xs
xsm
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

ศาสตราจารย์ ดร. ชัยอนันต์ สมุทวนิช (42): เสรีภาพและความเสมอภาคในเค้าโครงเศรษฐกิจของหลวงประดิษฐ์มนูธรรม

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



คนแคระบนบ่ายักษ์
ไชยันต์ ไชยพร


ตอนที่แล้ว ผู้เขียนได้กล่าวถึงตำรา “ความคิดทางการเมืองการปกครองไทยโบราณ” (2519) โดยยกข้อความตอนหนึ่งที่อาจารย์ชัยอนันต์ได้สรุปท้ายบทที่ว่าด้วยอุตตรกุรุทวีปหรือสังคมในอุดมคติในตำนานอินเดียโบราณไว้ว่า  

“แม้ว่าสังคมในอุดคติแบบอุตตรกุรุ หรือ สังคมพระศรีอาริย์จะเป็นสิ่งเพ้อฝัน เป็นมากกว่าที่จะก่อให้เกิดขึ้นในทางปฏิบัติได้ แต่ก็ได้มีความพยายามที่จะสร้างชุมชนที่มีลักษณะของสังคมนิยมขึ้นในครั้งพุทธกาลหลายพันปีมาแล้ว เช่นเดียวกับการที่นักคิดสังคมนิยมสมัยต่อมา เช่น โรเบิร์ต โอเวน พยายามสร้างชุมชนสหกรณ์และชาร์ล ฟูริเยร์ พยายามสร้างชุมชนฟาลังกซื หรือ หลวงประดิษฐ์มนูธรรมได้พยายามหาทางบรรลุถึงสังคมในอุดมคติด้วยการเสนอเค้าโครงเศรษฐกิจในปี พ.ศ. 2476…..” 

เค้าโครงเศรษฐกิจของหลวงประดิษฐ์มนูธรรมเป็นทางไปสู่สังคมอุดมคติอย่างไร ? ผู้เขียนได้นำข้อความที่สำคัญบางตอนจากเค้าโครงเศรษฐกิจเผยแพร่ไปในตอนที่แล้ว โดยเฉพาะโครงการให้รัฐซื้อที่ดินจากชาวไร่ชาวนามาเป็นกรรมสิทธิ์ของรัฐ และให้ชาวไร่ชาวนาเป็นลูกจ้างรัฐบาลแทน นั่นคือ เป็นข้าราชการ
 
และผู้เขียนได้ตั้งคำถามตอนท้ายบทความชักชวนให้ท่านผู้อ่านที่ได้อ่านข้อความบางตอนที่ผู้เขียนคัดมาข้างต้นนี้แสดงความเห็นกันมาว่า เค้าโครงเศรษฐกิจของหลวงประดิษฐ์มนูธรรมเป็นความ “พยายามหาทางบรรลุถึงสังคมในอุดมคติ” ตามความเห็นของอาจารยชัยอนันต์หรือไม่ ? และเพราะอะไร ?

มีท่านผู้อ่านได้ตอบมาทางเฟซบุ๊ก อย่างเช่น คุณ Panya Ratanarangsank ได้แสดงความเห็นมาว่า “ในบทความ หลวงประดิษฐ์ บอกว่า ที่ดินเกือบทั้งหมดเป็นของเจ้าหนี้ (ไม่ต่างกับปัจจุบันเท่าไรแฮะ ปัญหา 100 ปี) ถ้าเอาตามท่านว่า ใบกู้จะไปตกอยู่กับเจ้าหนี้ ดอกเบี้ย 15% ชาวนาตัวจริงต้องทำนาโดยถือว่าทำงานราชการ ได้ค่าแรงพอเลี้ยงชีพ การจัดการนา บอกว่าจะปรับเปลี่ยนให้เหมือนทำเกษตรขนาดใหญ่ ส่วนตัวไม่เห็นด้วยเลย 1. เจ้าหนี้ได้ดอก 15% ถ้าได้จนถึงปัจจุบัน ไม่รู้ใช้งบประมาณเท่าไร แต่ที่แน่ๆ เจ้าหนี้ ไม่มีความเสี่ยง 2. ชาวนาตัวจริงไม่มีวันเป็นเศรษฐีหรือตั้งตัวได้แน่ (ปัจจุบันถึงจะไม่มากแต่ก็มี) 3. คอรัปชันคงคุมไม่ได้ เพราะทุกอย่างขึ้นอยู่กับคนของรัฐคุมอยู่ ประชาชนจะมีรายได้ดี ไม่ดี ขึ้นกับตนเอง แต่ต้องให้รัฐอนุญาต”

 คุณไพรัตน์ จิระวัฒน์กวี  ได้ให้ความเห็นต่อโพสต์ของคุณ Panya Ratanarangsank ว่า “แนะนำให้อ่านหนังสือชื่อ ท่านปรีดี พนมยงค์ รัฐบุรุษอาวุโส ผู้วางแผนเศรษฐกิจไทยคนแรก โดย ศ. เดือน บุนนาค ในหนังสือเล่มนี้มีเนื้อหาสมุดปกเหลือง (เค้าโครงเศรษฐกิจของหลวงประดิษฐ์ฯ/ผู้เขียน) และพระบรมราชวินิจฉัยของพระปกเกล้าฯ (สมุดปกขาว) เปรียบเทียบกันจะได้รู้ว่า ใครมี ‘วิสัยทัศน์’ ดีกว่ากัน”

ต่อมาเป็นความเห็นของ คุณ Kaew Sitt:  “คิดว่าเค้าโครงเศรษฐกิจน่าจะเป็นการหาทางบรรลุสังคมอุดมคติในแง่เสมอภาค ไม่มีใครเป็นเจ้าของที่ดินทำกินส่วนตน ทุกคนเสมอภาค คือ มีปัจจัย 4 เพียงพอต่อการดำรงชีวิต เหมือนอุตตรกุรุที่เมื่อทุกคนหิวก็มีอาหารกินอิ่มเหมือนกันหมด...ยังไม่เข้าใจเค้าโครงเศรษฐกิจฯมากนัก ข้อมูลไม่พอประมวลผลค่ะ ติดตามต่อนะคะ”

ตบท้ายด้วยคุณไพรัตน์อีกที แกได้กล่าวไว้ว่า “สมุดปกเหลืองคือ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติของเมืองไทย น่าเสียดายที่ผู้มีอำนาจในยุคนั้นมองว่าเป็น แผนของคอมมิวนิสต์”

 ที่จริง เรื่องรัฐเป็นเจ้าของที่ดินทำกินส่วนใหญ่หรือทั้งหมดนี้ได้เกิดขึ้นจริงในบางประเทศก่อนหน้าที่หลวงประดิษฐ์ฯจะเสนอเค้าโครงเศรษฐกิจ นั่นคือ สหภาพโซเวียต (Soviet Union) หรือที่แตกมาเป็นรัสเซียในปัจจุบัน หลังสงครามกลางเมืองหรือสงครามปฏิวัติสังคมนิยมในรัสเซียระหว่าง พ.ศ. 2460-2464 ได้มีการประกาศใช้กฎหมายที่ดินของโซเวียตขึ้นในปี พ.ศ. 2465 และมีการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวมาจนถึงช่วงต้นทศวรรษ พ.ศ. 2533 กฎหมายที่ดินโซเวียต พ.ศ. 2464 ยืนยันการเวนคืนที่ดินทั้งหมดเป็นของรัฐ และยกเลิกกรรมสิทธิ์ส่วนตัวที่ที่ดิน และรวมทั้งทรัพยากรธรรมชาติต่างๆ ที่อยู่ในดิน เช่น แร่ธาตุ น้ำและป่าไม้ ซึ่งแม้ว่ารัฐจะเป็นเจ้าของที่ดินไม่ต่างจากเค้าโครงเศรษฐกิจของหลวงประดิษฐ์ฯ แต่ความต่างคือ โซเวียตใช้วิธีการยึดที่ดินจากประชาชนมาเป็นของรัฐ ส่วนของหลวงประดิษฐ์ฯ ใช้วิธีให้รัฐซื้อจากประชาชน 

มาตรา 22 ของกฎหมายที่ดินโซเวียต พ.ศ. 2465 ห้ามไม่ให้มีการซื้อขาย ยกให้หรือจำนองที่ดิน แต่อนุญาตให้การเช่าที่ดินจากรัฐได้จนถึง พ.ศ. 2471 แต่หลังจากนั้น ได้กำหนดเงื่อนไขการเช่าว่าจะต้องเป็นการเช่าเพื่อการทำการเกษตรรวม (หรือที่คนไทยชอบเรียกกันว่า การทำนารวม) การทำนาของแต่ละครอบครัวที่เช่าที่จากรัฐจะต้องถูกควบรวมเข้าเป็นนารวมขนาดใหญ่โดยรัฐเป็นเจ้าของที่ดิน แต่ข้อจำกัดดังกล่าวได้เปลี่ยนแปลงไปหลังปลายทศวรรษ พ.ศ. 2523
 
อย่างไรก็ตาม การห้ามมีกรรมสิทธิ์ส่วนตัวในที่ดิน ไม่ได้หมายความว่า พลเมืองโซเวียตจะไม่สามารถใช้ประโยชน์จากที่ดินได้ ครอบครัวในชนบทและในเมืองยังสามารถเพาะปลูกในที่แปลงขนาดเล็กๆ ได้ สามารถเพาะปลูกพืชพันธุ์สำหรับการบริโภคภายในครอบครัวและเป็นรายได้เสริมให้กับครอบครัว โดยที่ดินแปลงเล็กๆ นี้มีชื่อเรียกว่า “แปลงเสริม”  แต่แปลงเสริมนี้ไม่ได้ทำให้ครัวเรือนได้ผลผลิตอะไรมากนัก การผลิตอาหารและการขายอาหารจากรัฐและการทำนารวมจะต้องอยู่ภายใต้แผนเศรษฐกิจและควบคุมโดยรัฐบาลกลาง ขณะเดียวกัน ที่ดินแปลงเสริมไม่ถือว่าเป็นกรรมสิทธิ์ส่วนตัวของครัวเรือน แม้ว่าจะไม่ได้อยู่ภายใต้แผนเศรษฐกิจและการควบคุมของรัฐก็ตาม เพราะตามกฎหมายที่ดินโซเวียต พ.ศ. 2465 ที่ดินทั้งหมดถูกเวนคืนเป็นของรัฐ ดังนั้น ในกรณีแปลงเสริม รัฐมีอำนาจที่จะกำหนดให้ครอบครัวหรือปัจเจกบุคลได้ใช้ไปเพื่อประโยชน์ส่วนตัวหรือของครอบครัวได้ ซึ่งจริงๆ แล้ว การปล่อยให้ครอบครัวหรือปัจเจกบุคคลใช้ประโยชน์จากที่ดินเพื่อประโยชน์ส่วนตัวเป็นสิ่งที่ขัดต่ออุดมการณ์คอมมิวนิสต์ เพราะอุดมการณ์คอมมิวนิสต์จะไม่ยอมให้มีการใช้ที่ดิน (แม้ว่าจะเป็นของรัฐก็ตาม) ไปเพื่อประโยชน์ส่วนบุคคลได้เลย เพราะผลผลิตจากแปลงเสริมนี้ และการปล่อยให้ใช้ที่ดินไปเพื่อประโยชน์ส่วนตัวถือเป็นซากเดนของระบบทุนนิยม

แม้ว่าแปลงเสริมจะให้ผลผลิตที่เป็นอาหารนี้ไม่มากมายนักอะไรต่อครัวเรือนหรือต่อปัจเจกบุคคล แต่ถ้านับมวลรวมระดับชาติแล้ว จะพบว่า มีปริมาณที่มีนัยสำคัญอย่างยิ่ง ซึ่งผลผลิตดังกล่าวนี้ได้แก่ เนื้อ นม ไข่ ผักและมัน และอาหารที่เป็นผลิตผลจากแปลงเสริมในชนบทสามารถขายในตลาดเมืองได้เป็นจำนวนถึงเกือบครึ่งหนึ่งของรายได้ของครอบครัว และเป็นรายได้เสริมที่ดีจนถึงทศวรรษ พ.ศ. 2493 ดังนั้น ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ ผู้นำโซเวียตจึงจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับความเป็นจริงและสิ่งที่ปฏิบัติได้เหนืออุดมการณ์โดยยอมปล่อยให้ประชาชนสามารถหาประโยชน์ส่วนตัวจากที่ดินของรัฐได้
ส่วนผู้นำโซเวียตรุ่นต่อๆ มามีนโยบายที่แตกต่างในการจัดการกับที่ดินแปลงเสริม เช่น ในช่วงที่เศรษฐกิจตกต่ำ รัฐก็จะผ่อนคลายความเคร่งครัดลง แต่กระนั้น ผู้นำโซเวียตยังคงยึดมั่นกับระบบการทำนารวมขนาดใหญ่ และไม่ยอมให้มีการเช่าที่ดินทำนาเองโดยเด็ดขาด

  โกบาชอฟ

  เยลซิน
แต่อย่างที่ทราบกันว่า เมื่อ  ประธานาธิบดีมิคาเอล โกบาชอฟ  ขึ้นสู่อำนาจในปี พ.ศ. 2528 นโยบายที่ดินก็เริ่มเปลี่ยนแปลงไป โดยเริ่มจากการให้ปัจเจกบุคคลเช่าที่ดินได้ โดยไม่ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขการทำนารวมขนาดใหญ่ เพราะการทำนารวมขนาดใหญ่ที่ผ่านมาไม่สร้างผลผลิตได้มากพอ และเศรษฐกิจไม่เติบโต และจากการให้เช่าอย่างอิสระได้ ก็ค่อยๆ คลายกลับไปสู่การเริ่มให้มีกรรมสิทธิ์ส่วนตัวในที่ดิน และหลังจากที่โซเวียตล่มสลาย และเกิดสาธารณรัฐรัสเซีย ในปลายเดือนธันวาคม พ.ศ. 2534 ประธานาธิบดี บอริส เยลซิน ได้เดินหน้ายืนยันหลักการกรรมสิทธิ์ส่วนตัวในที่ดิน

ส่วนของจีน ดังที่ได้กล่าวไปในตอนที่แล้วว่า กรรมสิทธิ์ในที่ดินทำกินในประเทศจีน คือ นับตั้งแต่ทศวรรษ 1980 เป็นต้นมา รัฐบาลจีนได้กำหนดให้สิทธิในทรัพย์สินของพื้นที่การเกษตรในชนบทแบ่งออกเป็น 2 ชั้น ได้แก่ กรรมสิทธิ์ที่ชุมชนชนบทเป็นเจ้าของร่วมกัน และสิทธิในการใช้ที่ดิน ซึ่งจัดทำขึ้นโดยแต่ละครัวเรือนที่ทำสัญญาใช้ผืนดินส่วนหนึ่งของหมู่บ้านเพื่อทำการเกษตร โดยสัญญาการใช้พื้นที่เพาะปลูกมีอายุ 30 ปี และสามารถต่ออายุได้อีก 30 ปีเมื่อครบกำหนด ทั้งนี้ที่ดินยังเป็นกรรมสิทธิ์ของรัฐ

ในเวียดนาม ที่ดินทั้งหมดเป็นกรรมสิทธิ์ของรัฐ ปัจเจกบุคคลและองค์กรสามารถขอและถือสิทธิ์ในการใช้ประโยชน์จากที่ดิน รวมทั้งที่ดินการเกษตร นั่นคือ ประชาชนหรือองค์กรสามารถมีสิทธิ์ที่จะใช้ประโยชน์ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนดโดยรัฐ ดังที่จะได้กล่าวในตอนต่อไป

ดังนั้น เมื่อกลับมาที่โครงการให้รัฐซื้อที่ดินทำกินทั้งหมดมาจากประชาชนของหลวงประดิษฐ์ฯ และให้ประชาชนที่เป็นชาวไร่ชาวนากลายเป็นลูกจ้างทำนารวมขนาดใหญ่ จึงมีความคล้ายนโยบายของโซเวียต จีนและเวียดนามอยู่ แต่อย่างที่กล่าวไปแล้ว ความต่างอยู่ที่ของหลวงประดิษฐ์ฯ ให้รัฐซื้อ แต่หลวงประดิษฐ์ฯตระหนักว่า รัฐไม่มีเงินซื้อ เลยเสนอให้รัฐออกใบกู้ให้เจ้าของที่ดินเป็นเจ้าหนี้ถือไว้ แม้ว่าจะเป็นการซื้อ ไม่ได้ยืดเอามาเฉยๆ แต่ก็เป็นการบังคับให้ต้องขาย !

 ตกลง เค้าโครงเศรษฐกิจของหลวงประดิษฐ์ฯเป็นแผนเศรษฐกิจแบบคอมมิวนิสต์หรือไม่ ? ถ้าจะว่าตามคอมมิวนิสต์แท้ๆ ทฤษฎีของมารก์ซและเองเกลส์กล่าว ก็คงไม่ใช่ เพราะขนาดกฎหมายที่ดินของโซเวียต ประเทศต้นแบบการปฏิวัติสังคมนิยมยังเป็นคอมมิวนิสต์ไม่ได้เลย แถมพอเวลาผ่านไป ยังกลับมาให้มีกรรมสิทธิ์ส่วนตัวในที่ดินได้ด้วย 

แต่ที่แปลกใจคือ กลุ่มผู้ชุมนุมประท้วงในปัจจุบัน เอาสัญลักษณ์ฆ้อนเคียวเหมือนคอมมิวนิสต์โซเวียตมาชูทำไม ? ในเมื่อประเทศที่เรียกตัวเองว่าสังคมนิยมก็กลายพันธุ์กลับมายึดหลักกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินส่วนบุคคลกัน ที่ผ่านมา การทำนารวมขนาดใหญ่อาจจะช่วยแก้วิกฤตในขณะนั้นได้ และถ้าจะเปรียบเทียบความอดอยากในรัสเซีย จีน เวียดนามก่อนปฏิวัติสังคมนิยมกับไทยขณะนี้ มันก็ต่างกันมาก !
และน่าจะคิดบ้างว่า สังคมที่มาร์กซและเองเกลส์วาดฝันไว้ในกระดาษ ที่รัสเซียและจีนอยากไปให้ถึงนั้น ตกลงแล้ว พวกเขายังจะเดินไปให้ถึงอยู่หรือเปล่า ?

 หรือประเทศไทยจะเป็นประเทศแรกในโลกที่สามารถเปลี่ยนเป็นสังคมคอมมิวนิสต์ได้สำเร็จ ? 


กำลังโหลดความคิดเห็น