xs
xsm
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

คนไทยสู้ชีวิต ขอต่อเวลาลดภาษีน้ำมัน ฝ่าวิกฤต “ของแพง ค่าแรงถูก อนาคตมืดมน”

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - ถึงแม้ “รัฐบาลลุง” จะโหมกระแสเปิดประเทศฟื้นเศรษฐกิจ แต่ชีวิตคนไทยในยามนี้ยังสุดรันทดอยู่ในวังวนข้าวของแพงค่าแรงถูก งานหายรายได้หด สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน เม.ย.ที่ผ่านมาต่ำสุดในรอบ 8 เดือน นั่นคือเงินในกระเป๋ามีน้อย ไม่กล้าจับจ่ายใช้สอย ยังไม่เชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจจะกระเตื้องขึ้น พูดง่ายๆ คือไม่เชื่อน้ำยารัฐบาลลุงจะพาเศรษฐกิจประเทศขึ้นจากหุบเหวได้ ผสมผสานกับสถานการณ์เศรษฐกิจโลกบวกราคาพลังงานที่ผันผวนหนักก็ยิ่งไปกันใหญ่ 

มองในภาพรวมตามรายงานของศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ซึ่ง  นายธนวรรธน์ พลวิชั  อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจฯ เปิดเผยผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทย (ภาคเอกชน) เดือน เม.ย. 2565 พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 และอยู่ในระดับต่ำสุดในรอบ 8 เดือนนับตั้งแต่เดือนกันยายน 2564 หรือจากระดับ 42.0 ในเดือนมีนาคม มาอยู่ที่ระดับ 40.7 ขณะที่ความเชื่อมั่นหอการค้าไทย ลดลงอยู่ระดับ 0.1 โดยค่าดัชนีอยู่ที่ 35.4
ความเชื่อมั่นที่ยังลดลงต่อเนื่องน่าจะมาจากภาระค่าครองชีพสูงเป็นหลักบวกกับการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอน ราคาน้ำมันและราคาสินค้าที่ปรับตัวสูงขึ้น ความไม่เชื่อมั่นต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในอนาคตยังบั่นทอนความเชื่อมั่นในปัจจุบันให้ลดลง สะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่อง

 ความกังวลของประชาชนที่มากที่สุดยังคงเป็นเรื่องค่าครองชีพที่สูงขึ้น เนื่องจากสินค้าราคาแพงขึ้นแต่รายได้ยังคงเท่าเดิม ซึ่งจะเป็นผลกระทบหนักที่สุดที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต อีกทั้งราคาน้ำมันดีเซลและเบนซินที่ปรับตัวสูงขึ้น เป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อเงินเฟ้อตลอดจนการปรับราคาสินค้าที่เริ่มทยอยปรับขึ้น ซึ่งคาดว่าจะเป็นปัญหาต่อเนื่องในเดือนพ.ค.นี้ 

ข้อเสนอของหอการค้าไทยต่อรัฐบาลคือ ขอให้รัฐบาลดูแลค่าพลังงานและค่าครองชีพโดยตรึงไว้ให้นานที่สุด หากรัฐบาลประคองไม่ให้ราคาน้ำมันขึ้นเร็วจนเกินไปจะเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันก็สนับสนุนให้มีโครงการคนละครึ่ง เฟส 5 ในเดือน มิ.ย.ที่จะถึงนี้

ประเด็นการตรึงราคาน้ำมันดีเซลที่ประชาชนและภาคธุรกิจเรียกร้องมาตลอดนั้น เป็นเรื่องที่ทำให้  พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม  อารมณ์ขุ่นมัว อย่างล่าสุดที่ท่านผู้นำตอบคำถามจะขยายมาตรการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลลง 3 บาท ซึ่งจะสิ้นสุดลงในวันที่ 20 พ.ค.นี้ หรือไม่

 “คณะรัฐมนตรี (ครม.) กำลังพิจารณาต่อเวลาอยู่ ..... ก็จะลดต่อ แต่ก็ต้องดูระยะเวลาว่าจะลดตอนไหนดี เข้าใจหรือยัง ครม. เขาเตรียมจะลดต่อ แต่จะต่ออย่างไรเมื่อไหร่กำลังหารืออยู่ในจุดนี้ ....จะต่อให้อีกเท่าไหร่ เหลืออีกกี่บาท 3 บาทหรือไม่ ... การทำงานต้องมีขั้นมีตอนเข้าใจกันหรือไม่ ไม่ใช่ว่าอยู่ดีดีรัฐบาลจะลดให้อย่างเดียว ผมพูดอะไรก็ได้เดี๋ยวให้ลดแล้วใครรับผิดชอบ พวกเราทั้งหมดใช่หรือไม่ที่ต้องร่วมกันรับผิดชอบ วันนี้ผมบอกว่าผมจะดูมาตรการการลดภาษีสรรพสามิต ภาษีน้ำมันลงอีกได้หรือไม่ ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบอกว่าพอได้ ผมก็บอกว่าขอให้พิจารณาให้ทันเวลาที่เหลืออยู่ก็แล้วกันกระทรวงพลังงาน กำลังพิจารณาในส่วนของตรงนี้และนำเข้าสู่ที่ประชุม ครม. การลดอาจจะช่วยพยุงราคาไว้ได้บ้าง ที่พูดไม่ได้โมโหนะนี่” นายกรัฐมนตรี ตอบคำถามผู้สื่อข่าวที่ซักไซร้ไล่เรียงอย่างมีอารมณ์ 

ไม่เพียงแต่ราคาน้ำมันเท่านั้น ยังมีสินค้าอื่นๆ รอปรับขึ้นราคากันเป็นทิวแถว “.... ดูจากสถานการณ์พลังงานของโลกด้วยเราจำเป็นต้องพิจารณาโดยคำนึงถึงปัจจัยหลายหลายส่วน การที่จะให้ยาวหรือลดหมดไปเลย มันยากเพราะมีผลกระทบด้วยกันทั้งสิ้นเนื่องจากอยู่ในห่วงโซ่เดียวกันทั้งหมด วันนี้ก็เป็นห่วงในเรื่องของราคาน้ำมันพืช อาหารสัตว์ ปุ๋ย ยอมรับว่าห่วงไปทุกเรื่องเพราะไม่ใช่สถานการณ์ปกติ....” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

ในการพิจารณาขยายมาตรการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลลง 3 บาท นั้น  นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์  รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่ามาตรการดังกล่าวจะสิ้นสุดในวันที่ 20 พ.ค. 2565 ขณะนี้กระทรวงการคลัง กำลังพิจารณาอยู่ ซึ่งจะมีการประชุมในวันที่ 17 พ.ค. นี้ว่าจะขยายมาตรการออกไปอีกหรือไม่

 สำหรับการดำเนินมาตรการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดังกล่าว กระทรวงการคลัง ประเมินว่า รัฐสูญเสียรายได้ภาษีเดือนละ 5,700 ล้านบาท หรือ 3 เดือน ประมาณ 17,100 ล้านบาท 

อีกไม่กี่วันข้างหน้า ประชาชนคนไทยก็ต้องลุ้นกันอีกทีว่ารัฐบาลจะตัดสินใจอย่างไร ถ้าต่อมาตรการลดภาษีฯ จะยังคงยืนตัวเลขการลดภาษีอยู่ที่ 3 บาทต่อลิตรหรือไม่ หรือจะปรับลดลง รวมทั้งกำหนดเวลาจะยืดออกไปอีกนานเท่าใด แต่ไม่ว่าจะเลือกทางไหนก็ล้วนส่งผลกระทบต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ทั้งสิ้น ถ้าลดภาษีสรรพสามิตต่อก็จะกระทบรายได้เข้ารัฐนับหมื่นล้าน แต่ถ้าเลิกหรือลดต่ำลงกว่า 3 บาทต่อลิตร ก็จะส่งผลให้ราคาน้ำมันดีเซลดีดขึ้น กระทบต่อค่าครองชีพ ต้นทุนการผลิตสินค้า ค่าขนส่ง ฯลฯ ประชาชนเดือนร้อนไปตามๆ กัน

เอาแค่การลอยตัวน้ำมันดีเซลก๊อกแรกที่ส่งผลให้ราคาน้ำมันดีเซลไปยืนอยู่ที่ 32 บาทต่อลิตร และจะขยับเป็น 35 บาทต่อลิตรในเร็ววันนี้ ก็ส่งผลกระทบต่อราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่ทยอยปรับขึ้นราคาเป็นขบวนพาเหรด โดยเฉพาะอย่างยิ่งราคาน้ำมันพืชทั้งน้ำมันปาล์มและน้ำมันถั่วเหลืองที่มีปัจจัยซ้ำเติมมาจากการงดส่งออกปาล์มของประเทศอินโดนีเซียเพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนภายในประเทศ ทำให้ราคาปาล์มและผลิตภัณฑ์ต่อเนื่องปรับตัวเพิ่มขึ้นชนิดขึ้นราคากันรายวันเลยทีเดียว

 อย่างน้ำมันพืชชนิดขวดขนาดบรรจุ 1 ลิตร ทั้งน้ำมันปาล์มและน้ำมันถั่วเหลืองนั้น เมื่อวันที่ 7 พ.ค. ผู้ผลิตยี่ห้อหนึ่งแจ้งขึ้นราคาโดยน้ำมันปาล์มขึ้น 16 บาทต่อลัง (12 ขวด) จาก 809 บาท เป็น 825 บาทต่อลัง ทำให้ราคาต้นทุนเป็น 68.75 บาทต่อขวด ส่วนน้ำมันถั่วเหลืองปรับขึ้น 17 บาทต่อลัง จาก 775 บาท เป็น 792 บาท ทำให้ราคาต้นทุนปรับขึ้นเป็น 66-67.50 บาท



ถัดมาเมื่อวันที่ 9 พ.ค. มีผู้ผลิตอีกยี่ห้อแจ้งขึ้นราคาอีกครั้งหลังปรับไปแล้ววันที่ 4 พ.ค. ที่ผ่านมา โดยราคาใหม่น้ำมันปาล์มอยู่ที่ 830 บาทต่อลัง ทำให้ราคาต้นทุนใกล้แตะ 70 บาทต่อขวด ส่วนน้ำมันถั่วเหลืองราคาอยู่ที่ 805 บาทต่อลัง ทำให้ราคาต้นทุนอยู่ที่ 67-68 บาทต่อขวด ส่วนราคาขายปลีกหน้าร้านทั้งน้ำมันปาล์มและถั่วเหลืองขายเกิน 70 บาทต่อขวด เป็นที่เรียบร้อย 

ส่วนบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป เช่น มาม่า ของ บมจ.ไทยเพรสซิเด้นท์ฟู้ด จำกัด แจ้งปรับราคาไปยังผู้ค้าส่งแล้ว เช่น รสต้มยำกุ้ง รสหมูสับ ปรับราคาขายส่งขึ้นอีก 2-3 บาทต่อกล่อง (30 ซอง) หรือ 10-14 บาท/ลัง (6 กล่อง หรือ 180 ซอง) ทำให้ราคาขายของมาม่าเพิ่มเป็นกล่องละ 145 บาท จาก 143 บาท และลังละ 870 บาท จากเดิม 858 บาท นับตั้งแต่เดือน พ.ค. นี้เป็นต้นไป ส่วน “ไวไว” ปรับขึ้นตั้งแต่เดือนเม.ย.ที่ผ่านมา จากซองละ 5.50 บาท เพิ่มเป็น 6 บาท และเพิ่มน้ำหนักจาก 55 กรัม เป็น 57 กรัม

นอกจากนั้น ยังมีกลุ่มสินค้าที่ปรับราคาขึ้นแล้ว เช่น กลุ่มซอสปรุงรส ซีอิ๊ว น้ำปลา ขยับขึ้น 2-3 บาทต่อขวด สบู่ก้อนขยับขึ้น 1 บาท แป้งทำอาหาร และเส้นบะหมี่ 500 กรัม ขยับขึ้น 3 บาท เป็นต้น

ส่วนราคาสินค้าหมวดอาหารสดก็จ่อปรับขึ้นเช่นเดียวกัน โดย  ดร.ฉวีวรรณ คำพา นายกสมาคมส่งเสริมการเลี้ยงไก่แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ และประธานกรรมการบริหาร บริษัทในเครือฉวีวรรณ ผู้ส่งออกเนื้อไก่ไทยติดอันดับ 1 ใน 5 ของประเทศ ขยับปรับราคาขึ้นเพราะแบกต้นทุนไม่ไหว เนื่องจากวัตถุดิบในการผลิตอาหารสัตว์ราคาพุ่งสูงขึ้นถึง 13 บาทต่อกิโลกรัม ส่วนกากถั่วที่ขยับขึ้นถึง 22.80 บาทต่อกิโลกรัม บริษัทจึงปรับราคาไก่หน้าฟาร์มเป็น 42 บาทต่อกิโลกรัม จากเดือนม.ค. 2565 อยู่ที่ราคา 39 บาทต่อกิโลกรัม เพื่อให้เกษตรกรผู้เลี้ยงไม่ขาดทุน

 การปรับราคาหน้าฟาร์มเพิ่มขึ้น คาดว่าราคาเนื้อไก่และชิ้นส่วนต่างๆ ในตลาดสดจะทยอยปรับเพิ่มขึ้นตาม จากราคาเมื่อช่วงปลายเดือนเม.ย.ที่ผ่านมา ราคาไก่ทั้งตัวยังอยู่ที่เฉลี่ยต่อกิโลกรัมอยู่ที 75 บาท อกไก่ 85 บาท น่องไก่ 65 บาท 

ไม่เพียงราคาสินค้าหมวดอาหารเท่านั้นที่ปรับเพิ่ม ในส่วนของภาคบริการขนส่งก็ร้องขอปรับขึ้นราคาเช่นกัน โดยทางสมาคมกิจการรถโดยสารประจำทางไทย ซึ่งมีรถโดยสารอยู่ประมาณ 40,000 คันทั่วประเทศ ขอปรับค่าโดยสารโดยขอให้คณะกรรมการควบคุมขนส่งทางบกกลาง ซึ่งมีอำนาจปรับค่าโดยสารตามกฎหมาย พิจารณาข้อเท็จจริงตามสภาพการณ์ปัจจุบันจากราคาต้นทุนด้านพลังงานที่เพิ่มขึ้น ส่วนจะปรับขึ้นได้เท่าไหร่นั้นขอเพียงให้ผู้ประกอบอยู่ได้ ไม่เช่นนั้นคงต้องจอดรถทิ้งนับหมื่นคัน

ส่วนการคมนาคมทางเรือ นายเชาวลิต เมธยะประภาส  กรรมการผู้จัดการ บริษัทครอบครัวขนส่ง (2002) ผู้ให้บริการเดินเรือคลองแสนแสบ มีหนังสือถึงกรมเจ้าท่า (จท.) แจ้งปัญหาต้นทุนน้ำมันที่ปรับสูงขึ้นจำเป็นต้องปรับราคาอีกอย่างน้อยระยะละ 1 บาท แต่ทางกระทรวงคมนาคม ขอให้ผู้ประกอบการเรือโดยสารตรึงราคาไปก่อนในระหว่างการพิจารณาคำขอปรับค่าโดยสาร

การปรับขึ้นของราคาสินค้าและบริการ เรียกได้ว่ายังไต่ระดับขึ้นไม่หยุดและดันให้เงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้น โดยก่อนหน้านี้ นายณรงค์ พูลพิพัฒน์  ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์ เผยว่าดัชนีราคาผู้บริโภคของไทย เดือนเม.ย. 2565 เท่ากับ 105.15 (ปี 2562 = 100) สำหรับอัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ร้อยละ 4.65 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน

ปัจจัยหลักยังคงเป็นราคาพลังงาน อาหารสด และต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ส่งผลให้ราคาอาหารสำเร็จรูปสูงขึ้นตามไปด้วย สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย-ยูเครน และมาตรการคว่ำบาตร ส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทานการผลิต การค้า และการขนส่ง ราคาสินค้าและบริการในประเทศปรับสูงขึ้น ทำให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นทิศทางเดียวกับหลายประเทศที่ประสบอยู่ในปัจจุบัน


อย่างไรก็ตาม ราคาต้นทุนหรือราคาหน้าโรงงานของไทยที่สูงขึ้นค่อนข้างมาก สะท้อนได้จากดัชนีราคาผู้ผลิต ที่สูงขึ้นถึงร้อยละ 12.8 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน ยังไม่ส่งผ่านไปยังราคาขายปลีกมากนัก เนื่องจากมาตรการของภาครัฐ และความต้องการที่ยังไม่ฟื้นตัวจากวิกฤตโควิด-19

มาดูว่าสินค้ากลุ่มไหนที่ราคาเพิ่มขึ้นจนดันเงินเฟ้อแตะ 4.65 ตามรายงานของสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า ระบุว่า สินค้าในกลุ่มพลังงาน สูงขึ้นร้อยละ 21.07 ส่งผลให้สินค้าในหมวดพาหนะการขนส่งและการสื่อสารสูงขึ้นร้อยละ 10.73 โดยเฉพาะราคาน้ำมันเชื้อเพลิง และส่งผลให้ค่าโดยสารสาธารณะปรับสูงขึ้นตาม

หมวดเคหสถาน สูงขึ้นร้อยละ 0.98 จากการสูงขึ้นของค่ากระแสไฟฟ้าและก๊าซหุงต้ม ราคาปรับสูงขึ้นเนื่องจากสิ้นสุดมาตรการตรึงราคาและเริ่มปรับราคาสูงขึ้นแบบขั้นบันได 3 ครั้ง ตั้งแต่เดือนเมษายน - มิถุนายน 2565

ขณะที่การปรับขึ้นค่าไฟฟ้าผันแปร (เอฟที) ช่วงเดือน พ.ค.-ส.ค. 65 เพิ่มอีก 23.38 สตางค์/หน่วย เป็น 24.77 สตางค์/หน่วย ส่งผลให้อัตราค่าไฟฟ้าอยู่ที่ 4 บาท/หน่วย เพิ่มความกดดันต่อราคาสินค้าเพิ่มมากขึ้น

ส่วนสินค้าในกลุ่มอาหาร สูงขึ้นร้อยละ 4.83 จากการสูงขึ้นของอาหารสดในกลุ่มปศุสัตว์ เช่น ไข่ไก่ เนื้อสุกร ไก่สด ราคาเปลี่ยนแปลงตามต้นทุนการเลี้ยง ผักสดบางชนิด ซึ่งปรับขึ้นตามสภาพภูมิอากาศและปริมาณผลผลิต ส่วนน้ำมันพืช ราคาปรับสูงขึ้นตามต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้น สำหรับอาหารสำเร็จรูป และเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ (กาแฟ/ชา (ร้อน/เย็น)) ปรับขึ้นเล็กน้อย

หมวดสินค้าอื่นๆ ที่ปรับสูงขึ้น เช่น ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับทำความสะอาด (น้ำยาล้างจาน ผงซักฟอก น้ำยารีดผ้า) ของใช้ส่วนบุคคล (แชมพู ยาสีฟัน สบู่ถูตัว) เนื่องจากหมดโปรโมชั่นลดราคาแต่ราคาสินค้ายังไม่เกินช่วงแนะนำ

สำหรับดัชนีราคาผู้ผลิต เดือนเมษายน 2565 สูงขึ้นร้อยละ 12.8 เมื่อเทียบช่วงเดือนเดียวกันกับปีก่อน (YoY) ตามต้นทุนการผลิต วัตถุดิบ ค่าขนส่ง และเงินบาทที่อ่อนค่าลง โดยเฉพาะสินค้าในกลุ่มปิโตรเลียม ก๊าซธรรมชาติและสินค้าที่เกี่ยวเนื่อง รวมถึงผลิตภัณฑ์อาหารและสินค้าเกษตรสำคัญจากอุปทานที่มีความตึงตัว ขณะที่ความต้องการมีอย่างต่อเนื่อง โดยดัชนีราคาวัสดุก่อสร้างสูงขึ้นร้อยละ 8.8 (YoY) สูงขึ้นในทุกหมวดสินค้าตามต้นทุนการผลิตและวัตถุดิบ ทั้งราคาน้ำมัน เหล็ก ถ่านหิน และอลูมิเนียมที่ปรับสูงขึ้นตามราคาตลาดโลก ประกอบกับการลดกำลังการผลิตของกลุ่มประเทศผู้ผลิต ส่งผลให้สินค้าขาดแคลน

สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์ ชี้ว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวม ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 45.7 เทียบกับระดับ 43.8 ในเดือนก่อนหน้า เป็นผลจากเศรษฐกิจภายในประเทศได้รับแรงสนับสนุนจากการส่งออกที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง และภาคการท่องเที่ยวมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น

 สำหรับแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อ เดือน พ.ค. 2565 มีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง จากราคาน้ำมันที่ยังคงอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน ประกอบกับมาตรการตรึงราคาและการปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล ได้สิ้นสุดลงในเดือนเม.ย. และปลายเดือนพ.ค.นี้ และการปรับราคาสูงขึ้นแบบขั้นบันไดของก๊าซหุงต้ม หรือ LPG ในเดือนเม.ย. - มิ.ย. 2565 รวมทั้งสินค้าอุปโภคบริโภค โดยเฉพาะอาหารสดและอาหารสำเร็จรูปยังมีแนวโน้มปรับสูงขึ้นตามต้นทุนการผลิตและวัตถุดิบ  

นอกจากนี้ ราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์โลก มาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ และพันธมิตร และการแพร่ระบาดของโควิด-19 รวมถึงความไม่แน่นอนของสภาพอากาศ ยังคงเป็นปัจจัยที่จะส่งผลให้เงินเฟ้อของประเทศสูงขึ้นได้ในระยะต่อไป โดยแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อ ปี 2565 กระทรวงพาณิชย์ คาดการณ์ว่าเงินเฟ้อทั่วไป จะเคลื่อนไหวในกรอบร้อยละ 4.0 -5.0

เศรษฐกิจไทยที่เผชิญความเสี่ยงรอบด้าน โดยเฉพาะเงินเฟ้อ ต้นทุนการผลิต การขนส่ง และราคาสินค้าที่ปรับเพิ่มขึ้น ที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประกอบด้วย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย เมื่อวันที่ 11 พ.ค.ที่ผ่านมา ได้เสนอให้รัฐบาลตรึงราคาน้ำมันดีเซลไม่เกิน 35 บาท/ลิตร เป็นเวลา 3 เดือน พร้อมขยายเวลาการลดการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลลง 3 บาทต่อลิตร เป็นเวลา 3 เดือน

อีกทั้งยังเสนอการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ เช่น โครงการคนละครึ่งเฟส 5 ขยายจำนวนสิทธิ์โครงการเราเที่ยวด้วยกัน ผ่อนคลายกิจกรรมทางเศรษฐกิจเต็มรูปแบบ รวมถึงธุรกิจสถานบันเทิง และการลดภาระให้กับผู้ประกอบการ เช่น ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างไม่ควรคิดเบี้ยปรับเงินเพิ่มสำหรับคนที่ชำระภาษีล่าช้า

ขณะที่การปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ กกร. เสนอให้ใช้กลไกของคณะกรรมการค่าจ้าง โดยมีคณะอนุกรรมการพิจารณาอัตราค่าจ้างขั้นต่ำจังหวัด (คณะกรรมการไตรภาคี) ที่มีผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นประธาน พิจารณาปรับค่าจ้างขั้นต่ำตามความเหมาะสมของเศรษฐกิจในแต่ละจังหวัด รวมทั้งนำกลไกการปรับขึ้นค่าแรงในลักษณะตามทักษะการทำงาน และมาตรฐานฝีมือแรงงานมาประกอบการพิจารณาในการปรับขึ้นค่าแรงงาน

 นี่คือสภาพชีวิตคนไทยในยุคข้าวยากหมากแพงค่าแรงถูกอนาคตมืดมน. 


กำลังโหลดความคิดเห็น