xs
xsm
sm
md
lg

ความพ่ายแพ้ของฝ่ายล้มล้าง และพวกที่ซ่อนตัวอยู่เบื้องหลัง

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



หนึ่งความคิด
สุรวิชช์ วีรวรรณ


คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญชัดเจนแล้วว่า การใช้สิทธิหรือเสรีภาพโดยมีเจตนาซ่อนเร้นในการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มิใช่เป็นการปฏิรูป และเป็นการแสดงความคิดเห็นโดยไม่สุจริต มีการละเมิดกฎหมาย มีมูลเหตุจูงใจล้มล้างการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

และระบุชัดเจนว่า มีการดำเนินงานอย่างเป็นขบวนการ เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ และเป้าหมาย ใช้ยุทธวิธีเปลี่ยนแปลงการชุมนุม เปลี่ยนตัวบุคคลปราศรัย ใช้กลยุทธ์ไม่มีแกนนำ แต่มีรูปแบบการกระทำ กลุ่มคนที่มีแนวคิดเดียวกัน และเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง มีลักษณะขบวนการเดียวกัน มีเจตนาเดียวกันกับผู้ถูกร้องที่ 1-3 กระทำซ้ำ และกระทำต่อไปอย่างต่อเนื่อง โดยมีการกระทำเป็นขบวนการ ปลุกระดม ใช้ข้อมูลอันเป็นเท็จ ก่อให้เกิดความรุนแรง และความวุ่นวายในสังคม

ดังนั้นศาลไม่เพียงแต่ชี้ว่าผู้ถูกร้องทั้งสามคือนายอานนท์ นำภา นายภาณุพงษ์ จาดนอก และนางสาวปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล เท่านั้นที่กระทำการเพื่อมีจุดมุ่งหมายจะล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ แต่รวมถึงเครือข่ายทั้งหมดด้วย ได้ร่วมกันกระทำการที่เป็นกบฏต่อแผ่นดิน

แม้ว่าสิ่งที่พวกเขาพยายามอ้างว่า ต้องการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ แต่แท้จริงแล้วการแสดงออกของพวกเขานั้นชัดเจนว่ามีจุดมุ่งหมายที่ต้องการจะล้มล้างมากกว่าต้องการให้ปฏิรูป

ความพยายามอ้างวาทกรรมว่า คนหนุ่มสาวที่ถูกจับกุมคุมขังเป็น “นักโทษทางความคิด” นั้นไม่สามารถใช้ได้อีกต่อไป เพราะศาลได้วินิจฉัยการกระทำของพวกเขาเอาไว้ชัดเจนแล้ว

คำถามนี้ส่งไปถึงขบวนการที่อยู่เบื้องหลังคนเหล่านี้ที่ผลัดดันดันหลังให้พวกเขาออกมาต่อสู้บนถนน ไม่ว่าจะเป็นชาญวิทย์ เกษตรศิริ พนัส ทัศนียานนท์ นิธิ เอียวศรีวงศ์ สุลักษณ์ ศิวลักษณ์ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ปิยบุตร แสงกนกุล ประจักษ์ ก้องกีรติ พวงทอง ภวัครพันธุ์ ปริญญา เทวานฤมิตรกุล สมชาย ปรีชาศิลปกุล สุชาติ สวัสดิ์ศรี อธึกกิต แสวงสุข ฯลฯ รวมถึงเครือข่ายสื่ออย่างประชาไท วอยซ์ทีวี ฯลฯ ว่าพวกเขาเหล่านี้ยังคงแอบอยู่ข้างหลังคนรุ่นใหม่เพื่อให้พวกเขาออกมาเสี่ยงคุกเสี่ยงตารางต่อไปหรือไม่

หรือถึงเวลาแล้วที่คนเหล่านี้ต้องออกมานำหน้าเพื่อไปสู่เป้าหมายที่ต้องการ

โดยเฉพาะปิยบุตรที่มักจะยกเอาการปฏิวัติรัสเซียที่โค่นล้มราชวงศ์โรมานอฟกับการปฏิวัติฝรั่งเศสที่นำไปสู่การโค่นล้มระบอบกษัตริย์และประหารชีวิตพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 มาเป็นเครื่องมือในการปลุกเร้าคนหนุ่มสาวที่ออกมาเรียกร้องบนถนน

ครั้งหนึ่งปิยบุตร กล่าวถึงการปฏิวัติฝรั่งเศสว่า จุดเปลี่ยนอันหนึ่งที่น่าสนใจ เมื่อฐานันดรที่สามที่เข้ามาเป็นสมาชิกสภา พวกนี้ไม่ได้อยากเป็นสาธารณรัฐ เขายืนยันจะให้มีกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ แต่มันลื่นไถลไปเป็นสาธารณรัฐได้อย่างไร ปัจจัยสำคัญที่สุดคือพระมหากษัตริย์ เพราะพระมหากษัตริย์จะต้องยอมรับก่อนว่าสมบูรณาญาสิทธิ์ไปต่อไม่ได้แล้ว และขอเป็นกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญแทน

“ดังนั้นขบวนการแบบประชาธิปไตยที่เคลื่อนมาเรื่อยๆ ตบมือข้างเดียวไม่ดัง ถ้าพระมหากษัตริย์ไม่ตบด้วย ท้ายที่สุดกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญก็ไม่เกิด และถ้าพลังของประชาชนฝ่ายประชาธิปไตยยังเคลื่อนไปข้างหน้าเรื่อยๆ คราวนี้มันจึงไหลไปเป็นสาธารณรัฐ กรณีของฝรั่งเศสปรากฎชัดเจน ตั้งแต่ปี 1789-1792 ใน 3 ปีนี้ มีเหตุการณ์ โอกาสสำคัญๆ ที่หากหลุยส์ที่ 16 ปรับตัวให้เข้ากับระบบแบบใหม่ ยอมลดอำนาจตัวเองลง หลุยส์ที่ 16 ก็ยังจะเป็นพระมหากษัตริย์อยู่ต่อไป”

ชัดเจนว่านี่เป็นการส่งสัญญาณเตือนและขู่ให้สอดคล้องกับการเคลื่อนไหวของคนหนุ่มสาวบนท้องถนนว่า ถ้าไม่ยอมรับการเคลื่อนไหวของคนหนุ่มสาวจะต้องเป็นสาธารณรัฐในที่สุด เหมือนกับพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ที่ไม่ยอมเป็นกษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญ จนนำไปสู่การประหารชีวิตด้วยกิโยตินที่พวกเขามักจะนำมาเป็นสัญลักษณ์ของการเคลื่อนไหว

แต่ปัญหาก็คือ พระมหากษัตริย์ของไทยนั้นอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญมาแล้วตั้งแต่รัฐประหาร 2475 ไม่ใช่สิ่งที่หลอกลวงให้คนรุ่นใหม่เข้าใจ ปิยบุตรเลยประดิษฐ์คำใหม่เพื่อให้ คนหนุ่มสาวใช้เป็นเงื่อนไขในการเคลื่อนไหวว่า ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์จำแลง

โดยปิยบุตร กล่าวตอนหนึ่งว่า นับตั้งแต่ประยุทธ์ครองอำนาจ เขาและพวกได้แก้ไขเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์ในรัฐธรรมนูญ ในกฎหมาย ตลอดจนแนวทางปฏิบัติต่างๆที่เกี่ยวข้องกับสถาบันกษัตริย์ ทั้งหมดนี้ส่งผลให้ระบอบการปกครองมีแนวโน้มหันเหออกจากระบอบ constitutional monarchy กลายเป็นระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์จำแลงมากขึ้น

แล้วคนรุ่นใหม่ก็ฉวยโอกาสที่ปิยบุตรชี้ทางให้ว่า พวกเขาต้องการโค่นล้มระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ทั้งที่พระมหากษัตริย์ของไทยไม่มีพระราชอำนาจอยู่จริง ไม่มีพระราชอำนาจที่จะกระทำสิ่งต่างๆ ด้วยพระองค์เอง ต้องมีผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ รัฐธรรนูญก็ระบุไว้ชัดว่า “อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทยพระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุขทรงใช้อำนาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้”

ดังนั้นรัฐธรรมนูญได้จัดวางสถานะ อำนาจของพระมหากษัตริย์อย่างเหมาะสมอยู่แล้ว ตามหลัก “The king can do no wrong”

แม้แต่ปรีดี พนมยงค์ ยังได้ให้หลักไว้หลังการยึดอำนาจเปลี่ยนแปลงการปกครองว่า “‘The king can do no wrong’ นี้ใช้กับระบอบที่พระเจ้าแผ่นดินไม่มีอำนาจในการบริหารแผ่นดินนอกจากอำนาจในทางพิธีการและลงพระนามและยอมให้อ้างพระนามในกิจการต่าง ๆ แต่ไม่ได้ใช้อำนาจด้วยพระองค์เอง แต่ตกอยู่ที่คณะเสนาบดี ดังเช่นระบบการปกครองของประเทศอังกฤษที่มีสุภาษิต ‘The king can do no wrong’ ว่าเพราะเหตุที่กษัตริย์ทรงทำอะไรไม่ได้นี่เอง กษัตริย์จึงไม่อาจทำผิด”

เมื่อพระมหากษัตริย์ทรงอยู่ใต้รัฐธรรมนูญอยู่แล้ว การเคลื่อนไหวเรียกร้องให้พระมหากษัตริย์อยู่ใต้รัฐธรรมนูญก็จะเป็นเรื่องประหลาดไม่ชอบด้วยเหตุผลและข้อเท็จจริง ดังนั้นปิยบุตรจึงต้องสร้างวาทกรรมว่าด้วย “ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์จำแลง” เข้ามาเพื่อให้คนรุ่นใหม่ใช้เป็นหมุดหมายในการต่อสู้

แต่บัดนี้เมื่อศาลรัฐธรรมนูญชี้ชัดว่า การกระทำของคนหนุ่มสาวบนท้องถนนนั้นเป็นการกระทำที่ต้องการล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ หากว่า บรรดา อาจารย์ นักวิชาการ ปัญญาชน นักการเมือง กลุ่มการเมือง และสื่อมวลชนที่อยู่เบื้องหลัง เห็นว่านี่เป็นการชุมนุมที่เรียกร้องระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขไม่ใช่การล้มล้างแล้ว คนเหล่านั้นก็ควรออกมาแสดงตัวเคลื่อนไหวนำหน้ามวลชนบนท้องถนน หรือไม่ก็ส่งลูกหลานของตัวเองออกมาร่วมต่อสู้เป็นแกนนำแทนคนหนุ่มสาวที่ต้องโทษอยู่ในเวลานี้

แม้ว่าคำพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญจะไม่สามารถทำให้คนหนุ่มสาวหยุดออกมาเคลื่อนไหว ดังที่เราได้เห็นแล้ว แต่ในฐานะของคนที่หนุนหลังคนหนุ่มสาวถ้าไม่กล้าออกมานำเองก็ต้องเตือนให้พวกเขาตระหนักว่า นับแต่บัดนี้การเคลื่อนไหวของคนหนุ่มสาวในนามกลุ่มต่างๆ ที่กระทำต่อเนื่องกันนั้นไม่ใช่การกระทำที่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญอีกแล้ว

และการกระทำผิดอาจจะเข้าข่ายมาตรา 113 ที่มีโทษหนักถึงประหารชีวิต

มาตรา 113 ผู้ใดใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย เพื่อ (๑) ล้มล้างหรือเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ (๒) ล้มล้างอำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร หรืออำนาจตุลาการแห่งรัฐธรรมนูญ หรือให้ใช้อำนาจดังกล่าวแล้วไม่ได้ หรือ (๓) แบ่งแยกราชอาณาจักรหรือยึดอำนาจปกครองในส่วนหนึ่งส่วนใดแห่งราชอาณาจักร

และวรรคสองที่ว่า ผู้นั้นกระทำความผิดฐานเป็นกบฏ ต้องระวางโทษประหารชีวิต หรือจำคุกตลอดชีวิต

เพราะนับแต่นี้นอกจากเจ้าหน้าที่รัฐจะมีความชอบธรรมในการจัดการกับการชุมนุมแล้ว ฝ่ายอำนาจรัฐก็ต้องนำเอาคำพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญที่ผูกพันทุกองค์กรในประเทศนี้มาเป็นตัวตั้งเพื่อสกัดกั้นยับยั้งการกระทำที่เป็นการล้มล้างการปกครอง จนดูเหมือนว่า ทางรอดเดียวของผู้ชุมนุมก็คือต้องปฏิวัติประชาชนให้สำเร็จเพื่อให้ฝ่ายตัวเองเป็นรัฎฐาธิปัตย์ไม่เช่นนั้นแล้วจะถูกดำเนินคดีด้วยโทษที่หนัก

แต่การปฏิวัติประชาชนที่พวกเขาใฝ่ฝันนั้นไม่มีวันจะสำเร็จได้เลย เพราะชัดเจนแล้วว่า ประชาชนไทยจำนวนมากยังเชื่อมั่นในสถาบันพระมหากษัตริย์มากกว่านักการเมืองที่พวกเรียกร้องให้ปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์แต่ศาลชี้ว่าเป็นการล้มล้าง พยายามออกมาแบบอำนาจรัฐให้นักการเมืองเป็นใหญ่ ด้วยความพยายามเขียนรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนที่เพิ่งถูกตีตกไปขึ้นมาเพื่อให้นักการเมืองมีอำนาจเหนือทุกสถาบันในระบอบประชาธิปไตย

พวกเขาไม่มีวันจะเปลี่ยนแปลงประเทศนี้ได้หรอก ถ้าประชาชนทั้งหมดไม่ได้มีมติร่วมกัน นี่ต่างหากที่เรียกว่าประชาธิปไตยที่แท้จริง

พวกที่ดันอยู่หลังคนหนุ่มสาวเหล่านี้ถ้าไม่กล้าออกมาเองหรือมีใจโหดเหี้ยมก็จงเตือนให้พวกเขาหยุดการกระทำเสียเถอะ

ติดตามผู้เขียนได้ที่ https://www.facebook.com/surawich.verawan




กำลังโหลดความคิดเห็น