xs
xsm
sm
md
lg

ความขัดแย้งในพลังประชารัฐ กับบาดแผลที่ร้าวลึกในชาติ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



หนึ่งความคิด
สุรวิชช์ วีรวรรณ

ไม่รู้ว่าสภาล่มบ่อยๆ นั้นนอกจากพรรคฝ่ายค้านเล่มเกมไม่ยอมแสดงตัวแม้มาร่วมประชุมสภาแล้วยังเป็นผลพวงจากความขัดแย้งในพรรคลังประชารัฐหรือไม่ แต่ในฐานะคนนอกก็มองเห็นริ้วรอยของความขัดแย้งยังคงปรากฏอยู่นับตั้งแต่ “ธรรมนัส พรหมเผ่า” เลขาธิการของพรรคถูกปลดจากตำแหน่งรัฐมนตรีพร้อมกับ “นฤมล ภิญโญสินวัฒน์” เหรัญญิกของพรรค

และแม้จะมีตำแหน่งรัฐมนตรีว่างถึง 2 ตำแหน่ง แต่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีก็ยังไม่ตั้งใครเข้าไปแทน

ในฐานะที่ พล.อ.ประยุทธ์เป็นคนธรรมดาที่ไม่ใช่พระอิฐพระปูน กระแสข่าวที่ออกมาว่าธรรมนัสรวบรวมสมาชิกจะโหวตคว่ำนายกรัฐมนตรีในคราวที่ฝ่ายค้านยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจนั้นคงจะไม่ใช่เรื่องเกินเลย ไม่เช่นนั้นสถานการณ์คงไม่นำพามาถึงวันนี้ จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่ พล.อ.ประยุทธ์ย่อมจะต้องเจ็บปวดจากการที่เกือบจะถูกกระทำโดยฝ่ายเดียวกัน

แต่เมื่อปลดรัฐมนตรีไปแล้วถึง 2 ตำแหน่ง ส.ส.ในพรรคพลังประชารัฐต่างๆ ก็ล้วนหวังว่าจะได้รับการแต่งตั้งเข้าไปทดแทนตำแหน่งที่ว่างนั้น แต่ไม่มีเสียงตอบรับจาก พล.อ.ประยุทธ์เลย และส.ส.ในพรรคหลายคนก็มีความคับแค้นใจเพราะถูกคาดหวังจากประชาชนในฐานะพรรคแกนนำรัฐบาล แต่ไม่ได้รับการเหลียวแลจาก พล.อ.ประยุทธ์ที่เป็นนายกรัฐมนตรีในนามของพรรคเลย


อย่าลืมว่าพรรคพลังประชารัฐเป็นพรรคแกนนำรัฐบาลมีจำนวนส.ส.มากที่สุด ตำแหน่งรัฐมนตรีที่ พล.อ.ประยุทธ์หยิบยื่นให้นั้นเมื่อเทียบกับพรรคร่วมรัฐบาลอื่นแล้ว พรรคพลังประชารัฐแทบจะไม่ได้บริหารกระทรวงสำคัญเลย แถมหลายกระทรวงก็ถูกเอาไปให้คนนอกที่เป็นโควตาของ พล.อ.ประยุทธ์ด้วยซ้ำไป

แต่ส.ส.ของพรรคก็ต้องไม่ลืมว่า พลังประชารัฐเป็นพรรคการเมืองเฉพาะกิจที่ตั้งขึ้นเพื่อสืบทอดอำนาจของคณะรัฐประหารอย่างไม่ต้องสงสัย ไม่มีวันจะจีรังกลายเป็นพรรคการเมืองที่จะต่อเนื่องไปสู่อนาคต คำกล่าวนี้จะผิดหรือถูก อนาคตนั่นแหละจะเป็นคำตอบ

พรรคการเมืองพรรคนี้รวบรวมอดีตส.ส.หลายพรรคเข้าด้วยกัน ด้วยอำนาจของคสช.ที่ถือแต้มต่อจากรัฐธรรมนูญที่เขียนขึ้นเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับตัวเอง การมี 250 ส.ว.อยู่ในมือทำให้บรรดานักการเมืองแห่แหนเข้ามาเพราะรู้ว่าแกนนำรัฐบาลหลังเลือกตั้งไม่มีวันจะเป็นพรรคการเมืองอื่นไปได้

แม้ผลการเลือกตั้งพรรคพลังประชารัฐจะไม่สามารถได้รับการเลือกตั้งมาเป็นอันดับ 1 แต่การที่พรรคกวาดต้อนส.ส.เจนสนามไว้ได้มาก บวกกับอำนาจคสช.และกระแสเลือกข้างแบ่งฝ่ายของคนในชาติแล้วมารวมกับมือส.ว.ก็ทำให้พรรคได้ส.ส.มากพอที่จะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลร่วมกับพรรคการมืองจนมีเสียงเกินกึ่งหนึ่ง และนายกรัฐมนตรีที่พรรคพลังประชารัฐเสนอคือ พล.อ.ประยุทธ์ ได้เป็นนายกรัฐมนตรีสมัยที่สองและมาจากการเลือกตั้งครั้งแรก หลังจากเป็นนายกรัฐมนตรีที่มาจากรัฐประหารเป็นเวลากว่า 5 ปี

แม้จะรับรู้กันว่าพรรคพลังประชารัฐเป็นฐานอำนาจของคสช.ของพี่น้อง 3 ป.คือ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา และพล.อ.ประยุทธ์แต่การจะรักษาอำนาจไว้ได้ในระบอบประชาธิปไตยก็คือต้องพึ่งพามือของส.ส.แบบน้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่า

ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในพรรคอาจจะไม่ใช่แค่เรื่องของธรรมนัสกับ พล.อ.ประยุทธ์ แต่ย่อมจะบานปลายไปถึงส.ส.ใต้ปีกของธรรมนัสที่มีบารมีมากขึ้นทุกวันกับส.ส.จำนวนหนึ่งที่ไม่ได้อยู่ใต้ปีกของธรรมนัสแต่เป็นฝ่ายยืนข้าง พล.อ.ประยุทธ์ เพราะต้องยอมรับว่ามีส.ส.ของพรรคพลังประชารัฐหลายคนเข้าสภามาได้ด้วยกระแสของพล.อ.ประยุทธ์ และไม่ยอมรับบทบาทของธรรมนัสที่มีภาพสีเทาจากเรื่องอื้อฉาว

ดังนั้นแม้พล.อ.ประยุทธ์จะไม่ยอมเป็นสมาชิกของพรรค แต่หัวหน้าพรรคพี่น้อง 3 ป.อย่างพล.อ.ประวิตรก็ย่อมจะต้องประคับประคองประสานความสัมพันธ์ส.ส.ในพรรคให้มีความกลมเกลียวกัน และต้องบริหารความขัดแย้งระหว่างพล.อ.ประยุทธ์กับธรรมนัส เพราะรู้ว่าขาดใครไม่ได้ทั้งสองฝ่าย

ส.ส.พรรคพลังประชารัฐนั้นนอกจากคนหน้าใหม่ที่ได้เข้ามาด้วยกระแสของพรรคแล้ว ต้องยอมรับว่ามีที่มาจากหลายพ่อพันธุ์แม่หลายก๊วนการเมือง บางคนเข้ามาเพราะแรงกดดันของคสช. การประสานผลประโยชน์ให้ลงตัวในพรรคอาจจะไม่ใช่เรื่องที่ง่าย และอาจต้องการคนแบบธรรมนัสเข้าไปจัดการ

ส่วนพล.อ.ประยุทธ์นั้นน่าจะรู้ตัวว่า ถ้าไม่มีพล.อ.ประวิตรเข้ามาประคับประคองทางการเมืองแล้ว ตัวเองก็ไม่อาจยืนอยู่ได้อย่างมั่นคง ดังนั้นต่างฝ่ายต่างพูดย้ำมาหลายครั้งแล้วว่า ไม่มีวันจะพรากจากกันจนกว่าจะตายไปข้างหนึ่ง

กระนั้นพล.อ.ประวิตรซึ่งแม้จะเป็นหัวหน้าพรรคและมีบารมีมากก็เดินเหินไม่สะดวกย่อมจะต้องพึ่งพาธรรมนัสที่มีภาพของผู้กว้างขวางถึงลูกถึงคนแบบใจถึงพึ่งได้ พร้อมกับอ่อนระทวยต่อการเข้าถึงแบบเช้าถึงเย็นถึงของธรรมนัสและนฤมลที่คนวัยชรามักจะแพ้ทางจนไม่อาจตัดใจว่าจะเลือกใครจึงต้องเก็บไว้ทั้งสองคน

แต่สิ่งที่ไม่อาจคาดเดาได้ก็คือ อนาคตของพล.อ.ประยุทธ์จะจบลงตอนไหน เรื่องคุณสมบัตินายกรัฐมนตรีที่รัฐธรรมนูญเขียนไว้ว่าให้อยู่ในอำนาจไม่เกิน 8 ปี จะเริ่มนับตั้งแต่เป็นนายกฯสมัยคสช. หรือจะเริ่มนับจากรัฐธรรมนูญ 2560 ประกาศใช้ หรือจะเริ่มนับหลังเป็นนายกรัฐมนตรีจากการเลือกตั้ง

โดยชอตแรกที่จะต้องมีคนยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความแน่ๆ ก็คือการครบ 8 ปีนับจากเป็นนายกฯครั้งแรกในเดือนสิงหาคมปีหน้า ซึ่งมีนักกฎหมายหลายคนชี้ว่า ถ้าดูจากเจตนาของรัฐธรรมนูญแล้วก็น่าจะต้องพ้นจากตำแหน่ง แต่สุดท้ายก็ต้องดูว่า ตุลาการรัฐธรรมนูญจะมีความเห็นอย่างไร
 
อนาคตของ พล.อ.ประยุทธ์ นับจากนี้จึงมีความไม่แน่นอน

พล.อ.ประวิตรรู้แหละว่า ถ้าไม่มีพล.อ.ประยุทธ์แล้ว พรรคพลังประชารัฐไม่มีใครที่ขึ้นมาทดแทนได้ ลองนึกภาพพรรคพลังประชารัฐที่ไม่มีพล.อ.ประยุทธ์เป็นจุดขาย แต่มีธรรมนัสเป็นตัวชูโรงสิครับว่า ภาพลักษณ์ของพรรคจะเป็นอย่างไร

ต้องยอมรับว่าพรรคพลังประชารัฐนอกจากการออกแบบรัฐธรรมนูญให้เอื้อประโยชน์ต่อฝ่ายตัวเองแล้ว ยังมีจากกระแสของพล.อ.ประยุทธ์ที่คนฝั่งอนุรักษ์นิยมที่ถูกฝ่ายตรงข้ามเรียกแบบหมิ่นแคลนว่าสลิ่ม ต้องการจะให้พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรีเพราะกลัวว่าฝั่งของระบอบทักษิณจะกลับมามีอำนาจ

การเป็นนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งของพล.อ.ประยุทธ์ แม้จะเผชิญกับอุปสรรคการต่อต้านชุมนุมประท้วงของคนรุ่นใหม่ แต่สามารถยืนหยัดอยู่ได้ เพราะมีมวลชนอีกกลุ่มหนึ่งให้การสนับสนุนคือได้ประโยชน์จากผลพวงของความขัดแย้งของคนในชาตินั่นเอง และเชื่อกันว่า สถานการณ์ของการเปลี่ยนผ่านย่อมต้องการนายกรัฐมนตรีแบบพล.อ.ประยุทธ์ที่มีความแนบแน่นกับกองทัพ

บอกตรงๆ ว่ามองกันถึงขณะนี้ ถ้าไม่มีพล.อ.ประยุทธ์แล้ว พรรคพลังประชารัฐจะชูใครเพื่อเป็นนายกรัฐมนตรี เพราะหัวหน้าพรรคอย่างพล.อ.ประวิตรแม้จะมีบารมีมากในทางการเมือง แต่ไม่ได้รับความยอมรับจากมวลชน และมองว่า พล.อ.ประวิตรเป็นตัวถ่วงให้พล.อ.ประยุทธ์มีราคีด้วยซ้ำไป

ความขัดแย้งในพรรคพลังประชารัฐจะบานปลายไปอย่างไร ก็ต้องดูว่าอำนาจและบารมีของพล.อ.ประวิตรนั้นจะยังคงมีอยู่หรือไม่ แต่แม้พล.อ.ประยุทธ์จะไม่ใช่สมาชิกพรรคก็ต้องไม่ลืมว่าอำนาจยุบสภานั้นอยู่ในมือของพล.อ.ประยุทธ์

สิ่งที่น่าคิดเหมือนกันก็คือพล.อ.ประยุทธ์คิดอย่างไรกับอนาคตของตัวเอง จะพอแล้วลงจากหลังเสือหลังครบสมัยแล้วครองอำนาจมาแล้ว 9 ปีหรือไม่ ถ้าตัดสินใจอย่างนั้นก็ไม่ต้องง้อใครว่าจะได้ไปต่อหรือไม่ แต่คาดหวังว่าจะไปต่อหากผ่านด่านศาลรัฐธรรมนูญไปได้ ก็ต้องพึ่งพาส.ส.ในพรรค

และถ้าไม่ไปต่อก็เชื่อว่าพรรคพลังประชารัฐจะแตกกระสานซ่านเซ็น เพราะหมดภารกิจในการสืบทอดอำนาจของคสช.แล้ว และเชื่อว่าพล.อ.ประวิตรคงไม่เข็นพรรคต่อไป เพราะลำพังก็แทบจะเดินเหินไม่ได้อยู่แล้ว

หากมาถึงวันนั้นก็มองไม่ออกเหมือนกันว่าการเมืองไทยจะดำเนินไปอย่างไร ฝ่ายที่อ้างตัวว่าเป็นฝ่ายประชาธิปไตยจะกลับมา หรือฝ่ายอนุรักษ์นิยมมีขุนพลคนใหม่ขึ้นมา

แต่เชื่อเถอะไม่ว่าจะออกทางไหน ความขัดแย้งของคนในชาติที่บาดลึกก็ยากที่จะสมานให้เป็นหนึ่งเดียวกันได้ และคงจะห้ำหั่นกันต่อไป

ติดตามผู้เขียนได้ที่ https://www.facebook.com/surawich.verawan


กำลังโหลดความคิดเห็น