xs
xsm
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

“โอมิครอน” ดับฝันเศรษฐกิจปีหน้าโต 4% “รัฐบาลลุง”-คนไทยติดกับดักหนี้พุ่ง

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ผู้จัดการสุดสัปดาห์ -  ภาวะเศรษฐกิจที่ย่ำแย่จากพิษโรคโควิด-19 ที่ยืดเยื้อมาร่วมสองปี มีแนวโน้มจะสร่างไข้ในปีหน้าถ้าฟังจาก ขุนคลัง” นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งคาดการณ์ทิศทางเศรษฐกิจไทยในปี 2565 ว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวได้ 3.5-4.5% โดยมีค่ากลางอยู่ที่ 4% ซึ่งเมื่อเศรษฐกิจเริ่มฟื้น การกระตุ้นการบริโภคหรือเยียวยาจะลดลง แต่จะมีนโยบายมุ่งเน้นการสร้างงาน สร้างรายได้และสร้างอาชีพ เนื่องจากมีแรงงานออกจากระบบกลับคืนถิ่นต้องประกอบอาชีพใหม่ รวมทั้งจะเน้นดูแลเรื่องเศรษฐกิจชุมชนด้วย 

ขณะเดียวกัน รัฐบาลจะให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจดิจิทัล โดยตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ร่วมมือกับ ก.ล.ต. และกระทรวงการคลัง พัฒนาโครงการสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล อย่างฟินเทคและคริปโตเคอเรนซี จะเห็นความคึกคักมากขึ้นในปีหน้า

นอกจากนั้น ในต้นปี 2565 รัฐบาลยังจะปรับนโยบายภาคการขนส่ง หันมาสนับสนุนการใช้รถยนต์ไฟฟ้า หรืออีวี เพื่อลดคาร์บอนไดออกไซด์รับแผนการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศในปี ค.ศ.2060 โดยจะใช้มาตรการทางการคลังสนับสนุนมาตรการทางภาษี เพื่อให้ราคารถอีวีใกล้เคียงกับรถยนต์สันดาป และมุ่งให้เกิดศูนย์กลางการผลิตรถยนต์อีวีด้วย

สำหรับมาตรการคลัง ที่ยังจำเป็นต่อการหล่อเลี้ยงเศรษฐกิจ ในปี 2565 ก็จะมีเม็ดเงินลงสู่ระบบเศรษฐกิจเกือบ 1 ล้านล้านบาท ซึ่งมาจากเม็ดเงินลงทุนของรัฐ 6 แสนล้านบาท รัฐวิสาหกิจ 3 แสนล้านบาท และเม็ดเงินจาก พ.ร.ก.กู้เงินฉบับเพิ่มเติมที่เหลืออยู่เกือบ 3 แสนล้านบาท จะลงไปในงานก่อสร้าง ทำให้ผู้รับเหมามีงานทำ มีเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจทั้งทางตรงและทางอ้อม

ขณะที่  นายดอน นาครทรรพ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเสถียรภาพระบบการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประเมินเศรษฐกิจไทยก่อนหน้าที่จะมีแพร่ระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์ใหม่ว่าปี 2565 มีโอกาสเติบโตได้ถึง 5% จากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่จะเข้ามาราว 10 ล้านคน ซึ่งสูงกว่าตัวเลขทางการที่ ธปท. ประเมินไว้ที่ 3.9% ภายใต้สมมติฐานว่าจะมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ 6 ล้านคน แต่พอมีโอมิครอนทำให้ต้องประเมินสถานการณ์ใหม่ เป็นไปได้ที่นักท่องเที่ยวอาจต่ำกว่า 6 ล้านคน

การมาของ “โอมิครอน” ทำให้โค้งสุดท้ายปลายปี 2564 ที่เศรษฐกิจไทยทำท่าจะไปได้ดีมีอันต้องสะดุด เพราะการแพร่กระจายเชื้อได้รวดเร็ว และคาดว่าจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจทั้งโลก โดยตลาดหุ้นซึ่งอ่อนไหวต่อข่าวเชิงลบปิดกระดานแดงเถือกกันถ้วนหน้าหลังมีข่าวระบาเในหลายประเทศ

แต่ถึงแม้จะมีข่าวร้าย หน่วยงานวิเคราะห์เศรษฐกิจหลายสำนักก็คาดว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2564 จะยืนอยู่ในแดนบวก ขยายตัวได้ 1% โดยมีการส่งออกที่เติบโตได้ดีมาตั้งแต่กลางปีที่15% มาเป็นตัวช่วยหนุน โดยคาดว่าสิ้นปีนี้การส่งออกจากโตถึง 17% สูงสุดในรอบ 12 ปี รวมทั้งมาตรการภาครัฐที่เข้ามาเยียวยาและกระตุ้นการใช้จ่าย เพื่อประคองการบริโภคของประชาชนทำให้ตัวเลขติดลบน้อยลงกว่าที่คาด

ตามถ้อยแถลงเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายนที่ผ่านมาของ  นายวุฒิพงศ์ จิตตั้งสกุล  ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ซึ่งรายงานภาวะเศรษฐกิจไทยในเดือนตุลาคม 2564 ว่า มูลค่าส่งออกขยายตัวต่อเนื่อง โดยเดือนตุลาคม อยู่ที่ 22,738.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขยายตัวติดต่อกันเป็นเดือนที่ 8 ขยายตัวอยู่ที่ 17.4% ต่อปี สินค้าที่ขยายตัวได้ดีเป็นหมวดเกษตรและอาหารโดยเฉพาะยางพารา ข้าว และผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง สินค้าที่เกี่ยวข้องกับการทำงานที่บ้าน สินค้าที่ป้องกันและลดการติดเชื้อ โดยตลาดคู่ค้าหลักปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องเกือบทุกตลาด

สศค.ยังมองแนวโน้มกิจกรรมเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการท่องเที่ยวภายในประเทศ และการลงทุนภาคเอกชนที่ปรับตัวดีขึ้น โดยการลงทุนภาคเอกชนในหมวดเครื่องมือเครื่องจักร สะท้อนจากปริมาณนำเข้าสินค้าทุน ในเดือน ตุลาคม 2564 ขยายตัวที่ 21.8% ขณะที่การท่องเที่ยว มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติประเภทพิเศษ กลุ่มสิทธิพิเศษ นักธุรกิจ กลุ่มสุขภาพที่เข้ามารับบริการทางการแพทย์ รวม 20,272 คน ส่วนจำนวนนักท่องเที่ยวชาวไทย อยู่ที่ 4.59 ล้านคน ซึ่งเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า

 นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ สภาพัฒน์ กล่าวว่า การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิดสายพันธุ์ใหม่จะเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของเศรษฐกิจไทยในปีหน้า โดยขณะนี้หน่วยงานภาครัฐต่างๆ กำลังติดตามข้อมูลเพื่อเตรียมรับมือ ซึ่งนอกจากความเสี่ยงเรื่องโรคระบาดแล้ว ยังมีปัญหาหนี้ครัวเรือนที่พบสัญญาณสินเชื่อบัตรเครดิตสูงขึ้น ขณะที่ปัญหาเงินเฟ้อยังต้องจับตาอย่างใกล้ชิด

ข้อมูลหนี้ครัวเรือนที่เก็บจากเครดิตบูโร มีประมาณ 12.4 ล้านล้านบาท เป็นตัวเลขที่ นายสุรพล โอภาสเสถียร  ผู้จัดการใหญ่ บริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด เปิดเผยต่อสาธารณะเมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายนที่ผ่านมา แต่หากดูจากรายงานของสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ตัวเลขหนี้ครัวเรือนล่าสุดอยู่ที่ 14.27 ล้านล้านบาท หากเทียบกับจีดีพีอยู่ที่ 89.3%

นายสุรพล บอกว่า ข้อมูลลูกหนี้ 31 ล้านคน เป็นตัวแทนหนี้ครัวเรือนไทยที่เป็นฐานข้อมูลหลัก ใน 100 คน มีหนี้เสีย 18 คน แต่หากเป็นลูกหนี้ที่อายุน้อยระหว่าง 30-34 ปี ใน 100 คน จะมีหนี้เสีย 24 คน หรือ คิดเป็น 20% เป็นตัวเลขที่น่ากังวลเพราะเป็นตัวเลขที่อยู่ในระดับสูง ทางเครดิตบูโรมีความเป็นห่วงเนื่องจากลูกหนี้อายุน้อยเหล่านี้จะเป็นกำลังในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศในระยะถัดไป หากมีปัญหาหนี้เสียจะส่งผลกระทบกับประเทศในระยะยาว

 สำหรับข้อกังวลที่น่ากลัวของเรื่องหนี้ครัวเรือนไทย มีอยู่ 2 จุด คือ 20.7% เป็นการใช้เพื่อการบริโภค และสินเชื่อบัตรเครดิตอีก 7% นั่นหมายถึง 27% เป็นการกู้เงินเพื่อการกินและใช้ ซึ่งต้องนำรายได้ที่เกิดขึ้นในอนาคตมาชำระหนี้ หากเกิดว่างงานขึ้นมาก็จะมีปัญหา 

เมื่อเจาะฐานข้อมูลเครดิตบูรโรที่มี 12.4 ล้านล้านบาท พบว่าสินเชื่อที่อยู่อาศัย เติบโตประมาณ 6.2% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ยอดสินเชื่อประมาณ 4.5 ล้านล้านบาท สินเชื่อส่วนบุคคล 2.4 ล้านล้านบาท เติบโต 2% บัตรเครดิตเพียง 4.8 แสนล้านบาท ขยายตัว 0.6%

ขณะที่หนี้เสียตามข้อมูลของเครดิตบูโร ก่อนมีสถานการณ์โควิดอยู่ประมาณ 9 แสนล้านบาท คิดเป็น 8.1% เมื่อมีมาตรการชะลอ/พักการชำระหนี้ ทำให้กราฟหนี้เสีย (NPL) ตกท้องช้างลงมา หลังปลดมาตรการปรับโครงสร้างหนี้ กราฟหนี้เสียเริ่มขยับขึ้นไปเรื่อยๆ โดยหนี้เสียขยับจากไตรมาส 2 ไปไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ อยู่ที่ 7.7% ทำให้ตัวเลขผู้ค้างชำระเพิ่มขึ้น 2.5 หากรวมกับหนี้เสียจะเพิ่มเป็นกว่า 10%

ที่ต้องจับตามองหลังมาตรการอุ้มลูกหนี้ของแบงก์รัฐหมดลงในสิ้นปีนี้ และมาตรการที่ช่วยเหลือเกษตรกรจะสิ้นสุดในเดือนมิถุนายน 2565 จะเห็นตัวเลขหนี้เสียชัดเจนยิ่งขึ้น โดยเฉพาะบัญชีสินเชื่อส่วนบุคคล ซึ่งรัฐบาลมีการสนับสนุนให้สถาบันการเงินปล่อยสินเชื่อเป็นจำนวนมากในช่วงที่ผ่านมา ขณะนี้ปรับโครงสร้างหนี้ไปแล้ว 8.5 แสนล้านบาท เป็นหนี้เสีย 9.7 แสนล้านบาท มีแนวโน้มจะไปแตะ 1 ล้านล้านบาท ล่าสุดมีมากกว่า 2.4 ล้านบัญชี

ส่วนตัวเลขหนี้สาธารณะก็พุ่งขึ้นเช่นเดียวกัน โดยในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายนที่ผ่านมา มีรายงานว่า สัดส่วนหนี้สาธารณะที่เกิดขึ้นจริง ณ 30 กันยายน 2564 ยังคงอยู่ภายใต้กรอบ คือ สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ร้อยละ 58.15 ไม่เกินกรอบที่กำหนดคือ ร้อยละ 70, สัดส่วนภาระหนี้ของรัฐบาลต่อประมาณการรายได้ประจำปีงบประมาณ ร้อยละ 32.27 ไม่เกินกรอบที่กำหนดคือ ร้อยละ 35,

สัดส่วนหนี้สาธารณะที่เป็นเงินตราต่างประเทศต่อหนี้สาธารณะทั้งหมด ร้อยละ 1.80 ไม่เกินกรอบที่กำหนดคือ ร้อยละ 10 และสัดส่วนภาระหนี้สาธารณะที่เป็นเงินตราต่างประเทศต่อรายได้จากการส่งออกสินค้าและบริการ ร้อยละ 0.06 ไม่เกินกรอบที่กำหนดคือ ร้อยละ 5

รายงานสถานะหนี้สาธารณะ หนี้ภาครัฐ และความเสี่ยงทางการคลัง สถานะหนี้คงค้าง มีจำนวน 9.34 ล้านล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 58.15 ต่อ GDP เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า จำนวน 1.49 ล้านล้านบาท สาเหตุที่เพิ่มขึ้นเกิดจากการกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณ และการกู้เงินภายใต้กฎหมายพิเศษ 2 ฉบับ คือ พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหา เยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคโควิด-19 พ.ศ. 2563 และ พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคม จากการระบาดของโรคโควิด-19 เพิ่มเติม พ.ศ. 2564

สำหรับสถานะหนี้สาธารณะ ณ สิ้นปีงบประมาณ 2564 มีรายละเอียด ดังนี้ หนี้ที่รัฐบาลกู้โดยตรง จำนวน 7,504,214.24 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 46.73 ต่อ GDP, หนี้รัฐบาลกู้เพื่อชดใช้ความเสียหายให้แก่กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) จำนวน 699,484.43 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 4.36 ต่อ GDP

ส่วนหนี้ของรัฐวิสาหกิจ จำนวน 845,639.91 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 5.27 ต่อ GDP 4.หนี้ของรัฐวิสาหกิจที่ทำธุรกิจในภาคการเงิน (รัฐบาลค้ำประกัน) จำนวน 281,041.62 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 1.75 ต่อ GDP และ (5) หนี้หน่วยงานอื่นของรัฐ จำนวน 7,162.82 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 0.04 ต่อ GDP

สำหรับหนี้เงินกู้คงค้างของหน่วยงานรัฐ ประกอบด้วย บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปริโตรเลียม (มหาชน) จำนวน 1.20 แสนล้านบาท, บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด ธนาคารออมสิน และธนาคารอาคารสงเคราะห์ จำนวน 5.90 แสนล้านบาท องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 7,850 แห่ง จำนวน 3.65 หมื่นล้านบาท และ 4.ธนาคารแห่งประเทศไทย มีจำนวน 4.61 ล้านบาท

ทั้งนี้ หนี้ส่วนใหญ่ร้อยละ 84.11 เป็นหนี้ที่เป็นภาระต่องบประมาณโดยตรง ซึ่งรัฐบาลต้องจัดสรรงบประมาณเพื่อชำระคืนเมื่อถึงกำหนด ส่วนหนี้ที่ไม่เป็นภาระต่องบประมาณโดยตรงนั้น หน่วยงานจะเป็นผู้รับภาระการชำระหนี้ โดยใช้แหล่งรายได้อื่นที่ไม่ใช่งบประมาณมาชำระหนี้

สำหรับหนี้เงินกู้ของหน่วยงานรัฐที่ไม่นับเป็นหนี้สาธารณะ ไม่มีผลกระทบต่อภาระทางการคลัง เนื่องจากเป็นหน่วยงานที่มีสถานการณ์ดำเนินงานที่มั่นคงและมีรายได้เพียงพอที่จะชำระหนี้เงินกู้เองได้




กำลังโหลดความคิดเห็น