อมทำให้ละอวิชชา (ความไม่รู้ตามความจริง) ได้.”
อานิสงส์ต่าง ๆ ของกายคตาสติ

“ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อธรรมอย่างหนึ่งอันบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว แม้กายก็สงบ แม้จิตก็สงบ แม้วิตก (ความตรึก) วิจาร (ความตรอง) ก็ระงับ ธรรมที่เป็นไปในส่วนแห่งวิชชา แม้ทั้งสิ้นก็ถึงความเจริญเต็มที่ ธรรมอย่างหนึ่งเป็นไฉน ? ธรรมอย่างหนึ่งนั้น คือ กายคตาสติ (สติอันไปในกาย) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อธรรมอย่างนี้แลอันบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว แม้กายก็สงบ แม้จิตก็สงบ แม้วิตกวิจารก็ระงับ ธรรมที่เป็นไปในส่วนแห่งวิชชาแม้ทั้งสิ้น ก็ถึงความเจริญเต็มที่ ”

“ เมื่อเจริญทำให้มากซึ่งกายคตาสติแล้ว อกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด ย่อมไม่เกิดขึ้น ที่เกิดแล้ว ย่อมละได้ ”

“ เมื่อเจริญทำให้มากซึ่งกายคตาสติแล้ว กุศลธรรมที่ยังไม่เกิด ย่อมเกิดขึ้น ที่เกิดแล้วย่อมเป็นไปเพื่อความเจริญไพบูลย์ยิ่งขึ้น ”

“ เมื่อเจริญทำให้มากซึ่งกายคตาสติแล้ว อวิชชา อันบุคคลย่อมละได้ , วิชชาย่อมเกิดขึ้น , อัสมิมานะ (ความถือตัวว่าเราเป็นนั่นเป็นนี่) ย่อมละได้ , อนุสัย (กิเลสอย่างละเอียดที่นอนเนื่องในสันดาน) ทั้งหลายย่อมถึงความถูกถอนราก,สัญโญชน์ (กิเลสที่มัดสัตว์ไว้ในภพ) ทั้งหลาย ย่อมละได้ ”

“ เมื่อเจริญทำให้มากซึ่งกายคตาสติแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความแตกฉานในปัญญา เพื่ออนุปาทาปรินิพพาน (สภาพที่ดับสนิทโดยไม่มีเชื้อเหลือ) ”

“ อเนกธาตุปฏิเวธ (ความตรัสรู้หรือรู้ซาบซึ้งตลอดธาตุเป็นอเนก) นานาธาตุปฏิเวธ (ความตรัสรู้หรือรู้ซาบซึ้งตลอดธาตุต่าง ๆ ) นานาธาตุปฏิสัมภิทา (ปัญญาแตกฉานในธาตุต่างๆ) ย่อมเกิดขึ้นเมื่อเจริญกายคตาสติ ”

“ เมื่อเจริญทำให้มากซึ่งกายคตาสติแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อทำให้แจ้งโสดาปัตติผล สกทาคามิผล อนาคามิผล และอรหัตตผล ”

“ เมื่อเจริญทำให้มากซึ่งกายคตาสติแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อได้ปัญญา เพื่อความเจริญด้วยปัญญา เพื่อความไพบูลย์ด้วยปัญญา เพื่อความเป็นผู้มีปัญญามาก เพื่อความเป็นผู้มีปัญญากว้างขวาง เพื่อความเป็นผู้มีปัญญาเต็มที่ เพื่อความเป็นผู้มีปัญญาลึกซึ้ง เพื่อความเป็นผู้มีปัญญาไม่มีขอบเขต เพื่อความเป็นผู้มีปัญญาดุจดังแผ่นดิน เพื่อความเป็นผู้มากด้วยปัญญา เพื่อความเป็นผู้มีปัญญารวดเร็ว เพื่อความเป็นผู้มีปัญญาไว เพื่อความเป็นผู้มีปัญญาอันทำให้บันเทิง เพื่อความเป็นผู้มีปัญญาไหวพริบ เพื่อความเป็นผู้มีปัญญากล้า เพื่อความเป็นผู้มีปัญญาชำแรกกิเลส.”

ฟังรายการ ธรรมะกับชีวิต ได้ทุกวัน
ตั้งแต่เวลา 05.00 - 06.00 น.
ทาง คลื่นสามัญประจำบ้าน
www.managerradio.com
 

กำลังโหลดความคิดเห็น...