xs
xsm
sm
md
lg

ความท้าทายของสังคมไทย กับวิกฤตที่มองเห็นอยู่ข้างหน้า

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



หนึ่งความคิด
สุรวิชช์ วีรวรรณ

การปะทุขึ้นมาของกลยุทธ์การตลาดของลาซาด้าและไทยเวียดเจ็ทที่ล้อเลียนกระทบเบื้องสูงนั้น เป็นภาพสะท้อนความจริงของสังคมไทยที่วันนี้คนรุ่นใหม่ซึ่งมีบทบาทอยู่ในแวดวงต่างๆ กำลังห้าวหาญท้าทายและฉวัดเฉวียนยิ่งขึ้นในประเด็นที่อาจจะกระทบต่อความรู้สึกของคนไทยจำนวนมากที่เชื่อมั่นและศรัทธาต่อสถาบันพระมหากษัตริย์

ปริมณฑลและพื้นที่ของสื่อใหม่นั้นถูกยึดครองโดยคนรุ่นใหม่ ที่พวกเขาไม่ศรัทธาต่อทุกระบอบในปัจจุบัน เหมือนที่นาราคนคิดล้อเลียนที่คิดคอนเทนต์ชั้นต่ำไร้รสนิยมนั้นบอกว่า เธอไม่ศรัทธาอะไรในประเทศนี้อยู่แล้ว ซึ่งเราต้องยอมรับความจริงว่า ในคนรุ่นเดียวกับเธอแม้ไม่ใช่ทั้งหมดแต่ส่วนใหญ่มีความคิดแบบนี้

แต่เราต้องบอกว่าจากผลงานที่เธอผลิตออกมาจากสำนึกที่ไม่ศรัทธาต่ออะไรในประเทศนี้แล้ว มันบ่งบอกว่าเธอยังไม่ศรัทธาต่อความดีงามด้วย

ยิ่งถ้าเราไปติดตามในเฟซและเพจของฝ่ายที่เรียกตัวเองว่าสามกีบของบรรดาผู้มีอิทธิพลในสื่อออนไลน์หรือ influencer ของฝ่ายนี้ จะเห็นข้อความที่ก้าวล่วงและท้าทายต่อความผิดของกฎหมายจำนวนมาก น่าสนใจว่าหน่วยงานที่รับผิดชอบทางกฎหมายไม่ทราบว่าจะมองเห็นสิ่งเหล่านี้หรือไม่

แต่นั่นแหละเมื่อรัฐใช้กฎหมายเข้าจัดการ คนฝ่ายนี้ก็กล่าวหาว่ารัฐใช้กฎหมายมาตรา 112 มากขึ้น ทั้งๆ ที่การใช้มาตรา 112 มากขึ้นนั้นมีที่มาจากการมีผู้กระทำความผิดที่มากขึ้น

อย่างไรก็ตามเราสัมผัสได้ว่าปัญหาของบ้านเมืองวันนี้มีความขัดแย้งมาจากฝ่ายที่สนับสนุนระบอบทักษิณและต่อต้านระบอบทักษิณแล้วค่อยพัฒนามาเป็นต่อต้านเผด็จการและต่อต้านสถาบันพระมหากษัตริย์ของฝ่ายที่สถาปนาตัวเองว่าเป็นฝ่ายประชาธิปไตยในที่สุด

โดยเราต้องยอมรับความจริงว่า การแก้ปัญหาด้วยการรัฐประหารนั้นเป็นกลไกที่บิดเบี้ยว แต่ถ้าทหารไม่เข้ามารัฐประหารวันนั้นก็ไม่มีทางออกเหมือนกันเพราะบ้านเมืองกำลังกลายเป็นรัฐล้มเหลว แต่เราต้องตระหนักไปมากกว่านั้น การรัฐประหารที่ผู้นำกองทัพที่เข้ามารัฐประหารแล้วเข้ามาบริหารประเทศเสียเองนั้นก็กลายเป็นเงื่อนไขที่ทำให้ฝ่ายต่อต้านมีความชอบธรรม เพราะเมื่อเข้ามามีอำนาจแล้วก็ยึดครองอำนาจไว้ยาวนานและตามมาด้วยรัฐธรรมนูญที่ถูกเขียนเพื่อให้ตัวเองสืบทอดอำนาจเพียงแต่ใช้การเลือกตั้งเป็นเครื่องมือ

นั่นเท่ากับเราต้องยอมรับว่า การอยู่ในตำแหน่งที่ยาวนานของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชานั้นเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาที่นำมาสู่วิกฤตในสถานการณ์ปัจจุบันและลุกลามไปสู่สถาบันพระมหากษัตริย์

บางคนกล่าวหาว่านี่เป็นระบอบกึ่งสมบูรณาญาฯ ไม่ใช่ระบอบประชาธิปไตย

นอกจากนั้นวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น โรคติดต่อ และสงคราม ก็คอยซ้ำเติม ประสิทธิภาพการทำงานของรัฐบาลชุดนี้ให้ตกต่ำลงยิ่งขึ้นไปอีก กลายเป็นเหยื่ออันโอชะของฝ่ายตรงข้ามที่มองเห็นความล้มเหลวของรัฐบาลในการรับมือกับปัญหาและอุปสรรคต่างๆ มาเป็นเครื่องมือในการสร้างศรัทธาของฝ่ายตัวเองให้เพิ่มขึ้น

แน่นอนเมื่อเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ นายทุนพ่อค้านักธุรกิจที่หากินกับความมั่นคั่งก็ต้องโทษรัฐบาลที่ไร้ประสิทธิภาพและคนเหล่านี้ก็กลายเป็นแนวร่วมของฝ่ายต่อต้านรัฐบาลในที่สุด

ศัตรูของรัฐบาลชุดนี้จึงมีทั้งคนรุ่นใหม่ อดีตฝ่ายซ้ายที่ต่อต้านระบอบกษัตริย์ และนายทุนที่เสียประโยชน์จากความอ่อนด้อยในศักยภาพในการบริหารประเทศของรัฐบาล

ต้องยอมรับว่าสิบกว่าปีที่ผ่านมานั้น ฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลที่เรียกตัวเองว่าฝ่ายประชาธิปไตยนั้นได้ปลุกเอาความแตกต่างทางชนชั้น ความยากจนแสนเข็ญของคนชั้นล่างที่เข้าไม่ถึงความเท่าเทียมในสังคมหรือเข้าถึงชีวิตที่กินดีอยู่ดีเพื่อแบ่งประชาชนออกมาเป็นชนชั้นล่างและชั้นบน และกล่าวหาว่า ประเทศเป็นอยู่อย่างนี้เพราะถูกปกครองโดยคนชั้นบน และเมื่อทักษิณทำให้คนชั้นล่างอยู่ดีกินดีขึ้น ชนชั้นบนเหล่านั้นก็อิจฉาทักษิณจนทักษิณไม่สามารถอยู่ในประเทศได้

ช่วงนี้เลยเป็นจังหวะโอกาสที่มีความคิดเชิงลบต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ทั้งอดีตคนเดือนตุลาที่เคยมีความคิดต้องการล้มล้างระบอบไปเป็นคอมมิวนิสต์ พวกนิยมสาธารณรัฐ และนักวิชาการในมหาวิทยาลัยเข้ามาปลุกปั่นความคิดคนรุ่นใหม่โดยชี้ให้เห็นถึงโครงสร้างของประเทศที่เป็นปัญหาที่เกิดจากการรัฐประหารจนโยงไปสู่สถาบันพระมหากษัตริย์เพื่อให้เห็นว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นมีความคาบเกี่ยวเกี่ยวข้องกัน

คนรุ่นใหม่มีไฟที่เร่าร้อนและเกลียดกฎเกณฑ์ของสังคมอยู่แล้วจึงกลายเป็นเครื่องมืออย่างดีในการท้าทายโครงสร้างของสังคมไทย และประจวบกับความล้มเหลวและอ่อนด้อยของรัฐบาลด้วยแล้วก็ทำให้ดูเหมือนว่าความชอบธรรมอยู่ข้างพวกเขา

ภาพที่สะท้อนชัดจากสื่อยุคใหม่ โซเชียลออนไลน์ที่ยึดครองพื้นที่โดยคนรุ่นใหม่นั้นเป็นตัวบอกเล่าความเป็นจริงของสังคมยุคนี้และสะท้อนถึงความอ่อนเพลี้ยเสียแขนของอำนาจรัฐลงไปเรื่อยๆ และแน่นอนเวลาที่เหลืออยู่บนโลกส่วนใหญ่เป็นของพวกเขา

วันนี้พวกเขามีพรรคการเมืองที่เป็นตัวเล่นในระบบอย่างพรรคก้าวไกลที่เหมือนเป็นตัวแทนปากเสียงของพวกเขาที่กล้าจะพูดและท้าทายการดำรงอยู่ของสถาบันพระมหากษัตริย์และสนับสนุนแนวคิดในทางเปิดที่ต้องการเรียกร้องให้ลดทอนบทบาทและสถานะของสถาบันพระมหากษัตริย์ที่มีแนวคิดที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังของพวกที่ออกมาเคลื่อนไหวอยู่บนถนนว่ามีเป้าหมายที่ยาวไกลไปถึงการเปลี่ยนแปลงระบอบ

เป็นไปได้ไหมว่า พรรคก้าวไกลจะเติบโตยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ตามรอบชีวิตของคนรุ่นใหม่ที่ยังมีอยู่มากกว่า และยิ่งท้าทายต่อสถาบันพระมหากษัตริย์มากขึ้น

ขณะที่พรรคของทักษิณที่เป็นแนวร่วมและเล่นสองหน้าทั้งการเล่นบทท้วงติงการเคลื่อนไหวของคนรุ่นใหม่ของทักษิณที่บอกว่าคนรุ่นใหม่เข้าใจผิดว่าปัญหาอยู่ที่สถาบันพระมหากษัตริย์ทั้งๆ ที่เป็นเพราะเรามีรัฐบาลที่ไม่ดีไม่เก่ง ในขณะเดียวก็แตะมือกับฝ่ายเดียวกันที่เรียกตัวเองว่าเป็นฝ่ายประชาธิปไตยสนับสนุนความคิดเพื่อเอาใจคนรุ่นใหม่เหล่านั้นเพื่อแย่งขิงมวลชนกับพรรคก้าวไกล เพราะมีคนเสื้อแดงจำนวนไม่น้อยที่หันไปสนับสนุนพรรคก้าวไกลเพราะมองว่าพรรคของทักษิณนั้นสู้ไปกราบไป

พรรคของทักษิณยังไงก็แกะไม่ออกไปจากพวกเสื้อแดง นักเคลื่อนไหว คนเดือนตุลา และนักวิชาการที่มีแนวคิดต่อต้านสถาบันพระมหากษัตริย์

อย่างไรก็ตามก็ต้องยอมรับว่ามีคนกลางจำนวนไม่น้อยที่มองไม่เห็นอนาคตจากสภาพเศรษฐกิจภายใต้การบริหารงานของรัฐบาลมาอย่างยาวนานต่อเนื่องกว่า 8 ปี แม้ว่าปัญหาและอุปสรรคในภาวะเศรษฐกิจไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศแต่เกิดขึ้นทั่วโลก แต่เขาก็ต้องโทษรัฐบาลอยู่ดี และต้องการคนใหม่ที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น

แต่วันนี้รัฐบาลอาจจะมองไม่เห็นคนกลางเหล่านี้ มองแต่ความขัดแย้งของสังคมไทยที่แบ่งเป็นสองขั้ว แม้จะมีคนกลุ่มหนึ่งต่อต้านรัฐบาล แต่ยังมีคนกลุ่มหนึ่งที่สนับสนุนรัฐบาล และมองเห็นเพียงว่าปัญหาเกิดขึ้นนั้นเป็นเพียงวิกฤตการเมืองที่ต่อเนื่องกันมาโดยไม่เห็นวิกฤตที่เกิดขึ้นจากประสิทธิภาพและศักยภาพของรัฐบาลเอง ทำให้รัฐบาลมองไม่เห็นทางออกที่แท้จริง

สิ่งที่ต้องตระหนักคือวันนี้เราไม่ได้แค่ขัดแย้งทางการเมืองระหว่างคนไทยที่แบ่งฝักฝ่ายเท่านั้น แต่ยังมีความขัดแย้งทางเจนเนเรชั่นระหว่างคนรุ่นใหม่กับคนรุ่นเก่าด้วย ถ้าปัญหานี้ไม่ถูกแก้ไขมันจะเป็นการโยนปัญหาไปสู่อนาคตและกลายเป็นระเบิดเวลาของสังคมไทยในที่สุด

อนาคตในการเลือกตั้งที่จะมีขึ้น ฝ่ายรัฐบาลอาจจะมองว่ายังได้เปรียบด้วยเงื่อนไขของบทเฉพาะกาลในรัฐธรรมนูญ มือของ 250 ส.ว. แต่นั่นก็ไม่ใช่เครื่องมือที่ยั่งยืนที่จะทำให้สังคมไทยกลับมายืนอยู่บนสังคมที่ทุกคนยอมรับร่วมกันได้ ชัยชนะที่เกิดขึ้นก็ไม่ชัยชนะที่ยั่งยืน

สิ่งที่จะสะท้อนก็คือการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.จากโพลทุกโพลตรงกันว่า ผู้ชนะก็คือ นายชัชชาติ สิทธิพันธ์ ที่มีสถานะเป็นขั้วของฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลในปัจจุบัน แม้อาจจะมาจากปัจจัยส่วนตัวของผู้ชนะส่วนหนึ่ง และหากเป็นเช่นนั้นจริงเชื่อว่านี่จะเป็นบทสะท้อนของการแบ่งฝักฝ่ายทางการเมืองด้วย และเมื่อเมืองหลวงแตกแล้วก็ไม่ใช่ว่าเป้าหมายแลนด์สไลด์ของพรรคของทักษิณจะเป็นไปไม่ได้

เรามองเห็นอนาคตที่จะเกิดขึ้นไหม ถ้ามองเห็นมันเป็นคำถามว่าเราจะรับมือเพื่อยับยั้งการเปลี่ยนแปลงที่จะท้าทายโครงสร้างของสังคมไทยในอนาคตอย่างไร หรือปล่อยให้มันเป็นไปตามยถากรรม

ติดตามผู้เขียนได้ที่ https://www.facebook.com/surawich.verawan




กำลังโหลดความคิดเห็น