xs
xsm
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

ศาสตราจารย์ ดร. ชัยอนันต์ สมุทวนิช (52) : พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวกับพระราชนิพนธ์ เรื่อง The War of the Polish Succession ในจำนวน 12,288-15,000 คำ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



คนแคระบนบ่ายักษ์
ไชยันต์ ไชยพร

 สาเหตุสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้พระราชนิพนธ์เรื่อง The War of the Polish Succession ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้รับการตีพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ T. Fisher Unwin คือ ร่างพระราชนิพนธ์ได้ผ่านการตรวจสอบและรับคำแนะนำจากคุณอาร์เธอร์ แฮสซอล พระอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ดของพระองค์ และอยู่ที่คณะเดียวกันด้วย นั่นคือ คณะไคร้สต์ เชิร์ช (Christ Church) 

แฮสซอลเป็นอาจารย์ทางด้านประวัติศาสตร์ และมีความเชี่ยวชาญอย่างยิ่งในประวัติศาสตร์การเมืองของยุโรป มีผลงานตีพิมพ์ที่มีชื่อเสียงก่อนที่ขาจะได้มีโอกาส  “สอน” พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งขณะนั้นทรงพระอิสรยยศมกุฎราชกุมารแห่งสยาม และในคำนำหนังสือ พระองค์ได้ทรงกล่าวขอบคุณคุณแฮสซอลไว้ในฐานะที่ให้ความช่วยเหลืออันมีค่ายิ่งในการเตรียมการเขียนงานดังกล่าว และพระองค์ได้ทรงกล่าวขอบคุณคุณ อาร์ อี. โอลิวิเอร์ (Mr. R.E. Olivier) ที่ช่วยตรวจทานความเรียบร้อยพิสูจน์อักษร

นอกจากนี้ ในคำนำ พระองค์ยังได้กล่าวถึงบรรณานุกรมหรือรายชื่อหนังสือที่พระองค์ใช้ประกอบในการพระราชนิพนธ์เรื่อง  “สงครามสืบราชสมบัติโปแลนด์”  ไว้ด้วย ซึ่งรายชื่อตำราหรือหนังสือที่ใช้ประกอบการเขียนงานนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะมันจะสะท้อนให้เห็นว่า ผู้เขียนมีองค์ความรู้ในเรื่องนั้นขนาดไหน ได้อ่านผลงานที่เหมาะสมที่จะนำมาใช้เป็นกรอบอ้างอิง หรือเป็นข้อมูลสำคัญในการเขียนของตัวเองแค่ไหนบ้าง
ตำราหลักที่พระองค์ใช้ประกอบการเขียนเรื่อง “สงครามสืบราชสมบัติโปแลนด์” มีทั้งหมด 7 เล่ม หนังสือของพระองค์มีทั้งหมด 96 หน้า หน้าละ 16 บรรทัด ถ้าคิดเป็นคำ ก็ตกทั้งสิ้นราว 12,288 คำ ซึ่งกติกาการเขียนวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาโทในสาขาประวัติศาสตร์ของมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ดกำหนดไว้ว่าจะต้องไม่เกิน 15,000 คำ หากคิดเป็นจำนวนหน้าแบบสมัยใหม่คือหน้าขนาด A4 และในหนึ่งหน้าจะมีประมาณ 34 บรรทัด คิดเป็นคำตกหน้าละไม่เกิน 300 คำ ดังนั้น ถ้าเขียนวิทยานิพนธ์สาขาประวัติศาสตร์ไม่เกิน 15,000 คำ ก็จะต้องไม่เกิน 50 หน้า

 ดังนั้น เมื่อเทียบพระราชนิพนธ์ “สงครามสืบราชสมบัติโปแลนด์” ที่พระราชนิพนธ์ไว้ในราว 12,288-15,000 คำ จึงสันนิษฐานได้ว่า ในขณะที่พระองค์กำลังทรงพระราชนิพนธ์อยู่นั้น พระองค์อาจจะกำลังทรง “คิด” ถึงการเขียนวิทยานิพนธ์ปริญญาโทสาขาประวัติศาสตร์และกฎหมายอยู่ก็เป็นได้ !! 

 ทำไมผมถึงสันนิษฐานเช่นนั้น ? 

 เพราะโดยปกติ นักศึกษาที่จบปริญญาตรีมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ดหรือเคมบริดจ์หรือดับบลิน (Dublin, ไอร์แลนด์) จะได้รับปริญญาโทอีกใบโดยอัตโนมัติ นั่นคือ ไม่ต้องเรียนปริญญาโท แต่ได้ปริญญาโทเลย โดยมีเงื่อนไขบางอย่าง เช่น หลังจากจบปริญญาตรีแล้ว ยังอยู่ในมหาวิทยาลัยต่ออีกช่วงระยะเวลาหนึ่ง ทางมหาวิทยาลัยก็จะให้ใบปริญญาโทมาเลย  


จำได้ว่า ตอนผมจบปริญญาโทจากอเมริกาและย้ายไปเรียนปริญญาเอกที่ลอนดอน และได้มีโอกาสรู้จักนักเรียนไทยที่ออกซฟอร์ดคนหนึ่ง ชื่อ “คุณเบิร์ด” แกเรียนทางสายวิทยาศาสตร์ แกเป็นคนแรกที่ทำให้ผมรู้เกี่ยวกับระบบการให้ปริญญาโทโดยอัตโนมัติของมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด ซึ่งคุณเบิร์ดเองก็บอกว่าจะรอให้ได้ปริญญาโทแบบอัตโนมัตินี้อยู่เหมือนกัน(รู้สึกว่า จะได้พบคุณเบิร์ดอยู่ไม่กี่ครั้ง และก็ไม่ได้เจอกันอีก ดังนั้น หากคุณเบิร์ดหรือใครที่รู้จักคุณเบิร์ด ออกซฟอร์ด ช่วยติดต่อกลับหน่อยครับ...cchaiyan@hotmail.com ขอบคุณมาก คิดถึงครับ [มีสิทธิ์ที่คุณเบิร์ดอาจจะลืมผมไปแล้วด้วยก็ได้])แต่คิดว่า ก็น่าจะมีคนจำนวนมากที่ไม่ต้องการอยู่รอปริญญาโทแบบนี้ เพราะไม่สามารถจะอยู่ต่อที่มหาวิทยาลัยได้ จะด้วยมีภารกิจหรือข้อจำกัดต่างๆ ที่จะต้องจากมหาวิทยาลัยไป โดยเฉพาะนักเรียนที่มาจากต่างประเทศ ขณะเดียวกัน เมื่อได้ปริญญาโทโดยอัตโนมัติ มันก็ไม่ค่อยจะมีความหมายเท่าไร (จริงๆ แล้ว ไม่ใช่แค่ไม่ค่อยจะมีความหมาย มันไม่มีความหมายเอาเลยก็ว่าได้ !!!) อย่างดีก็เอาไว้ใส่ในนามบัตรหรือประวัติการศึกษาว่า “จบ B.A. และ M.A.” เป็นต้น แต่นักเรียนออกซฟอร์ดหรือนักเรียนอังกฤษหรือใครก็ตามที่รู้เรื่องระบบอัตโนมัตินี้แล้ว ปริญญาโทที่ว่านี้ก็ไม่มีความหมายอะไร ทำได้ก็แค่เอาไว้สร้างความตื่นเต้นให้กับ “คนที่ไม่รู้”

ทีนี้ ผมเชื่อว่า หลายคนคงมีคำถามว่า แล้วเราจะแยกแยะได้อย่างไรระหว่างคนที่ได้ปริญญาโทจากการไปเรียนและเขียนวิทยานิพนธ์ที่ออกซฟอร์ดกับประเภทที่ได้ตามประเพณี ?

จากที่ไปค้นในกูเกิล (ที่ต้องค้น เพราะไม่รู้ว่า เขาแยกแยะกันยังไง ?) พบว่าเขาแบ่งระหว่าง M.A. กับ Master of Studies โดย M.A. จะหมายถึงปริญญาโทที่ได้โดยอัตโนมัติ ส่วน Master of Studies นี้ คือ ปริญญาโทที่จะต้องเรียนในชั้นเรียนและเขียนวิทยานิพนธ์

ทีนี้ กลับมาที่การสันนิษฐานของผมเกี่ยวกับหนึ่งสาเหตุแรงจูงใจในการทรงพระราชนิพนธ์ประวัติศาสตร์การเมืองของโปแลนด์ งานชิ้นนี้ได้รับการตีพิมพ์ในปี พ.ศ. 2445 (ค.ศ. 1902) หนึ่งปีหลังจากที่พระองค์เสด็จกลับสยาม ดังนั้น พระองค์น่าจะทรงพระราชนิพนธ์เสร็จก่อนที่จะเสด็จกลับ

อย่างที่ทราบกันในพระราชประวัติ พระองค์ทรงใช้เวลาศึกษาระดับปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ดระหว่าง พ.ศ. 2442-2444 (ปริญญาตรีที่อังกฤษโดยส่วนใหญ่แล้ว ใช้เวลาเรียนเพียงสามปี) แต่ “ทรงพระประชวรด้วยพระโรคอันตะ (ไส้ติ่ง) อักเสบ มีพระอาการมากต้องเข้ารับการผ่าตัดทันที ทำให้ทรงพลาดโอกาสที่ได้รับปริญญา” โดย “.....ในระหว่างปิดภาคเรียนฤดูร้อน พ.ศ. 2443 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ ทรงพระประชวร พระอันตะติ่งอักเสบ (ไส้ติ่ง = Vermiform appendix –) และทรงได้รับการถวายการผ่าตัดและพบว่ามีหนองที่พระยอดตรงพระอันตะติ่ง (ฝีกลัดหนองที่ไส้ติ่ง) เข้าขั้นอันตราย” (ผศ.นพ. เอกชัย โควาวิสารัช, ประวัติศาสตร์วิเคราะห์ : กรณีสวรรคต ร.6 เสียโอกาสทรงหายประชวรเพราะอะไร ? https://www.silpa-mag.com/history/article_25072 )

 ข้อความที่ว่า “ทำให้ทรงพลาดโอกาสที่ได้รับปริญญา” นี้ น่าจะหมายความว่า พระองค์ทรงขาดสอบ ซึ่งประเพณีของระบบการเรียนที่มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ดและที่มหาวิทยาลัยในอังกฤษอีกหลายแห่ง การสอบผ่านและจบปริญญาตรีจะวัดกันที่ผลการสอบในปีสุดท้ายเท่านั้น ดังข้อความที่ว่า “At Oxford, your results in your Finals determine your class of degree.” (https://www.ox.ac.uk/admissions/undergraduate/student-life/exceptional-education/course-structure) ส่วนการสอบระหว่างชั้นปีที่หนึ่งจนถึงก่อนสอบในปีสุดท้าย ถือเป็นการวัดความก้าวหน้าในการเรียนวิชาต่างๆเท่านั้น ไม่มีผลต่อการจบหรือไม่จบ เพราะการจบวัดกันที่สอบไล่ (final exams) ในปีสุดท้ายเท่านั้น ดังข้อความที่ว่า “Colleges may also set their own examinations, known as ‘collections’, at the start of each term. These exams are to check that you are progressing satisfactorily through the course. They do not count towards your final degree. (https://www.ox.ac.uk/admissions/undergraduate/student-life/exceptional-education/course-structure)  


จากเงื่อนไขการสอบของมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด และการทรงพระประชวรด้วยพระโรคอันตะ (ไส้ติ่ง) อักเสบที่รุนแรงมาก ทำให้ผมสันนิษฐาน (เดา !) ได้

เชื่อมโยงกับการทรงพระราชนิพนธ์ “สงครามสืบราชสมบัติโปแลนด์” ดังนี้คือ

สมมุติฐานที่ ๑. ทรงเริ่มพระราชนิพนธ์ไว้ตั้งแต่ก่อนจะทรงพระประชวรแล้ว ด้วยเหตุผลที่อาจเป็นไปได้สองประการ นั่นคือ
๑.๑ พระองค์ทรงวางแผนว่า หลังจากจบปริญญาตรีที่ออกซฟอร์ดแล้ว พระองค์ทรงตั้งพระทัยว่าจะเรียนในระดับปริญญาโทและได้รับปริญญาโทที่ไม่ใช่ปริญญาโทอัตโนมัติ จึงเตรียมเขียนวิทยานิพนธ์ไว้ ด้วยเหตุนี้ พระองค์จึงทรงพระราชนิพนธ์ “สงครามสืบราชสมบัติโปแลนด์” ในจำนวนคำที่ตรงกับเกณฑ์การเขียนวิทยานิพนธ์ปริญญาโทของมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด

๑.๒ พระองค์ทรงตระหนักว่า หลังจากจบปริญญาตรีที่ออกซฟอร์ดแล้ว พระองค์จะต้องทรงเสด็จกลับ ไม่สามารถอยู่จนได้รับปริญญาโทอัตโนมัติได้ แต่พระองค์ต้องการพิสูจน์ให้เห็นว่า พระองค์มีความสามารถที่จะเขียนวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาโทได้ ด้วยเหตุนี้ พระองค์จึงทรงพระราชนิพนธ์ “สงครามสืบราชสมบัติโปแลนด์” ในจำนวนคำที่ตรงกับเกณฑ์การเขียนวิทยานิพนธ์ปริญญาโทของมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด และการพิสูจน์ที่ว่านี้คือ ไม่ได้พิสูจน์กับใครอื่นนอกจากพิสูจน์กับพระอาจารย์แฮสซอล นั่นเอง เพราะอาจารย์แฮสซอลมีตำแหน่งเป็นกรรมการสอบ (examiner) ในสาขาประวัติศาสตร์สมัยใหม่ ระหว่าง พ.ศ. 2433-2435 และ พ.ศ. 2,444-2445 และ พ.ศ. 2451-2454

แต่แผนการทั้ง ๑.๑ หรือ ๑.๒ ต้องล้มเหลว เพราะพระองค์ทรงพระประชวรและขาดสอบไล่ จึงไม่ได้แม้แต่ปริญญาตรี แต่ก็ทรงต้องการพิสูจน์ความสามารถว่าพระองค์สามารถพระราชนิพนธ์ผลงานในระดับวิทยานิพนธ์ปริญญาโท และมีคุณภาพถึงขั้นได้รับการตีพิมพ์จากสำนักพิมพ์ T. Fisher Unwin

สมมุติฐานที่ ๒. ทรงพระราชนิพนธ์หลังการผ่าตัดและขาดสอบไล่ไปแล้ว ทำให้พระองค์ไม่สามารถได้รับปริญญาตรี แต่พระองค์ทรงต้องการพิสูจน์ให้เห็นว่า พระองค์มีความสามารถที่จะผ่านการสอบไล่ได้ และในการแสดงความสามารถนี้ พระองค์จึงทรงพระราชนิพนธ์ “สงครามสืบราชสมบัติโปแลนด์” ให้ได้คุณภาพในระดับเดียวกับการเขียนวิทยานิพนธ์ปริญญาโทของมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด และการพิสูจน์ที่ว่านี้คือ ก็ไม่ได้พิสูจน์กับใครอื่นนอกจากพิสูจน์กับพระอาจารย์แฮสซอล ผู้เป็น “examiner” สาขาประวัติศาสตร์สมัยใหม่ของมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ดนั่นเอง

ข้อสันนิษฐานใดจะถูกต้องนั้น เท่าที่มีหลักฐานอยู่ขณะนี้ ไม่มีทางที่จะพิสูจน์ได้ แต่ที่แน่ๆ ก็คือ พระราชนิพนธ์ฉบับนี้ผ่านความเห็นชอบของอาจารย์แฮสซอล และได้รับการตีพิมพ์เป็นหนังสือจากสำนักพิมพ์อังกฤษที่มีชื่อเสียงอย่าง T. Fisher Unwin ในปี พ.ศ. 2405

และที่แน่ๆ อีกเรื่องหนึ่งก็คือ นอกจากพระโรคอันตะ (ไส้ติ่ง) อักเสบจะทำให้พระองค์ทรงขาดสอบไล่และไม่ได้รับปริญญาตรีแล้ว พระองค์ยังทรงพระประชวรและสวรรคตด้วยโรคที่เกี่ยวกับช่องท้องด้วย ดังที่มีผู้กล่าวถึงการเข้ารับการผ่าตัดของพระองค์ในช่วงที่เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยออกซฟอร์ดไว้ว่า

 “แต่เนื่องจากการผ่าตัดด้วยวิธีเปิดหน้าท้องในสมัยนั้นเพิ่งเริ่มทำมาไม่กี่รายและพระองค์ทรงเป็นคนไข้รุ่นแรก ๆ ของโลกที่ได้รับการรักษาด้วยวิธีการผ่าตัดเปิดหน้าท้อง การเย็บแผลจึงเย็บเฉพาะที่ผิวชั้นนอกทำให้ผนังหน้าท้องบริเวณนี้ไม่แข็งแรงเหมือนเดิม ต่อมาจึงเกิดโพรงที่ผนังหน้าท้องภายใน4 เพราะว่าผนังหน้าท้องบริเวณนี้โดยปกติจะมีกล้ามเนื้อและพังผืดของกล้ามเนื้อ (Aponeurosis) ที่จะเสริมสร้างความแข็งแรงของผนังหน้าท้อง ประกอบกับข้อมูลของนายแพทย์เมนเดลสัน ได้เขียนถึงพระประชวรที่ประเทศอังกฤษว่า พระอันตะติ่งของพระองค์แตก ซึ่งในทางการแพทย์ถือว่าเป็นภาวะแทรกซ้อนของโรคไส้ติ่งอักเสบ พระองค์ทรงได้รับการถวายการผ่าตัดด้วยการระบายหนองออกและต่อมาทรงได้รับการถวายการผ่าตัดติดต่อกันอีก 3 ครั้ง แล้วรักษาอาการของแผลบริเวณพระนาภีที่รั่วซึมออกมาบริเวณที่ถวายการผ่าตัดและต่อมาบริเวณพระนาภีตำแหน่งดังกล่าวมีการโป่งพองออก ดังนั้นการรักษาโดยการผ่าตัดผนังหน้าท้องหลายครั้งและการเย็บเฉพาะที่ผิวชั้นนอกย่อมต้องทำให้ผนังหน้าท้องบริเวณนั้นย่อมต้องอ่อนแอลงเป็นธรรมดา” (ดูข้อถกเถียงเกี่ยวกับสาเหตุของการทรงพระประชวรและสวรรคตใน ผศ.นพ. เอกชัย โควาวิสารัช, ประวัติศาสตร์วิเคราะห์ : กรณีสวรรคต ร.6 เสียโอกาสทรงหายประชวรเพราะอะไร ? https://www.silpa-mag.com/history/article_25072 ) 

ดังนั้น การขาดสอบไล่และการไม่จบปริญญาตรีของพระองค์จึงเกิดจากสาเหตุของการประชวรที่ร้ายแรงสุดวิสัยจริงๆ และคงไม่ได้คาดถึง !

และแน่นอนว่า การขาดสอบไม่จบปริญญาตรีสำหรับคนที่มีความรู้ความสามารถย่อมจะเป็นเรื่องที่ปวดร้ายและจะต้องหาทางพิสูจน์ความสามารถของตัวเองให้ได้ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

(คราวหน้า เราจะมาดูกันว่า หนังสือสำคัญ 7 เล่มที่พระองค์ทรงใช้ในการเขียนมีอะไรบ้าง ?)




กำลังโหลดความคิดเห็น