xs
xsm
sm
md
lg

สาเหตุความล้มเหลวของรัฐบาลในการบริหารวัคซีนและทางรอด

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



"ปัญญาพลวัตร"
"พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต"

การบริหารวัคซีนโควิดของประเทศไทยมีความอ่อนแอมาก ประเทศไทยมีอัตราการฉีดโควิดต่อประชากรร้อยคนต่ำมากอยู่ในลำดับท้าย ๆ ของโลก สะท้อนให้เห็นถึงความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงในการบริหารวัคซีนของรัฐบาล ความล่าช้าในการฉีดวัคซีนทำให้ประเทศไทยตกอยู่ในสถานการณ์การระบาดที่ยาวนานกว่าประเทศอื่น ๆ นอกจากทำให้คนไทยต้องระทมทุกข์ในเรื่องสุขภาพแล้ว ก็ยังทำให้ประสบกับปัญหาการดำรงชีพในชีวิตทางเศรษฐกิจที่รุนแรงและยาวนานอีกด้วย

ข้อมูลเกี่ยวกับการฉีดวัคซีนของประเทศต่าง ๆ ที่ปรากฎอยู่ในเว็บไซด์บลูมเบิร์ก (https://www.bloomberg.com/graphics/covid-vaccine-tracker-global-distribution/#global) เมื่อวันที่ ๒๒ เมษายน ๒๕๖๔ ระบุว่าประเทศไทยฉีดวัคซีนไปแล้ว ๗๑๒,๖๑๐ โดส อัตราการฉีดต่อประชากร ๑๐๐ คน เท่ากับ ๐.๕ เท่านั้น หรือ ร้อยละ ๐.๕ ของประชากรทั้งหมดนั่นเอง ขณะที่ประเทศอิสราเอลประชาชนได้รับการฉีดวัคซีนถึงร้อยละ ๕๗.๓ เมื่อพิจารณาอันดับของประเทศที่ประชาชนดับการฉีดวัคซีนประเทศไทยอยู่ในลำดับท้าย ๆ ของตารางนั่นคือลำดับที่ ๑๓๙ จาก ๑๘๙ ประเทศ และหากดูในกลุ่มประเทศอาเชียน ๑๐ ประเทศ ประเทศไทยมีอัตราการฉีดวัคซีนต่ำเป็นลำดับ ๘ สูงกว่าเพียง ๒ ประเทศเวียตนามและประเทศบรูไน ทั้งที่ในช่วงต้นเดือนเมษายนไทยอยู่ในลำดับที่ ๖ ซึ่งแปลว่ายิ่งเวลาผ่านไปลำดับของไทยในกลุ่มประเทศอาเชียนก็ตกต่ำลงไปเรื่อย ๆ และมีความเป็นไปได้สูงว่าอาจกลายเป็นประเทศที่ได้ลำดับโหล่ในไม่ช้า หากประเทศไทยยังมีรัฐบาลที่บริหารประเทศโดยผู้นำที่ไร้วิสัยทัศน์และไร้สมรรถนะในการบริหารอย่างพลเอกประยุทธ์ จันท์โอชา

การที่อัตราการได้รับวัคซีนของประชาชนต่ำบ่งชี้ถึงความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงของรัฐบาลในการรับมือและจัดการกับสถานการณ์วิกฤติร้ายแรง ปัจจัยสำคัญของความล้มเหลวคือ รัฐบาลโดยเฉพาะพลเอกประยุทธ์ขาดวิธีคิดในการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ และขาดวิสัยทัศน์และยุทธศาสตร์แบบองค์รวมในการจัดการโรคระบาดร้ายแรง จากการติดตามความคิดและแนวทางการทำงานของพลเอกประยุทธ์ที่แสดงออกผ่านสื่อมวลชน พลเอกประยุทธ์มีข้อจำกัดในการคิดและข้อบกพร่องในการเรียนรู้อย่างร้ายกาจหลายประการ เช่น การมีระบบคิดแบบเสี่ยงเสี้ยว ความบกพร่องในการใช้ตรรกะ การไม่ยอมรับความผิดพลาดของตนเอง การยึดติดกับเหตุการณ์เฉพาะหน้าระยะสั้น และการไม่มีสำนึกของการเปลี่ยนแปลง

พลเอกประยุทธ์มีแนวโน้มที่มีความคิดแบบเสี่ยงเสี้ยวหรือแยกส่วน ไร้สมรรถนะในการคิดแบบองค์รวมและคิดเชิงยุทธศาสตร์ในระยะยาวในการแก้ปัญหาของประเทศ เขาคิดได้เป็นเรื่อง ๆ เฉพาะหน้าในช่วงเวลาหนึ่ง ๆ ซึ่งสิ่งนี้เห็นได้ชัดเจนจากแบบแผนการพูดที่ให้สัมภาษณ์โดยที่ไม่มีการเตรียมตัวหลายครั้งหลายคราว ที่มักพูดไม่เป็นประโยค ขาดความเชื่อมโยงเชิงตรรกะระหว่างประโยค มักจะกระโดดไปกระโดดมา พูดผิดพูดถูกบ่อยครั้งในเรื่องที่ง่าย ๆ และไม่น่าจะผิดสำหรับคนที่มีตำแหน่งเป็นผู้นำประเทศ และที่สำคัญคือนโยบายที่ผลิตออกมาเป็นก็เป็นนโยบายง่าย ๆ เพื่อแก้ปัญหาระยะสั้น ส่วนนโยบายที่มีความซับซ้อนเพื่อแก้ปัญหาแบบองค์รวม แม้จะมีออกมาบ้าง แต่คาดว่าไม่ได้เกิดจากมันสมองของพลเอกประยุทธ์แต่อย่างใด มิหนำซ้ำเมื่อมีการนำนโยบายเหล่านี้ไปปฏิบัติก็มักประสบความล้มเหลว

ผลพวงจากการไร้สมรรถนะในการคิด ผนวกกับการยึดติดมายาคติของความสำเร็จในการป้องการแพร่ระบาดของโรคในระยะแรกทำให้รัฐบาลประยุทธ์ตัดสินใจผิดพลาดอย่างมหันต์ในการกำหนดยุทธศาสตร์วัคซีนของชาติ มายาคติที่ตามมาคือการคิดแบบผิด ๆ ว่า การจำกัดการแพร่ระบาดในรอบแรกได้แล้ว จะทำให้ประเทศไทยปลอดจากโควิดในระยะต่อมา ส่งผลให้เกิดความประมาทและไม่ได้คิดกำหนดยุทธศาสตร์ที่ถูกต้องในการแก้ปัญหาโรคระบาดนั่นคือ การใช้มาตรการวัคซีนอย่างครอบครอบคลุมเพื่อป้องกันโรค

ผลพวงของการคิดแบบสั้น ๆ คือ การไม่เข้าร่วมโครงการวัคซีน covax ขององค์การอนามัยโลก และการนำชีวิตของคนทั้งประเทศไปผูกติดกับบริษัทวัคซีนเพียงบริษัทเดียว ผลที่ตามมาเมื่อมีการระบาดรอบสองเกิดขึ้นคือประเทศไทยไม่มีวัคซีนในการฉีดให้ประชาชน ต้องแก้ปัญหาแบบขายผ้าเอาหน้ารอดโดยการสั่งซื้อวัคซีนที่มีคุณภาพต่ำ ที่มีอัตราป้องกันการติดโรคต่ำมาก ๆ จากประเทศจีนมาใช้ฉีดแก่คนในประเทศ ส่วนวัคซีนที่ไปทำสัญญากับบริษัมเอกชนในช่วงแรกก็เป็นประเภทขึ้นต้นเป็นลำไม้ไผ่ พอเหลาลงไปก็กลายเป็นบ้องกัญชา เพราะที่คาดว่าวัคซีนตัวนั้นจะมีประสิทธิภาพสูงและผลกระทบต่ำ กลับกลายเป็นว่าเป็นวัคซีนที่มีผลกระทบสูง และหลายประเทศในยุโรปก็ประกาศห้ามใช้ไปแล้ว

ครั้นเมื่อถูกวิจารณ์มากเข้า รัฐบาลก็พยายามปรับตัว แต่ดูเหมือนช้าไปเสียแล้ว ทุกอย่างช้าไปหมด เริ่มมีการตั้งคณะทำงานพิจารณาการจัดหาวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เมื่อวันที่ ๙ เมษายน ๒๕๖๔ ทั้งที่การจัดตั้งคณะทำงานในทำนองนี้ควรจัดตั้งและดำเนินการตั้งแต่การระบาดรอบแรกแล้วในปีที่แล้ว กลับไม่ทำ ความล่าช้าและล้าหลังในการจัดหาวัคซีนทำให้โอกาสที่ประเทศไทยจะได้รับวัคซีนที่มีคุณภาพสูงและมีจำนวนเพียงพอมาฉีดให้แก่ประชาชนอย่างครอบคลุมและทันเวลาเป็นไปได้ยาก เพราะแต่ละประเทศต่างก็แย่งจองวัคซีนอย่างเข้มข้นและทำก่อนประเทศไทย ชะตากรรมของคนไทยตกอยู่ในความเสี่ยงและไม่แน่นอนไปอีกยาวนาน
นอกจากปัญหาที่เป็นรากฐานทางระบบคิดแล้ว ปัญหาที่หนักหน่วงไม่แพ้กันคือ พลเอกประยุทธ์มีข้อบกพร่องในการเรียนรู้อย่างใหญ่หลวง สิ่งที่เป็นหลักฐานคือ เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้น รัฐบาลและพลเอกประยุทธ์ รวมทั้งบรรดาลูกน้องทั้งหลายมักกล่าวโทษผู้อื่นเสมอ ไม่เคยที่ย้อนกลับมาดูหรือทบทวนความผิดพลาดตนเองและพวกพ้อง กลุ่มคนที่มักตกเป็นเหยื่อของการโยนความผิดของรัฐบาลและพลเอกประยุทธ์คือสื่อมวลชน ฝ่ายค้าน และประชาชน เมื่อคิดว่าตนเองถูกเสมอและไม่ทบทวนความผิดพลาดของตนเอง การเรียนรู้ก็ไม่เกิด เมื่อไม่มีการเรียนรู้ ความผิดพลาดก็เกิดขึ้นซ้ำซาก หากเป็นคนธรรมดาความผิดพลาดที่เกิดขึ้นก็มีผลแต่เฉพาะตนเองและคนใกล้ชิดในแวดวงจำกัด แต่สำหรับบุคคลสาธารณะที่มีตำแหน่งสำคัญในการบริหารประเทศ ความผิดพลาดซ้ำซากย่อมสร้างผลกระทบต่อประชาชนเป็นจำนวนมาก และอาจนำไปสู่ความหายนะของประเทศได้

ที่ผ่านมาเราแทบไม่ได้ยินพลเอกประยุทธ์กล่าวตำหนิ เตือน หรือ ปราม คนใกล้ชิดที่เป็นฐานอำนาจของตนเองที่เป็นตัวการก่อความผิดพลาดแต่อย่างใด ดังในการระบาดโควิดรอบสาม ทั้งที่คนในรัฐบาล รัฐมนตรีและข้าราชการระดับสูงหลายคนมีส่วนสำคัญในการเป็นแหล่งแพร่ระบาดของโรค ทั้งในเรื่องการไปเที่ยวแหล่งบันเทิงหรือการจัดกิจกรรมที่มีคนอยู่ร่วมกันเป็นจำนวนมากอย่างการแข่งขันชกมวย เราแทบไม่ได้ยินพลเอกประยุทธ์เอ่ยถึง ตำแหนิ หรือมีมาตรการที่ลงโทษกลุ่มคนเหล่านี้อย่างจริงจัง สิ่งที่ได้ยินบ่อยครั้งคือการปรามการชุมนุมทางการเมือง ทั้งที่ในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมาไม่มีหลักฐานใดที่บ่งชี้ว่าการชุมนุมทางการเมืองเป็นแหล่งระบาดของโรคแต่อย่างใด

การไม่ยอมรับความผิดและการแก้ตัวในเรื่องที่สำคัญอีกเรื่องคือ การจัดหาวัคซีน ซึ่งรัฐบาลแก้ตัวว่าประเทศไทยมีงบประมาณไม่เพียงพอในการจัดหาวัคซีนฉีดแก่ประชาชนอย่างทั่วถึง เป็นข้อแก้ตัวที่น่าอนาถามาก แสดงให้เห็นข้อบกพร่องทางความคิดและการตัดสินใจ ไม่รู้จักการจัดลำดับความสำคัญของปัญหาและการจัดสรรงบประมาณในการแก้ปัญหาของประเทศ

รัฐบาลไม่รู้หรือว่า ปัญหาอันใหญ่หลวงที่ทำลายชีวิตและเศรษฐกิจของประเทศคือการแพร่ระบาดของโควิด และพันธกิจสำคัญคือการหยุดยั้งการแพร่ระบาดของโควิดโดยการสร้างภูมิคุ้มกันแก่ประชาชนอย่างทั่วถึง ดังนั้นงบประมาณที่รัฐต้องให้ความสำคัญเป็นลำดับหนึ่งคืองบประมาณในการจัดซื้อวัคซีนที่มีคุณภาพสูงและในปริมาณที่มากเพียงพอเพื่อฉีดให้ประชาชนอย่างเร็วที่สุด และงบประมาณในการฟื้นฟู ช่วยเหลือและเยียวยาประชาชนทีประสบปัญหาโควิด

ประเทศไทยมีงบประมาณเพียงพอ หากตัดงบประมาณในการจัดซื้ออาวุธ ลดการก่อสร้างอาคาร ปรับปรุงการจัดซื้อจัดจ้างที่ตรงไปตรงมา การลดงบประมาณด้านความมั่นคงที่นำมาควบคุมประชาชน โครงการที่ฟุ่มเฟือย และโครงการแบบอภิสิทธ์ชนทั้งหลายที่ไม่จำเป็นลงไป

อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่าหากรัฐบาลยังมีพลเอกประยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรี โอกาสที่จะแก้ปัญหาการแพร่ระบาดของโควิดได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดมีต่ำมาก และนั่นหมายความว่าประเทศไทยก็ต้องจมอยู่ในปลักของปัญหาไปอีกยาวนาน ทั้งปัญหาความสูญเสียสุขภาพกายที่เกิดจากโรคโดยตรง และความเสื่อมลงของสุขภาพจิตจากความเครียดและความหวาดระแวงต่อการติดโรคก็จะมีมากขึ้น รวมทั้งการเพิ่มขึ้นของความยากจนและความเหลื่อมล้ำทางสังคมก็ยิ่งทวีมากขึ้น และที่สำคัญคือมีความเป็นไปได้สูงว่าจะมีการเพิ่มขึ้นของอัตราการฆ่าตัวตายจากการล้มละลายทางเศรษฐกิจ การเกิดอาชญากรรม และการแพร่ระบาดของยาเสพติดอันเป็นผลมาจากความตกต่ำอย่างต่อเนื่องของเศรษฐกิจนั่นเอง

รัฐบาลประยุทธ์เป็นปัญหาของประเทศจริง ๆ ครับ ยิ่งอยู่นานก็ยิ่งสร้างปัญหาพิ่มขึ้น และยิ่งกัดกร่อนโอกาสในการฟื้นฟูและพัฒนาประเทศให้ดีขึ้นได้ โอกาสรอดของประเทศจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ เราไม่เห็นหน้าของพลเอกประยุทธ์ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนที่ทำเนียบรัฐบาลครับ


กำลังโหลดความคิดเห็น...