xs
xsm
sm
md
lg

ชะตาประยุทธ์ในวงล้อมม็อบ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: สุรวิชช์ วีรวรรณ



ดูไปขบวนการขับไล่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะเหมือนแม่น้ำร้อยสายที่ไหลมารวมกันเป็นมหานที ทั้งสามัคคีประชาชนของจตุพร พรหมพันธุ์ ที่มีทั้งญาติวีรชนพฤษภาทมิฬ อดีตพันธมิตรฯ กลุ่มเคลื่อนไหวพลังงาน มาจนถึง OCTDEM ที่เป็นอดีตคนเดือนตุลาที่ใกล้ชิดกับทักษิณ ชินวัตร รวมถึงแคมเปญขอหนึ่งชื่อรื้อระบอบประยุทธ์ ของพรรคก้าวไกล กลุ่มก้าวหน้า และไอลอว์

แต่เมื่อดูเข้าจริงๆ แล้ว กลุ่มเหล่านี้ก็พยายามออกมาขับเคลื่อนต่อจากแกนนำคนหนุ่มสาวนิสิตนักศึกษาที่กำลังทยอยกันเข้าคุกนั่นแหละ เพราะกลุ่มคนเหล่านี้คงมองเห็นว่า ยากมากที่แกนนำรุ่นเยาว์สามนิ้วจะขับเคลื่อนต่อไปแล้ว เพราะถูกคดีความรุมเร้า และระยะหลังก็ไม่สามารถเรียกคนออกมาชุมนุมได้มาก

เวทีของจตุพรแม้อ้างว่าจะไม่พูดถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ แต่คนที่พูดบนเวทีส่วนใหญ่ก็แสดงออกถึงความห่วงใยแกนนำม็อบที่อยู่ในคุกตอนนี้ คล้ายกับว่าจริงก็เห็นด้วยกับข้อเรียกร้อง 3 ข้อนั่นแหละ แต่ไม่กล้าที่จะแสดงออกมากกว่า ทำได้แต่เรียกร้องให้รัฐปล่อยตัว

ต้องเข้าใจก่อนนะครับว่า คนที่อยู่ในคุกตอนนี้และยังไม่ได้ประกันตัวนั้น พวกเขาไม่ได้เข้าคุกเพราะเรียกร้องประชาธิปไตยหรือเรียกร้องให้พล.อ.ประยุทธ์ลาออก แต่พวกเขาติดคุกเพราะดูหมิ่น หมิ่นประมาท และอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์อย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน น้ำเสียงยังเต็มไปด้วยการหมิ่นแคลนหยามเหยียดด้วยถ้อยคำที่หยาบคาย

และที่ไม่ได้ประกันตัวก็เพราะหลังจากได้รับการประกันแล้ว เด็กเหล่านั้นยังแสดงออกท้าทายต่อสถาบันพระมหากษัตริย์จนยากที่อำนาจรัฐจะปล่อยให้ใครมากระทำท้าทายต่อระบอบและรูปแบบของรัฐได้ พวกเขายังกล้าแสดงออกอย่างชัดเจนว่าไม่เพียงต้องการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์เท่านั้น แต่การปฏิรูปเป็นบันไดไปสู่การล้มล้างนั่นเอง

พวกรุ่นใหญ่ที่มีประวัติเข้าคุกมาแล้วจึงรู้ดีว่า แม้เขาจะเห็นด้วยกับเด็กและเรียกร้องให้รัฐปล่อยตัวเด็กออกมาจากคุก แต่บนเวทีพวกเขาพูดได้แค่ไหนที่จะไม่พาตัวไปติดคุกง่ายเกินไปโดยเฉพาะไม่ยุ่งเกี่ยวกับมาตรา 112 แม้สุดท้ายจะมีบทเรียนอยู่แล้วว่า ไม่ว่าฝ่ายไหนสีไหนเมื่อลุกขึ้นมาทำม็อบต่อสู้กับฝ่ายอำนาจรัฐก็ล้วนแต่พาตัวเองไปสู่คุกเช่นเดียวกัน

หลายคนคงสงสัยก่อนหน้านี้ ผมและหลายคนบอกว่า หากม็อบสามนิ้วไม่ออกมายุ่งกับเรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์ และมุ่งไปที่พล.อ.ประยุทธ์คนเดียวอาจจะมีแนวร่วมจำนวนมาก แต่ทำไมพอจตุพรรวมคนออกมาตามแนวทางดังกล่าวคนจึงเข้าร่วมไม่มาก ผมคิดว่า เพราะคนไม่ไว้วางใจจตุพร และคนที่เข้าร่วมส่วนใหญ่ก็ไม่ได้เป็นคนที่มีบารมีมากพอที่จะดึงดูดมวลชนได้มาก และคนรุ่นใหม่ก็ไม่เข้าร่วมเพราะพวกเขาไปไกลกว่านี้มากแล้ว

ว่าไปแล้วคนที่เข้าร่วมบนเวทีส่วนใหญ่ก็เป็นพวกวิ่งหาแสง พวกนี้สนับสนุนม็อบสามนิ้วของคนรุ่นใหม่ชัดเจน เพียงแต่ว่าพวกเขาไม่ถูกเปิดโอกาสเชื้อเชิญให้ไปขึ้นเวที แต่อาจเป็นเพราะม็อบของเด็กก็ไม่ได้เน้นการปราศรัยอย่างที่คนเหล่านี้ชำนาญ แต่เน้นการด่าทอมากกว่าเนื้อหาที่จะสื่อสารออกมา

มวลชนหน้าเวทีของจตุพรวันนี้ส่วนใหญ่ก็เป็นคนเสื้อแดงที่เสพติดม็อบ พวกนี้ก็เป็นแนวร่วมของม็อบสามนิ้วที่ตอนหลังเราไม่ค่อยจะเห็นคนรุ่นใหม่มากแล้ว แต่ได้คนพวกนี้นี่แหละเป็นแนวร่วมตัวชูโรง เวลาเด็กพูดถึงสถาบันพระมหากษัตริย์หยาบคาย เราก็ได้ยินคนเหล่านี้ตะโกนขานรับใช่ๆ ด้วยความสะใจจากด้านล่างเวที เหมือนอารมณ์ของพวกเขาจะนำพาไปไกลกว่าการแค่ขับไล่พล.อ.ประยุทธ์ไปแล้ว

เช่นเดียวกับ OCTDEM ที่ใกล้ชิดกับทักษิณ ก็พาตัวเองออกจากที่ซ่อนอยู่หลังเด็กมาเรียกร้องให้ปล่อยตัวแกนนำ พวกนี้เป็นพวกตกค้างจากประวัติศาสตร์ มีความคิดที่เคียดแค้นชิงชังต่อสถาบันจากเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 จึงไปเปิดตัวตรงอนุสรณ์ 6 ตุลา ทั้งที่จริงแล้ว 6 ตุลาพวกนี้ถูกคอมมิวนิสต์ครอบงำและมีจุดมุ่งหมายที่จะล้มล้างระบอบ และเปลี่ยนแปลงการปกครอง ถ้าอีกฝั่งเขาไม่ลุกขึ้นสู้เพื่อปกป้องตัวเอง เขาก็ถูกกระทำฝั่งเดียวจนล่มสลายแบบราชวงศ์ลาว

ดังนั้นถ้าเลือกที่จะทำสงครามการต่อสู้ก็ต้องมีแพ้ชนะ จะไปเคียดแค้นฝังใจฝ่ายที่คิดจะล้มล้างเขาที่ลุกขึ้นมาปกป้องตัวเองไม่ได้ เป้าหมายที่มุ่งกระทำแบบนี้มันต้องแลกด้วยเลือดเนื้อและชีวิตอยู่แล้ว เพียงแต่มันเป็นโศกนาฏกรรมน่าเศร้าที่คนไทยกระทำต่อคนไทย ที่ผมไม่อยากให้ประวัติศาสตร์ย้อนรอยกลับมาเกิดอีก แม้ทุกวันนี้จะมีเค้าลางของโศกนาฏกรรมจนอาจยากที่จะหลีกเลี่ยงก็ตาม

เด็กรุ่นใหม่ที่กล้าพูดท้าทายสถาบันพระมหากษัตริย์ทะลุทะลวงเพดานต้องห้ามของสังคมไทย ทำให้คนเดือนตุลาเหล่านี้ เริ่มมีความฝันที่บรรเจิดอีกครั้ง หลังจากพวกเขาเคยร่วมกับทักษิณและหวังใช้ความนิยมในตัวทักษิณที่พุ่งสูงขึ้นตอนนั้นมาเป็นคานงัดระบอบกษัตริย์ เพื่อให้สถาบันพระมหากษัตริย์กลายเป็นเพียงสัญลักษณ์ แต่ต้องพังพาบลงไปพร้อมกับความล่มสลายของระบอบทักษิณ

พวกเขาจึงต้องทำทุกทางเพื่อออกมาปกป้องเด็กเหล่านี้ เพราะเด็กกล้าพูด กล้าแสดงออกเกินกว่าที่พวกเขาจะกล้า ที่สำคัญวัยของเด็กเหล่านี้ยิ่งถูกผู้ใหญ่ยุให้ท้ายเท่าไหร่ก็ยิ่งจะฮึกเหิมจนเกินพิกัด เราจึงเห็นเด็กกล้าแสดงออกอย่างเกินลิมิตจนต้องต่อแถวเข้าคุกเข้าตะราง เพราะผู้ใหญ่เหล่านี้พากันส่งเสียงเชียร์และดันหลังอยู่นั่นเอง

คนเหล่านี้รู้ว่าช่วงการเปลี่ยนผ่านเป็นช่วงที่หวั่นไหวที่สุดที่พวกเขาจะสั่นคลอนสถาบันพระมหากษัตริย์ได้ พวกคนเดือนตุลาเหล่านี้จึงกลับมาฮึกเหิมอีกครั้งเมื่อมีกองกำลังคนรุ่นใหม่ออกมาขับเคลื่อนเพื่อไปสู่เป้าหมายที่พวกเขาเคยใฝ่ฝัน และเป็นคนที่คอยสั่งการเด็กไม่ให้กลัวเกรงกับอำนาจรัฐ

พวกเขารู้ว่าเด็กรุ่นใหม่ย่อมจะมีอนาคตมากกว่าคนรุ่นเก่าที่กำลังร่วงโรยจากไป ดังนั้นการยืนข้างเด็กนี่แหละความฝันที่จะท้าทายสถาบันพระมหากษัตริย์ที่พวกเขามุ่งหวังมาทั้งชีวิต จะกลายเป็นความจริงก่อนลาจากโลกนี้ไป

แต่ความฝันความหวังของคนเหล่านี้จะเป็นจริงหรือไม่ หากเป็นอนาคตอีกยาวไกลนั้นเราคงยากที่จะคาดการณ์ได้ วันหนึ่งคนรุ่นใหม่ที่พ้นจากวัยกบฏอาจจะเปลี่ยนแปลงความคิดไปเมื่อเขาเติบใหญ่มากขึ้น เมื่อเขาเห็นว่าอะไรที่ควรจะเป็นเสาหลักที่ค้ำจุนสังคมไทยให้อยู่กันอย่างร่มเย็นผาสุกอย่างแท้จริง

อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าในระยะเวลาอันใกล้นี้ความหวังและความฝันของพวกเขาก็ยากที่จะสำเร็จไปสู่เป้าหมายได้ เพราะคนไทยจำนวนมากยังยึดมั่นต่อสถาบันพระมหากษัตริย์นั่นเอง

ต้องยอมรับนะครับว่า ไม่ใช่เพราะประชาชนจำนวนมากยังคงยึดมั่นต่อสถาบันพระมหากษัตริย์เท่านั้น ภาวะที่ท้าทายต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ของคนรุ่นใหม่และคนรุ่นเดือนตุลาที่ออกมาหนุนหลังนั้น ก็ยิ่งทำให้รัฐบาลประยุทธ์ที่มีกองทัพหนุนหลังยิ่งต้องผนึกกำลังเป็นปึกแผ่นมากขึ้น ทุกองคาพยพของรัฐก็ต้องผนึกกำลังกัน เพราะพวกเขาย่อมจะมีภาระหน้าที่ที่จะต้องปกป้องระบอบของรัฐและรูปแบบของรัฐเอาไว้

บางทีภาวการณ์ที่ม็อบรุมเร้านี่เองที่ทำให้เก้าอี้นายกรัฐมนตรีของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยิ่งแข็งแกร่งขึ้น

ติดตามผู้เขียนได้ที่https://www.facebook.com/surawich.verawan


กำลังโหลดความคิดเห็น...