xs
xsm
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

วิวัฒนาการระบอบพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญของสวีเดน (63): การสิ้นสุดสมบูรณาญาสิทธิราชย์สวีเดน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

คนแคระบนบ่ายักษ์
ไชยันต์ ไชยพร

ต่อมาคือหลักประการที่สี่ว่าด้วย  หลักการของระบบราชการในรัฐธรรมนูญ  ค.ศ. 1720 แม้ว่าในยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ทั้งในรัชสมัย Charles XI และ Charles XII การเลื่อนตำแหน่งข้าราชการ พระมหากษัตริย์ทั้งสองพระองค์จะทรงคำนึงถึงความสามารถ เป็นหลัก และไม่ให้ความสำคัญกับชาติกำเนิดก็ตาม แต่กระนั้นรัฐธรรมนูญฉบับนี้ต้องการแก้ปัญหาจากการที่ระบบราชการขึ้นอยู่กับพระมหากษัตริย์ ไม่ว่าจะเป็นการให้เงินเดือน การแต่งตั้งถอดถอน การเลื่อนตำแหน่ง

ดังนั้น รัฐธรรมนูญฉบับนี้จึงกำหนดให้ต้องมีเงินเดือนที่แน่นอน และมีมาตรฐานการเลื่อนตำแหน่ง โดยให้สภาฐานันดรเป็นองค์กรที่ควบคุมดูแลระบบราชการ ในตอนแรก สมาชิกสภาบริหารแต่ละคนจะเป็นหัวหน้าของสำนักงานราชการ แต่ต่อมาจากทัศนคติที่ต่อต้านระบบราชการ มีการห้ามไม่ให้หัวหน้าส่วนราชการเป็นสมาชิกสภาบริหาร และสมาชิกสภาบริหารจะไม่สามารถไปทำหน้าที่ในสำนักงานส่วนราชการได้ ส่งผลให้ข้าราชการจะต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางมากกว่าที่จะมาจากการเมือง โดยเฉพาะในส่วนงานราชการที่เกี่ยวกับกฎหมาย กองทัพเรือและกระทรวงทบวงกรมอื่นๆ 
และจากการที่ให้สภาฐานันดรควบคุมระบบราชการ ทำให้เกิดการทับซ้อนกันอย่างมากระหว่างส่วนราชการกับสภาฐานันดร ข้าราชการร้อยละ 80 มาจากฐานันดรอภิชน อีกทั้งนักบวชมาจาการแต่งตั้งโดยรัฐ อีกทั้งสมาชิกฐานันดรพ่อค้าคนเมืองจำนวนมากก็ทำหน้าที่เป็นเจ้าหน้าที่รัฐในระดับเมือง มีแต่สมาชิกฐานันดรชาวนาเท่านั้นที่ไม่ได้มีตำแหน่งใดในทางราชการ
 
หลักประการที่ห้า คือ  หลักการทางสถาบันองค์กร  รัฐธรรมนูญ ค.ศ. 1720 ได้เน้นให้ฐานันดรทั้งสี่แยกจากกัน ดังนั้น การที่เป็นตัวแทนของประชาชนสวีเดนในสภาฐานันดร จึงไม่ถือว่าเป็นตัวแทนของประชาชนสวีเดนทั้งมวล แต่ในฐานะที่เป็นตัวแทนของกลุ่มผลประโยชน์สี่กลุ่ม ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ฐานันดรสามในสี่สามารถตัดสินได้หากไม่สามารถได้คะแนนที่เป็นเอกฉันท์จากทั้งสี่ฐานันดร แต่พระมหากษัตริย์จะไม่ทรงมีสิทธิ์มีเสียงใดๆในกระบวนการตัดสินใจของสภาฐานันดร นอกจากนี้ ยังมีหลักการปกปิดเป็นความลับที่ใช้กับกิจกรรมทุกอย่างของสภาฐานันดร การตีพิมพ์ใดๆจะต้องได้รับการอนุญาต ห้ามไม่ให้มีการการถกเถียงวิพากษ์วิจารณ์สาธารณะ หลักการดังกล่าวนี้กำหนดให้กระบวนการการทำงานของสภาฐานันดรได้รับการปกป้องคุ้มครองอย่างยิ่ง
 
 จากข้างต้น จะเห็นได้ว่า รัฐธรรมนูญ ค.ศ. 1720 หรือรัฐธรรมนูญแห่งยุคแห่งเสรีภาพได้สถาปนาการปกครองที่อำนาจอธิปไตยจะอยู่ที่ฐานันดรทั้งสี่ที่เป็นองค์ประชุมสภาฐานันดร สภาบริหารไม่มีความเป็นอิสระและเจตจำนงของตัวเอง แต่เป็นเครื่องมือรองรับเจตจำนงของสภาฐานันดร พระมหากษัตริย์เป็นประมุขของฝ่ายบริหารแต่เพียงในนามเท่านั้น การใช้อำนาจของสภาบริหารที่แม้นจะดูเหมือนเป็นองค์กรฝ่ายบริหารที่ใช้อำนาจบริหารที่แยกออกจากอำนาจนิติบัญญัติของสภาฐานันดร ตามหลักการแบ่งแยกอำนาจและตรวจสอบถ่วงดุล แต่ในทางปฏิบัติอำนาจสุดท้ายอยู่ที่สภาฐานันดร ด้วยสภาฐานันดรได้ยืนยันการเป็นองค์อธิปัตย์ของแผ่นดิน และการใช้อำนาจของตนไม่มีวันผิดพลาด ตามที่จะได้กล่าวต่อไป 

ต่อประเด็น  องค์อธิปัตย์ อำนาจอธิปไตย และรัฐธรรมนูญนิยม (constitutionalism)  ในรัฐธรรมนูญ ค.ศ. 1720 กล่าวได้ว่า ภายใต้บริบททางการเมืองในยุคแห่งเสรีภาพ รูปแบบการปกครองถูกกำหนดหรือนิยามโดยรัฐธรรมนูญหรือกลไกแห่งการปกครอง (the instrument of government/Regeringsform) ค.ศ. 1720 โดยคำว่า Regeringsform ถ้าแปลตรงตัวจะได้ความหมายในภาษาอังกฤษว่า “รูปแบบการปกครอง” (form of government) แต่ในสำนวนภาษาอังกฤษสมัยใหม่ที่แปลเอกสารรัฐธรรมนูญของสวีเดน จะแปลว่า “กลไกการปกครอง” (Instrument of Government) ซึ่งเป็นคำที่เริ่มใช้ในรัฐธรรมนูญของอังกฤษในปี ค.ศ. 1653 และ Regeringsform หรือ “เครื่องมือการปกครอง” ถูกตราขึ้นเป็นพระราชบัญญัติโดยรัฐสภา (Riksdagsordning/ แปลตรงตัวคือ “order of the Diet” ในปี ค.ศ. 1723 โดยกำหนดไว้ว่า ในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก (Konungaforsakran) พระมหากษัตริย์จะต้องทรงทำสัตย์ปฏิญาณตามพระราชบัญญัติดังกล่าว
 
ขณะเดียวกัน พระราชบัญญัติกฎหมายอื่นๆ เช่น กฎหมายที่ว่าด้วยอภิสิทธิ์ของพวกอภิชนและพระ ค.ศ. 1723 และกฎหมายว่าด้วยเสรีภาพของสื่อ (freedom of the press) ค.ศ. 1766 ก็ถูกจัดให้เป็น “fundamental laws” นั่นคือ ถือเป็นเอกสารกฎหมายพื้นฐานทางรัฐธรรมนูญที่ในหลักการทางกฎหมายจะไม่สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงใดๆได้โดยไม่มีการแก้ไขตัวรัฐธรรมนูญ หรืออีกนัยหนึ่งคือ การแก้กฎหมายดังกล่าวนี้จะถือว่าเป็นการแก้ไขเปลี่ยนแปลงตัวรัฐธรรมนูญด้วย
 
รัฐธรรมนูญดังกล่าวนี้ได้จำกัดพระราชอำนาจและให้ “fundamental laws” กำหนดอำนาจของแต่ละสถาบันและให้มีการแชร์อำนาจทางการเมืองระหว่างพระมหากษัตริย์ สภาบริหาร (the Senate or the Council) และสภาฐานันดร (the Estates) ซึ่งทำให้เราอาจเรียกยุคแห่งเสรีภาพนี้ว่าเป็นการปกครองภายใต้หรือตามรัฐธรรมนูญได้ (a constitutional government) ซึ่งในศตวรรษที่สิบแปด ในสวีเดนจะเรียกว่า “การปกครองที่ผูกมัดโดยกฎหมาย” (“law-bound rule”/ lagbunden regering) ซึ่งการเน้นให้ความสำคัญที่กฎหมายและความถูกต้องตามกฎหมาย (legality) เป็นลักษณะที่โดดเด่นมากในเอกสารทางรัฐธรรมนูญในช่วงทศวรรษ 1720
 
จากอารัมภบท (preamble) ของรัฐธรรมนูญ ค.ศ. 1720 จะเห็นว่า เป้าหมายของเอกสารทางกฎหมายฉบับนี้ต้องการรักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ในสถานะอันสูงส่งของพระองค์ (his highness/hoghet) เพื่อสนับสนุนการใช้อำนาจ (authority/ myndighet) ของสภาบริหารและธำรงไว้ซึ่งสิทธิ์และเสรีภาพของสภาฐานันดร (the Estates/ratt och frihet) และกฎกติกาที่กล่าวถึงสถาบันทั้งสามนี้ในรัฐธรรมนูญนี้มาจากการสภาพของลำดับชั้นของอำนาจ (power hierarchies) ตามจารีตประเพณี แต่เป็นการกล่าวแต่ในเพียงทางการเท่านั้น เพราะในความเป็นจริง พระราชอำนาจของกษัตริย์มิได้อยู่ในลำดับสูงสุดอีกต่อไป โดยในยุคแห่งเสรีภาพนี้ อำนาจอธิปไตย (sovereignty) ในความหมายของ “อำนาจสูงสุด” (supreme power) และ “จักรวรรดิ” (empire) ไม่ได้อยู่ที่องค์พระมหากษัตริย์อีกต่อไป แต่อยู่ที่สภาฐานันดร (the Estates) และในดุลอำนาจระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์ สภาบริหารและสภาฐานันดร สภาฐานันดรมีอำนาจเหนือสถาบันพระมหากษัตริย์และสภาบริหาร โดยพระมหากษัตริย์ไม่ทรงสามารถปกครองโดยไม่มีสภาบริหาร และสภาบริหารจะต้องรับผิดชอบต่อสภาฐานันดรเท่านั้น
 
 คำในภาษาสวีดิชที่ใช้บ่งบอกถึงสถานะของกษัตริย์คือ “highness” ซึ่งตรงกับคำในภาษาละติน maiestas ซึ่งเป็นคำที่ใช้ในเอกสารทางการของสวีเดนตลอดมาจนถึงศตวรรษที่สิบแปด โดยคำดังกล่าวนี้ในศตวรรษที่สิบหกต่อสิบเจ็ด Gustav II Adolph (1594-1632) ได้ทรงใช้อย่างจงพระทัย โดยทรงต้องการใช้ในความหมายเดียวกันกับที่ใช้โดยนักทฤษฎีการเมืองต้นตำรับทฤษฎีอำนาจอธิปไตย Jean Bodin (1530-1596) ที่สื่อนัยความหมายของอำนาจสูงสุดของพระมหากษัตริย์ (monarchical sovereignty)  
ซึ่งในทฤษฎีการเมืองของ Bodin เห็นว่า อำนาจอธิปไตยของรัฐจะเกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์และดีที่สุดได้ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ แต่จากการที่รัฐธรรมนูญสวีเดน ค.ศ. 1720 ได้กำหนดให้อำนาจอันแท้จจริงอยู่ในสถาบันทางการเมืองตามลำดับตามจารีตประเพณี ดังนั้น คำว่า “highness” ที่ใช้ในรัฐธรรมนูญที่เดิมทีมีนัยความหมายบ่งชี้ถึงการมีอำนาจอันสมบูรณ์และอำนาจอธิปไตยเป็นของพระมหากษัตริย์จึงถูกลดค่าความ หมายลงไปอย่างยิ่งตามคำในภาษาสวีเดิชในช่วงยุคแห่งเสรีภาพ เมื่อเปรียบเทียบกับ “สิทธิ์และเสรีภาพของสภาฐานันดร” และอำนาจของสภาบริหาร และยิ่งหากพระมหากษัตริย์ทรงไม่มีบทบาทอะไรมากในสาธารณะแล้ว ความเป็น “highness” ของพระมหากษัตริย์มีแนวโน้มที่จะกลายเป็นคำเชิงพิธีกรรม ไม่มีความหมายอะไรและเป็นคำที่สื่อถึงสภาวะนิ่งเฉยไม่มีบทบาทอะไร ซึ่งแตกต่างจากความหมายดั้งเดิมก่อนหน้านี้
 
ในภาษาทางการเมือง (political language) ในสวีเดนในศตวรรษที่สิบแปด แนวความคิดเรื่อง “อำนาจอธิปไตย” (sovereignty) ไม่ได้หมายถึงอำนาจอธิปไตยปวงชนในแง่บวก (popular sovereignty) เหมือนอย่างที่มักจะเข้าใจกันในการปกครองเสรีประชาธิปไตยสมัยใหม่ แต่จะสัมพันธ์กับความหมายของอำนาจอันสมบูรณ์ (absolute power) และการปกครองโดยคนๆเดียวหรือคนกลุ่มๆเดียว (autocracy) และโดยเฉพาะอย่างยิ่งจะหมายถึงอำนาจอันสมบูรณ์ของพระมหากษัตริย์ (royal absolutism) โดยผู้บัญญัติรัฐธรรมนูญในยุคแห่งเสรีภาพได้เล็งเห็นถึงความจำเป็นที่จะต้องมีมาตรการป้องกันไม่ให้การเมืองการปกครองสวีเดนกลับไปเป็นสมบูรณาญาสิทธิราชย์และอัตตาธิปไตย (autocracy) อีก ดังจะเห็นได้จาก มาตรา 14 ในรัฐธรรมนูญ ค.ศ. 1720 ที่กล่าวว่า สภาบริหารจะต้องป้องกันความพยายามใดๆที่จะมากดขี่ครอบงำสภาฐานันดรและละเมิดเสรีภาพหรือสนับสนุน “ระบอบอัตตาธิปไตยอำนาจไม่จำกัด” (the unlimited autocratic regime) (det oinskrankte envaldsregementet) และผู้ใดก็ตามที่คบคิดที่จะรื้อฟื้นการปกครองโดยคนๆเดียว (autocratic rule) (envaldsvaldet) ขึ้นมาจะจะต้องสูญเสียเกียรติยศและทรัพย์สินทั้งหมดและมีโทษถึงประหารชีวิต

(โปรดติดตามตอนต่อไป)


กำลังโหลดความคิดเห็น