xs
xsm
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

“ขบวนการธนาธร” เชิญรับยา “ช่อง BBC ” ค่ะ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - จะว่า “หัวผลุบ หางโผล่” ก็คงไม่ผิด

รายของ “เสี่ยเอก” ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า และอดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ออกมา “อวดฉลาด” ไลฟ์สดผ่านเฟซบุ๊กวิพากษ์วิจารณ์ถึงกระบวนการจัดหาวัคซีนโควิด-19 ของรัฐบาล “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

หลังพลิกบทเป็น “เจ้าหนูจำไม” ตั้งคำถามว่า ทำไมรัฐบาลไม่เร่งเจรจากับบริษัทผู้วิจัย-ผลิตวัคซีนต่างประเทศ ทั้งที่ “พิมพ์เขียว” เพื่อการเข้าถึงวัคซีนป้องกันโควิด-19 ของประชาชนไทยได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการวัคซีนแห่งชาติตั้งแต่เมื่อเดือน เม.ย.63 หลังการระบาดระลอกแรกแล้ว

ไม่เท่านั้น “เฮียทอน” ยังบังอาจป่ายปีนเพดาน ทรงเดียวกับ “ม็อบ 3 นิ้ว” โดยจั่วหัวเรื่องเรียกแขกว่า “วัคซีน พระราชทานฯ : ใครได้-ใครเสีย?”

โยนคำถามดังๆไปถึงรัฐบาลที่เลือกสนับสนุนผู้ประกอบการเอกชนรายเดียว คือ “บริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ จำกัด” ในการผลิตวัคซีนโควิด-19 ที่ได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีจาก “บริษัท แอสตร้าเซนเนก้า (ประเทศไทย) จำกัด” ซึ่งมีบริษัทแม่อยู่ที่ประเทศอังกฤษ โดยไม่มีการเจรจากับผู้ผลิตรายอื่น

ตรงนี้น่าจะเป็นเจตนาหลักของ “ตี๋ทอน” อดีตนายทุนนิตยสารฟ้าเดียวกัน ที่ถูกขนานนามว่า “นิตยสารชังเจ้า” ออกมา “เล่นใหญ่” ในรอบนี้

“ธนาธร” ไม่ใช่แค่ขอมีซีน ยังออกแรงเล่นใหญ่ พยายามดิสเครดิตอีกว่า บริษัท สยามไอโอไซเอนซ์ จำกัด และบริษัทในเครือ เป็นบริษัทที่มีผลประกอบการขาดทุนมาตลอด โดยก่อตั้งมาแล้วกว่า 10 ปี ด้วยทุนจดทะเบียน 4,800 ล้านบาท และมีการขาดทุนสะสมกว่า 581 ล้านบาท

แต่ยังได้รับการคัดเลือกจาก “รัฐบาลไทย”

พร้อมกับขีดเส้นใต้คำถามตัวโตๆ “บริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ เหมาะสมที่จะทำภารกิจนี้หรือเปล่า"

อ้าปากเห็นลิ้นไก่ ทุกคนรู้ว่า “ธนาธร” กำลังจะสื่อถึงใคร และเพื่ออะไร เหมือนที่ครั้งหนึ่งก่อนเข้าสู่ถนนการเมืองก็ริอาจวิพากษ์ปรัชญา “เศรษฐกิจพอเพียง” ที่ไปกระทบกับ “เบื้องสูง” มาแล้ว

บังเอิญหรือตั้งใจไม่ทราบได้ ไล่หลังไลฟ์สด “วัคซีนพระราชทาน” ของ “ธนาธร” ในประเด็นนี้ไม่กี่นาที บรรดาสื่อเครือข่าย “สายล้ม” ต่างพากันตีปิ๊บนำเสนอข่าวนี้อย่างรวดเร็ว ราวกับว่า เตรียมการกันไว้ล่วงหน้าราวกับเป็น “ขบวนการ” ที่วางแผนร่วมกัน

เช่นเดียวกับ “ม็อบมุ้งมิ้ง” คณะราษฎร 2563 ที่ก่อนหน้านี้กำลังเคลื่อนไหวเรื่องประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ป.วิ อาญา) มาตรา 112 ที่กำลังโดนหมายเรียกกันชุลมุน ก็หันมางับประเด็น “วัคซีนพระราชทาน” กันอย่างพร้อมเพรียง

รุ่งขึ้น ก็มีสมาชิกกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม หนึ่งในแกนหลักของคณะราษฎร โผล่ไปชูป้ายข้อความพาดพิง “เบื้องสูง” ในประเด็นเดียวกับ “ธนาธร” บริเวณลานด้านหลังห้างไอคอนสยาม จนเกิดเหตุกระทบกระทั่งกับเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของห้าง

เรียกว่า “ผู้นำทีม-ทีมไซเบอร์-ทีมเคลื่อนไหว” ขยับเรื่องการให้ บริษัท สยามไอโอไซเอนซ์ จำกัด ผลิตวัคซีนของแอสตร้าเซนเนก้ากันอย่างพร้อมใจ

ประหนึ่งกับว่า นัดแนะคิวกันมาว่า ใครจะชง ใครจะรับลูก สอดประสานเป็น “ขบวนการ”


ที่น่าสนใจไปกว่านั้นก็คือ ในการออกอากาศในช่วงค่ำของ วันที่ 18 มกราคม 2564 ของธนาธร สื่อซึ่งพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเป็นเครือข่ายของเขาอย่าง “BBC ทย” ก็รีบลงข่าวแบบฉับพลันทันใด ไวขนาดที่ Live ของนายธนาธรยังไม่จบ แต่สามารถนำเสนอเนื้อหาครบหมดในทุกประเด็น
ธนาธรไลฟ์เวลา 22.13น. ใช้เวลาราวครึ่งชั่วโมงคือจบเวลาประมาณ 22.43 น. แต่กลับพบว่า บีบีซีไทย โพสต์ข่าวเรื่องธนาธรแบบละเอียดยิบในเวลา 22.34น. หรือหมายความว่า บีบีซีไทยรายงานจบก่อนธนาธรจะไลฟ์เสร็จถึง 9 นาที

จากนั้นในเวลา 22.47น. - เฟซบุ๊กเพจธนาธร แชร์ข่าวจากบีบีซีไทยต่ออีกทอดหน

อย่างนี้จะไม่ให้ใช้คำว่า “เตี้ยมกันมาล่วงหน้าแบบโจ๋งครึ่ม” ก็คงไม่มีคำไหนที่เหมาะสมแล้ว

เป็นเสตปเดิมๆ ที่ “แก๊งก้าว” ทั้งคณะก้าวหน้า พรรคก้าวไกลและ BBC ไทย มักจะใช้วิธีนี้เสมอ ยามที่ต้องการชี้นำสังคม โดยจะให้แกนนำหลักเบอร์ใหญ่ๆ อย่าง “ประธานทอน” หรือเขยฝรั่งเศสอย่าง “จารย์ป๊อก” ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า ออกมาจุดพลุ ก่อนที่องคาพยพจะต่อยอดนำประเด็นนั้นๆ ไปเคลื่อนไหว เพื่อให้กลายเป็น “วาระสังคม”

เมื่อเกิดเป็นกระแส ก็เท่ากับว่าหมดหน้าที่ของ “แกนนำ” ที่จะกลับไปเป็น “อีแอบ” อยู่ข้างหลัง แล้วปล่อยให้พวก “ติ่งส้ม” กับ “ติ่งซ้าย” ออกไปปั่นป่วนในภาคท้องถนน หาเรื่องโจมตี “สถาบันเบื้องสูง” แล้วก็เด้งเชือกกันง่ายๆ ว่า “ม็อบไม่มีแกนนำ”

ทว่า ดูเหมือนว่า ความห้าวเป้งของ “ธนาธร” ครั้งนี้ที่พยายามกระโดดข้ามรัฐบาลไปแตะต้อง “ของสูง” จะได้ไม่คุ้มกับที่จะต้องสูญเสีย เมื่อเปิดเกมรุกแบบไม่ดูตาม้าตาเรือ

ไม่ต่างจาก “รนหาที่” เปิดชายโครงรอรับหมาย “มาตรา 112” โทษฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

ด้วยไทม์มิ่งที่ “เสี่ยใหญ่ไทยซัมมิท” เจาะจงเปิดหน้าโจมตีไปถึง “สถาบันพระมหากษัตริย์” ตั้งแต่วางหัวข้อหวือหวา “วัคซีนพระราชทาน” ก็เป็นจังหวะเดียวกับที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) กำลังคึก ลุกขึ้นมาไล่บังคับใช้กฎหมายกับแกนนำและผู้ชุมนุมอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112, ข้อหายุยงปลุกปั่น หรือการฝ่าฝืนพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ที่รัฐบาลประกาศคาไว้ตั้งแต่มีโควิด-19 ระลอกแรกแล้ว

เป็นช่วงที่การเรียก และไล่ตะครุบ ทั้งแกนนำ-ผู้ชุมนุมที่เคยเย้วๆ ในช่วงปลายปีก่อนกันอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่เองยังเริ่มใช้มาตรการที่แข็งขึ้น ไม่ผ่อนปรนเหมือนแต่ก่อน

ไม่น่าแปลกใจว่า ให้หลังหลังไลฟ์สด 2 วัน “เสี่ยบี” พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ จะมอบหมายคณะทำงานไปประเคนข้อหาตาม “มาตรา 112” ให้กับ “ธนาธร” ที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.) หลัง “บิ๊กตู่” ไฟเขียวให้ดำเนินการให้หวด

มั่นใจได้เลยว่า รอบนี้หวดจริงไม่ได้แค่ขู่ เพราะหากว่ากันตามเนื้อผ้า “ตี๋เอก” จงใจบิดเบือน หรือเลือกตั้งใจที่จะไม่พูดข้อเท็จจริงทั้งหมดเกี่ยวกับบริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ จำกัด แต่เลือกเฉพาะสิ่งที่ทำให้ประชาชนรู้ความจริงแค่ด้านเดียว จนเกิดความเข้าใจผิด

ไม่ว่าจะเป็นประเด็นที่บอกว่า ไทยให้บริษัทที่ขาดทุนผลิตวัคซีน ทั้งที่ข้อเท็จจริงแล้ว การที่ “แอสตราเซเนกา” ที่ร่วมมือวิจัยกับมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด กับ เลือกบริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ จำกัด เป็นเพราะมีเทคโนโลยีที่ได้มาตรฐานสากล

ดังที่ “นพ.นคร เปรมศรี ผู้อำนวยการสถาบันวัคซีนแห่งชาติ” ให้สัมภาษณ์เอาไว้ว่า “เอสตร้าเซนเนก้าเป็นผู้เลือกสยามไบโอไซเอนซ์เนื่องจากกำลังมองหาศูนย์การผลิตในอาเซียน และไทยถือว่าเป็น แหล่งของนักเรียนหัวกะทิที่พร้อมรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตจากแอสตร้าเซนเนก้าและมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด และเมื่อประเมินแล้วทั้งในแง่บุคลากร ศักยภาพ เครื่องมือทั้งโรงงานที่มีและที่ลงทุนมาแล้วกว่า 4,500 ล้านบาท รวมทั้งทุนการผลิต สยามไบโอไซเอนซ์ จึงเหมาะสม”

ที่สำคัญ “ออกซฟอร์ด” มีเงื่อนไขตัวหนาว่า ห้ามนำไปทำ “กำไร” เพราะจุดประสงค์หลักของวัคซีนสูตรออกซฟอร์ดก็เพื่อ “ช่วยคนทั่วโลก ไม่ใช่ช่วยสร้างความมั่งคั่งให้กับนายทุน”

อีกสิ่งที่ “ธนาธร” เลือกไม่พูด หรือเซลล์ในสมองอาจน้อยกว่า 84,000 คือ “รัฐบาลบิ๊กตู่” ไม่ได้สั่งซื้อวัคซีนจาก บริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ จำกัด แต่สั่งซื้อจาก “แอสตราเซเนกา” ขณะที่ “สยามไบโอไซเอนซ์” ทำหน้าที่เป็นฐานการผลิตในภูมิภาคอาเซียน

แล้วสิ่งที่ “เฮียทอน” ต้องรีบรับรู้โดยด่วน หลังแซะไม่กลัวหน้าแหกคือ เงินอุดหนุนของรัฐบาล จำนวน 500 ล้านบาท ที่ให้บริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ จำกัดนั้น ก็เพื่อเอาไปพัฒนาเทคโนโลยีในการผลิตให้รองรับการผลิตวัคซีนจำนวนมากได้ และส่งมอบคืนกลับมาให้กับรัฐบาลในรูปแบบวัคซีน

ขณะที่ข้อกล่าวหาของ “ธนาธร” ว่า รัฐบาลให้เอกชนเจ้าเดียวผูกขาดวัคซีนนั้น ตรงนี้จะทำให้ตกลำบากใน “ชั้นศาล” ได้ เพราะรัฐบาลได้ประกาศออกมาผ่านสื่อหลายครั้งว่า ไม่ปิดกั้นให้เอกชนนำเข้าวัคซีนจากต่างประเทศ เพียงแต่หมายเหตุว่า วัคซีนตัวดังกล่าวจะต้องผ่านความเห็นชอบจากองค์การอาหารและยา (อย.) ก่อน

เหนือสิ่งอื่นใด การระบุว่า บริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ จำกัด ขาดทุนนั้น “ธนาธร” ควรกลับไปอ่านที่มาที่ไปของการก่อตั้งบริษัทแห่งนี้อย่างละเอียด โดยมองข้ามตัวเลขขาดทุน-กำไร ตามนิสัยนักธุรกิจ “พ่อค้า” แต่ให้ดูวัตถุประสงค์ ซึ่งคนทั่วประเทศรับรู้ว่า เป็นการขาดทุนเพื่อกำไรของประเทศไทยที่สามารถผลิตชีววัตถุได้ และลดการนำเข้าได้มหาศาล

นอกจากนี้ หากใครอยู่ในแวดวงการแพทย์ และสาธารณสุข จะคุ้นชื่อ “สยามไบโอไซเอนซ์” พอสมควร ด้วยไม่ใช่ “บริษัทโนเนม” เพราะสถาบันการศึกษาต่างๆ ก็ใช้บริการอยู่เป็นนิจ อาทิ มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งมีคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามามาธิบดี และคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลศิริราช อยู่ด้วย โดยเมื่อมีงานวิจัยอะไรที่สามารถนำไปต่อยอดได้ก็จะส่งไปให้บริษัทนี้จัดการต่อ

เพราะฉะนั้น ในช่วงเวลา 12 ปี นับตั้งแต่ก่อตั้ง สยามไบโอไซเอนซ์ จึงเริ่มผลิตยาจากชีววัตถุหลายรายการ ไม่ว่าจะเป็นมะเร็ง ข้ออักเสบ สะเก็ดเงิน แอลเอสดี ฯลฯ

นี่เป็นเหตุผลว่า ทำไมรัฐบาลจึงรีบลุยประเคนข้อหาผิดประมวลกฎหมายอาญา 112 เอง แทนที่จะให้คนอื่นทำ นั่นเพราะมันเป็น “ใบเสร็จ” ที่จะมัด “ตี๋เอก” ได้

แม้ล่าสุดจะออกมาจี้ให้หน่วยงานต่างๆ ชี้แจงรายละเอียดคำถามของตนเองอีกครั้ง แต่ทุกคนก็ว่า เป็นอาการ “ปากกล้าขาสั่น”

ต้องบอกว่า เป็นอีกครั้งที่ “ธนาธร” คณะก้าวหน้า หรือแม้แต่พรรคก้าวไกล “โชว์ความฉลาดน้อย” ต่อสังคม เพียงเพราะต้องการจะทำตัวเป็น “จอมแซะ” แต่ไม่ทำการบ้านให้ดีพอ จนหน้าต้องแหกกลับไปหลายครั้ง

ย้อนไปสมัยโควิด-19 ระบาดรอบแรก ในช่วงที่รัฐบาลขาดแคลนอุปกรณ์ เพราะยังฉุกละหุกตั้งรับไม่ทัน ก็เคยออกมาโชว์หล่อ พาสื่อไปดู “ห้องความดันลบ” ที่โรงงานตัวเองกำลังผลิต โดยเบิ้ลบลัฟรัฐบาลเลยว่า จะบริจาคให้โรงพยาบาล 12 แห่ง

แต่ปรากฏว่า ถูกจับโป๊ะ เรื่องการเปิดเข้า-ออกประตูที่ขัดหลักวิศวกรรม และที่สำคัญ วันนี้ยังไม่มีใครเห็นว่า โรงพยาบาล 12 แห่งนั้น ได้รับของจริงๆ หรือไม่ และรับไปแล้วใช้งานได้จริงหรือเปล่า

ตลอดจนข้อครหาว่าไป “สวมตอ” ขโมยโปรเจ็กต์ของคนอื่นมาแบบซึ่งหน้า

เช่นเดียวกับตอนที่รัฐบาลเยียวยาชดเชยให้ประชาชนคนละ 5,000 บาท แต่มีบางกลุ่มอาชีพที่ไม่ได้ จนเกิดอาการไม่พอใจ “แก๊งก้าว” ของ “เสี่ยธนาธร” ก็รีบออกมาโวยวายว่า รัฐบาลไม่เป็นธรรม หลงลืมคนบางกลุ่ม

แต่แทนที่รับบท “สายเปย์” ควักกระเป๋าตัวเองทำให้เกิดความเป็นธรรม ก็เลือกจัดคอนเสิร์ตเมย์เดย์ เมย์เดย์ รับบริจาคจากประชาชน เพื่อจะเอาไปแจกให้ประชาชนคนละ 3,000 บาท กะจะ “บลัฟ” รัฐบาล ปรากฏว่า แค่บริหารเงินบริจาค 7 ล้านกว่าบาท เพื่อโอนเงินให้ผู้เข้าร่วมโครงการแค่ 2,400 กว่ารายชื่อเท่านั้น ก็ยังเกิดปัญหา “เออเรอร์” ให้มีข้อสงสัยขึ้นในสังคม

แล้วยังกล้าไปตั้งคำถามกับรัฐบาลที่ต้องบริหารจัดการงบประมาณเป็นแสนๆล้านบาท และคนไทยอีกหลายสิบล้านชีวิต

เรียกว่า “ลูกอีช่างติ” เก่งแต่นำเสนอ แม่นแต่ทฤษฎี แต่ปฏิบัติติด F สมกับฉายาของ “ธนาธร” ที่ถูกยกให้เป็น “นายกฯโซเชียล” แบบไม่มีผู้ท้าชิง

หัวไม่ส่าย หางไม่กระดิก พยายามทำทุกวิถีทางให้เรื่องวัคซีนโควิด-19 ให้เป็นประเด็นขึ้นมา ตามคิวที่ “เสี่ยทิม” พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล เจ้าของสปีชหล่อๆ “กระดุม 5 เม็ด” ที่หลังๆ ชักเป๋ ไม่ดูหล่อเหมือนตอนเป็นผู้แทนฯใหม่ๆ บ่อยครั้งเริ่มกลัดกระดุมเม็ดแรกผิดอยู่เรื่อย ก็ออกโรงคัดค้านที่จะให้ท้องถิ่นจัดหาวัคซีนเอง โดยต้องการจะเหยียบรัฐบาลว่า ล้มเหลว ไร้ประสิทธิภาพ ดูแลประชาชนไม่ได้ จนต้องไปควักกระเป๋าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ก่อนจะโดนผู้บริหารท้องถิ่นหลายแห่งสวนเข้าจนหงายท้อง ว่ามันเป็นช่วงเวลาที่ทุกฝ่ายต้องช่วยกัน

แม้แต่ “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” อดีต รมว.คมนาคม ยังเคยออกโรงหนุนให้กรุงเทพมหานคร (กทม.) จัดหาวัคซีนให้ประชาชน แม้ตอนหลังจะมาแก้เกี้ยว-แก้เขิน ว่าเป็นเพราะไม่เชื่อมือรัฐบาลว่าจะจัดหาได้ทันก็เถอะ

“พิธา” เองคงลืมไปแล้วว่า พรรคอนาคตใหม่ที่ปัจจุบันกลายสภาพเป็นพรรคก้าวไกล เคยประกาศนโยบายกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น ซึ่งภารกิจการดูแลประชาชนเป็นหน้าที่ปกติขององค์กรปกครองท้องถิ่นอยู่แล้ว ซึ่งเป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมายเพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการชุมชนตนเอง และลดอำนาจของส่วนกลางลง

ไม่แปลกที่พรรคข้างบ้านอย่าง “ค่ายเพื่อไทย” จะออกมาสนับสนุนให้ท้องถิ่นสามารถจัดหาวัคซีนให้แก่ประชาชนในพื้นที่ได้เอง ตามหลักการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น การที่ท้องถิ่นไหนมีความเข้มแข็ง แล้วจะลดการพึ่งพาจากส่วนกลางลงได้ นั่นคือ ความสำเร็จของการกระจายอำนาจเพื่อดูแลประชาชนและการพัฒนาในพื้นที่

เป็นภาพตัดที่ชัดเจนระหว่าง พรรคเพื่อไทยที่อิงการเมืองท้องถิ่นมาเป็นเวลานาน กับพรรคก้าวไกลที่เหมือน เด็กอ่านหนังสือหน้าเดียว อยู่กับโซเชียลมีเดียมากกว่าไปสัมผัสประชาชนจริงๆ แล้วยกตัวเป็น “กูรู-ผู้รู้” นี่กระมัง เลยทำให้ไม่ได้นายก อบจ.สักแห่งเดียว

อย่างน้อยจังหวะของ “พิธา” ก็ได้ผลในแง่พื้นที่สื่อ เป็นปูทางให้ “ธนาธร” ได้ออกมามีซีนในเรื่องวัคซีน ที่ “ประธานทอน” แชร์โพสต์ของ “หัวหน้าทิม” แสดงความเห็นด้วยอย่างยิ่ง เรื่องการจัดซื้อจัดหาวัคซีนเป็นหน้าที่ของรัฐบาล ไม่ใช่ภาระของท้องถิ่น ที่ไม่ควรถูกเบียดบังงบประมาณในการดูแลสวัสดิการด้านอื่นๆ ของประชาชนในท้องถิ่น

จากนั้นไม่นานก็ออกมาเคลื่อนไหวในประเด็น “วัคซีนพระราชทาน” ที่ว่าไปข้างต้น ตามมาด้วยก้อนหินถล่มใส่อย่างไม่ยั้ง ทำให้คนของพรรคก้าวไกล ต้องดาหน้าออกมาทำหน้าที่องครักษ์พิทักษ์ “ประธานทอน” กันใหญ่

โดยเฉพาะรายของ “เสี่ยต๋อม” ชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล บัดดี้ซี้ปึ๊กของ “ตี๋เอก” ที่อ้างว่า ความเห็นของนายธนาธรเป็นการตรวจสอบรัฐบาลและเป็นการตั้งคำถามปกติ ในเรื่องการจัดหาและบริหารจัดการวัคซีนของรัฐบาล รวมทั้งเพื่อให้เกิดความโปร่งใสและเป็นประโยชน์กับประชาชนมากที่สุด ไม่ได้เป็นการชี้นำเพื่อให้เกิดความเกลียดชังต่อสถาบันฯใดๆ ทั้งสิ้น

แต่คนภายนอกมองว่า ถ้าเป็นการตรวจสอบรัฐบาลจริง คงไม่มีสร้อยต่อท้ายว่า “พระราชทาน” อย่างแน่นอน

ไม่เท่านั้น “ชัยธวัช” ยังได้ทีอ้างกรณี “ธนาธร” ถูกแจ้งดำเนินคดีด้วยข้อหา “มาตรา 112” เป็นการการตอกย้ำว่า รัฐบาลใช้กฎหมายเพื่อเป็นเครื่องมือปราบปรามและปิดปาก “ผู้เห็นต่าง” ทางการเมือง และยืนยันว่า การใช้มาตรา 112 ส่งผลเสียต่อความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์กับประชาชน รวมทั้งสร้างผลกระทบต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ในสังคมประชาธิปไตย

ล้อไปกับจังหวะก้าวต่อไปของพรรคก้าวไกล ที่เตรียมเสนอญัตติแก้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 112 เกี่ยวกับความผิดหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ผ่านสภาผู้แทนราษฎรนั่นเอง ก็ดันไปตรงกับแนวทางของ “ม็อบเด็ก” ที่มีความพยายามเรียกร้องให้มีการยกเลิกกฎหมายมาตรานี้มาโดยตลอด 

แล้วยังตรงกับขบวนการ “มือมืด” ที่ตระเวนไปติดป้ายข้อความเรีนกร้องยกเลิกมาตรา 112 พ่วงด้วยป้ายข้อความมิบังควร ที่ระบาดอย่างหนักอยู่ในขณะนี้ อย่างบังเอิญ

ขณะที่ รังสิมันต์ โรม ส.ส.ก้าวไกล ที่เตอบโตมาเคียงข้างกับ “แกนนำม็อบ 3 นิ้ว” ก็ระบุว่าการเสนอแก้ไขมาตรา 112 ก็ “เพื่อปกป้องสถาบันฯ”

มองไม่ผิดว่าเป็น “ข้ออ้าง” ให้ดูดีเท่านั้น

เพราะขนาดตอนนี้มีมาตรา 112 อยู่ ยังมีขบวนการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ กันอย่างไม่เกรงกลัวกฎหมาย หากยกเลิกหรือแก้ไข ก็ไม่อยากจะนึกภาพ

อันพออนุมานได้ว่า ไม่ว่าก้าวของ “ธนาธร” หรือก้าวของ “ก้าวหน้า-ก้าวไกล” ก็เป็นการก้าวไปทางเดียวกับ “ม็อบ 3 นิ้ว” รวมถึง “ช่อง BBCไทย” เพราะเป็นที่ประจักษ์แล้วว่า เป็น “ขบวนการเดียวกัน” และมีเป้าหมายอยู่ “สถาบัน” เหมือนกัน.





กำลังโหลดความคิดเห็น...