xs
xsm
sm
md
lg

90 ปีประชาธิปไตย : การปรากฏขึ้นของความหวังอีกครั้ง

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



"ปัญญาพลวัตร"
"พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต"

เมื่อ 8 ปีที่แล้ว หรือในวาระ 82 ปีของระบอบประชาธิปไตย ประเทศไทยเผชิญจุดหักเหที่สำคัญอันเกิดจากการรัฐประหารในปี 2557 การรัฐประหารครั้งนั้นทำลายหลักการพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตย ที่มีการวางเอาไว้ตั้งแต่รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 และ 2550 อย่างสิ้นเชิง ประเทศตกอยู่ภายใต้การปกครองของเผด็จการทหารร่วม 5 ปี และสืบเนื่องด้วยระบอบประชาธิปไตยแบบอำนาจนิยมตั้งแต่ 2562 จวบจนถึงปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม ในปีที่ 90 ของประชาธิปไตย ความหวังครั้งใหม่ก็ปรากฏขึ้นอีกครั้ง


ตั้งแต่ปี 2562 สังคมไทยตกอยู่ภายใต้ระบอบกึ่งเผด็จการที่สืบทอดจากระบอบเผด็จการทหาร ลักษณะของความเป็นกึ่งเผด็จการดำรงอยู่ในทั้งระดับโครงสร้างรัฐธรรมนูญและระดับการใช้อำนาจรัฐ

ในระดับโครงสร้าง การดำรงอยู่ของวุฒิสภาที่มาจากการแต่งตั้ง และมีอำนาจในการเลือกนายกรัฐมนตรีเป็นตัวบ่งชี้ของความเป็นกึ่งเผด็จที่ชัดเจนที่สุด เพราะที่มาและอำนาจของสมาชิกวุฒิสภาเป็นบทบัญญัติที่ด้อยค่าสิทธิเลือกตั้งและความเสมอภาคทางการเมืองของประชาชน เป็นประเด็นที่ขัดแย้งกับหลักการประชาธิปไตยอย่างสิ้นเชิง ทำให้อำนาจอธิปไตยของประชาชนถูกกดทับด้วยอำนาจของกลุ่มคนจำนวนน้อยที่ไม่ได้มาจากความยินยอมของประชาชน

นอกจากอำนาจในการเลือกนายกรัฐมนตรีอันเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหารแล้ว วุฒิสภายังมีอำนาจในการเลือกและเห็นชอบบุคคลที่ดำรงตำแหน่งองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ คณะกรรมการขององค์กรเหล่านั้นจึงไม่มีการเชื่อมโยงกับประชาชน ทำให้รากฐานความชอบธรรมขององค์กรเหล่านั้นอ่อนแอ และถูกตั้งข้อสงสัยในการปฏิบัติหน้าที่ เมื่อผลงานจำนวนหนึ่งขององค์กรเหล่านั้นปรากฏสู่สาธารณะ สมมติฐานที่คนจำนวนมากตั้งเอาไว้ได้รับการพิสูจน์ นั่นคือ “ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรของรัฐมาจากกลุ่มอำนาจใด ก็มีแนวโน้มรับใช้กลุ่มอำนาจนั้น”

การคงอยู่ของวุฒิสมาชิกที่มาจากการแต่งตั้งยังทำให้เกิดปรากฏการณ์ “เสียงข้างมากแบบจอมปลอม” และ “ระบบทรราชของเสียงข้างมาก” ในรัฐสภาขึ้นมา เสียงข้างมากแบบจอมปลอมบิดเบือนและทำลายเสียงข้างมากที่มาจากประชาชนลงไปอย่างสิ้นเชิง ดังเห็นได้จากการลงมติแก้ไขรัฐธรรมปี 2560 แม้เสียงข้างมากจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเห็นชอบกับการแก้ไขในหลายประเด็น แต่หากสมาชิกวุฒิสภาไม่เห็นด้วย ก็ไม่สามารถแก้ไขได้ เสียงของประชาชนที่ดำเนินการผ่าน ส.ส. จึงปราศจากความหมาย นั่นหมายถึง หลักอำนาจอธิปไตยของปวงชนชาวไทยถูกละเมิดอย่างรุนแรง

การกำหนดยุทธศาสตร์ชาติไว้ในรัฐธรรมนูญเป็นสิ่งบ่งชี้สำคัญอีกประการหนึ่งของการใช้ระบอบกึ่งเผด็จการ เพราะหมายถึงว่า รัฐได้กำหนดกรอบคิดที่แข็งตัวเกี่ยวกับการพัฒนาประเทศ และมีวิธีคิดในลักษณะที่ว่า “การพัฒนาต้องเป็นไปตามคำสั่งของรัฐ” หรือ การพัฒนาแบบสั่งการนั่นเอง รูปแบบการกำหนดให้ยุทธศาสตร์ชาติเป็นกฎหมายเช่นนี้ ไม่ปรากฎในประเทศประชาธิปไตยอื่นใด หากจะมี ก็มีแต่ในประเทศที่ใช้เผด็จการคอมมมิวนิสต์ในอดีตเท่านั้น ส่วนในประเทศที่ใช้ระบอบประชาธิปไตยจะไม่มีการกำหนดแผนยุทธศาสตร์เป็นกฎหมายแต่อย่างใด แม้ประเทศอาจมีการใช้ยุทธศาสตร์ชาติบ้าง แต่ก็เป็นไปในลักษณะนโยบาย ไม่ใช่กฎหมาย อย่างไรก็ตาม ประเทศประชาธิปไตยส่วนใหญ่ไม่มีแผนยุทธศาสตร์ชาติแต่อย่างใด ประเทศเหล่านั้นใช้นโยบายของพรรคการเมืองที่ครองอำนาจในแต่ละยุคเป็นสิ่งกำหนดทิศทางการพัฒนาชาติ และให้เอกชนและประชาชนเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศ ส่วนบทบาทของรัฐนั้นถือว่าเป็นกรรมการในการรักษากติกา และรักษาความสงบของสังคมเป็นหลัก อาจมีบทบาทต่อสังคมบ้าง แต่ไม่มากนัก และมักเป็นบทบาทในการให้สวัสดิการสังคมแก่ผู้ด้อยโอกาสเป็นด้านหลัก

ในระดับการบริหาร รัฐบาลเผด็จการทหาร และรัฐบาลกึ่งเผด็จการที่สืบทอดอำนาจ มีทิศทางการบริหารแบบรวมศูนย์อำนาจจากส่วนกลาง มุ่งการเสริมสร้างอำนาจของระบบราชการให้แข็งแกร่งขึ้น ขณะที่การมีส่วนร่วมของประชาชนถูกทำให้กลายเป็นพิธีการ เพื่อเอาไว้อ้างและสร้างความชอบธรรมเท่านั้น พร้อมกันนั้น ก็ลดระดับความโปร่งใสในการบริหารลง ด้วยการปิดบังข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการบริหารโครงการต่าง ๆ มากขึ้น การที่ประชาชนทั่วไป หรือแม้แต่ตัวแทนของประชาชนจะขอข้อมูลตาม พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารเป็นไปด้วยความยากลำบาก และหลายกรณีแทบเป็นไปไม่ได้เลย

ลักษณะการบริหารแบบอำนาจนิยมที่ปรากฏชัดอีกประการของรัฐบาลกึ่งเผด็จการคือ การใช้กฏหมายพิเศษในการบริหารประเทศอย่างต่อเนื่องยาวนานเกินความจำเป็น ดังการใช้พระราชกำหนดในสถานการณ์ฉุกเฉินเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทั้งที่มีกฏหมายปกติอยู่แล้ว ส่วนรัฐบาลในระบอบประชาธิปไตยนั้นมีหลักการในการใช้กฏหมายพิเศษอย่างระมัดระวังเฉพาะกรณีที่สำคัญอย่างยิ่งยวด และใช้เพียงระยะสั้นเท่านั้น เพราะตระหนักและให้ความสำคัญมากเกี่ยวกับหลักการที่รัฐไม่พึงละเมิดสิทธิและเสรีภาพของประชาชนเกินความจำเป็น ดังนั้น หากมีการใช้กฏหมายพิเศษ เมื่อสถานการณ์คลี่คลาย ก็จะยกเลิกทันที ส่วนรัฐบาลกึ่งเผด็จการมักยึดความสะดวกของการทำงานแบบสั่งการเป็นหลัก และให้ความสำคัญกับสิทธิของพลเมืองน้อยอย่างยิ่ง

สิ่งที่สะท้อนการเป็นรัฐกึ่งเผด็จการอีกอย่างคือ การใช้อำนาจตุลาการในการระงับสิทธิการประกันตัวของผู้ถูกกล่าวหาในคดีอาญา ซึ่งเกิดขึ้นอย่างแพร่หลายในสองสามปีที่ผ่านมา จนเป็นข่าวไปทั่วโลก และกระทบต่อภาพลักษณ์เกี่ยวกับความเหมาะสมในการบังคับใช้กฏหมายของประเทศไทยอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ในฐานะเป็นประเทศที่ไม่ค่อยให้ความสำคัญกับหลักสิทธิมนุษยชน แม้ว่าได้ลงนามในปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนขององค์การสหประชาชาติแล้วก็ตาม ยิ่งกว่านั้น หากพิจารณาทัศนคติและการกระทำของเจ้าหน้าที่ตำรวจของรัฐไทยต่อการควบคุมการชุมนุมของผู้ต่อต้านรัฐบาล เจ้าหน้าที่มีแนวโน้มแสดงทัศนคติเชิงลบ เป็นปรปักษ์ และมีการกระทำที่รุนแรงต่อผู้ชุมนุมอย่างต่อเนื่องทั้งทางกฏหมายและทางกายภาพ โดยที่รัฐไม่แสดงท่าทีห้ามปราม หรือลงโทษต่อปฏิบัติที่ใช้อำนาจเกินขอบเขตแต่อย่างใด ตรงกันข้ามกลับมีแนวโน้มแสดงท่าทีปกป้องและสนับสนุนด้วยซ้ำ การใช้ความรุนแรงทางกฎหมายและกายภาพสร้างความรู้สึกหวั่นกลัวแก่ประชาชนจำนวนมาก จนไม่กล้าออกไปแสดงสิทธิในการชุมนุมทางการเมือง การบั่นทอนหรือสร้างเงื่อนไขที่เป็นอุปสรรค เพื่อไม่ให้ประชาชนไปแสดงสิทธิการชุมนุมทางการเมือง ย่อมไม่ใช่แบบแผนการบริหารประเทศของรัฐบาลในระบอบประชาธิปไตยอย่างแน่นอน

แม้ว่ารัฐและชนชั้นนำต้องการแช่แข็งประเทศให้อยู่ภายใต้รัฐกึ่งเผด็จการ แต่ประชาชนและภาคประชาสังคมพยายามขับเคลื่อนประเทศไปสู่ประชาธิปไตย ในช่วงสามปีที่ผ่านมา กลุ่มประชาชนที่มีความตื่นตัวทางการเมืองในสังคมไทยขยายตัวทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ พร้อมกับการลดลงของมวลชนที่ไม่มีความตื่นตัวทางการเมือง การแสดงออกทางการเมืองเพื่อท้าทายอำนาจรัฐอำนาจนิยมกึ่งเผด็จการเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในหลากหลายรูปแบบทั้งในท้องถนน โลกสังคมออนไลน์ และสนามการเลือกตั้ง ที่เห็นชัดคือ การชุมนุมทางการเมืองของเยาวชนคนรุ่นใหม่เพื่อเรียกร้องให้มีการปฏิรูปโครงสร้างการเมืองในทุกระดับช่วงปี 2563-64 การเกิดขึ้นของพรรคการเมืองแนวเสรีนิยมสมัยใหม่ ที่แสดงบทบาทอภิปรายอย่างโดดเด่น และเสนอกฎหมายหลายฉบับที่มีความก้าวหน้าในรัฐสภา การตกต่ำลงของคะแนนนิยมของรัฐบาลกึ่งเผด็จการ และการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กรุงเทพมหานครในเดือนพฤษภาคม 2565

กระแสความเบื่อหน่ายในการใช้อำนาจจนเกินขอบเขต ขาดความเที่ยงธรรม และความไร้ประสิทธิภาพของรัฐกึ่งเผด็จการขยายตัวออกไปในวงกว้าง ขณะที่กระแสของเสรีนิยมประชาธิปไตยได้ฟื้นคืนกลับมา ยิ่งเมื่อประชาชนได้เห็นและสัมผัสวิธีคิดและการปฏิบัติงานของผู้ว่ากรุงเทพมหานครคนใหม่ที่มาจากการเลือกตั้ง ก็ยิ่งเป็นการเสริมแรงกระแสประชาธิปไตยมากยิ่งขึ้น ประชาชนได้เปรียบเทียบอย่างชัดเจนระหว่างวิธีคิดของผู้นำการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง กับวิธีคิดของผู้นำในระบอบกึ่งเผด็จการ

วิธีคิดที่ให้ความสำคัญกับประชาชนมองประชาชนเป็นนาย กับวิธีคิดที่มองประชาชนเป็นสิ่งรองรับอารมณ์ของผู้บริหารประเทศ วิธีคิดการทำงานแบบเครือข่ายและมีส่วนร่วม กับการทำงานแบบสั่งการจากเบื้องบนและจำกัดวงในกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ วิธีคิดในการทำงานเชิงรุกที่เดินหน้าเข้าเผชิญและแก้ปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพ กับการทำงานในเชิงรับและโยนความรับผิดชอบ และวิธีคิดการทำงานแบบโปร่งใสและเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ กับการทำงานแบบปิดลับในมุมมืดและกีดกันการเข้าถึงข้อมูล

ชนชั้นนำและกลุ่มอำนาจพยายามยื้อยุดเพื่อรักษาระบอบกึ่งเผด็จการเอาไว้ ขณะที่ประชาชนส่วนมากต้องการสร้างประชาธิปไตย การตื่นตัวทางการเมืองของประชาชนในพุทธทศวรรษที่ 2560 มีความแตกต่างจากการตื่นตัวของประชาชนในยุคทศวรรษที่ 2530 ซึ่งส่วนใหญ่จำกัดวงแต่เฉพาะชนชั้นกลางในเมืองใหญ่เป็นหลัก การตื่นตัวทางการเมืองของประชาชนยุคทศวรรษ 2560 มีขอบเขตที่กว้างกว่าอดีต กระจายไปทั้งกลุ่มชนชั้นกลาง ชาวบ้านทั่วไป กลุ่มวัยเยาวชน วัยทำงาน พื้นที่เขตเมือง และกึ่งเมือง

แม้บทเรียนในประวัติบอกให้เราตระหนักว่า เส้นทางการพัฒนาประชาธิปไตยหาได้ราบรื่นและก้าวหน้าอย่างเป็นเส้นตรง เพราะสังคมไทยยังคงมีปัจจัยที่เหนี่ยวรั้ง และกระชากประชาธิปไตยให้ถอยหลังดำรงอยู่ ปัจจัยเหล่านี้คือ พรรคการเมืองแบบคณาธิปไตยของกลุ่มทุน นักการเมืองที่ขาดจริยธรรมและมุ่งประโยชน์ส่วนตน กลุ่มผู้นำทหารอำนาจนิยมที่พร้อมจะก่อการรับประหารหากได้โอกาส กลุ่มชนชั้นนำอนุรักษ์นิยมขวาจัดที่ต้องการระบอบเผด็จการ และชนชั้นกลางและมวลชนขวาจัดที่พร้อมสนับสนุนชนชั้นนำ

แต่ในปีที่ 90 ของการพัฒนาระบอบประชาธิปไตยมีร่องรอยของความหวังปรากฏขึ้นอีกครั้งในการขับเคลื่อนให้ประชาธิปไตยก้าวไปข้างหน้า สัญญาณเชิงบวกที่เห็นได้ชัดคือ มีการปรากฏขึ้นของนักการเมืองระดับท้องถิ่นที่เป็นตัวแบบที่ดีในการบริหารเมือง มีพรรคการเมืองบางพรรคที่ทำงานอย่างมีคุณภาพในสภาผู้แทนราษฎร มีการขยายตัวของข่าวสารทางการเมืองอย่างกว้างขวางผ่านสื่อสังคมออนไลน์ และที่สำคัญคือมีประชาชนจำนวนมากที่ต้องการเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ที่เป็นอยู่ เพื่อขับเคลื่อนประเทศให้หลุดพ้นจากการครอบงำของระบอบกึ่งเผด็จการ ที่นับวันยิ่งสร้างปัญหาแก่ประเทศและประชาชนมากขึ้น


กำลังโหลดความคิดเห็น