xs
xsm
sm
md
lg

โควิด-19 โรคชนะสิบทิศ

เผยแพร่:   โดย: โสภณ องค์การณ์



โคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่ หรือโควิด-19 เริ่มสำแดงฤทธิ์ตั้งแต่ช่วงปลายปีที่แล้ว นี่เกือบจะครบ 1 ปี ยังไม่มีท่าทีว่าคนทั้งโลกจะเอาอยู่ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วในอเมริกาเหนือและยุโรปตะวันตก ทั้งๆ ที่มีวิทยาการทางการแพทย์ทันสมัย

แต่ก็ส่งผลให้มีการระบาดมีคนป่วยมากกว่า 42 ล้านคน เสียชีวิตมากกว่า 1.2 ล้านคน และกำลังย่างเข้าสู่ฤดูหนาวพร้อมการระบาดระลอกใหม่ ทำให้การติดเชื้อรายวันสูงกว่า 4 แสนคน ถ้ายังมีแนวโน้มเช่นนี้ อีกไม่นานคงถึง 5 แสนรายต่อวัน

หรืออาการติดเชื้อ 2 วัน 1 ล้านคน ตัวเลขคนเสียชีวิตไม่มากก็จริง ผลกระทบต่อเนื่องด้านเศรษฐกิจทำให้หลายประเทศประสบปัญหาสารพัด ความยากจน โอกาสที่จะฟื้นตัวได้ยังมองไม่เห็นทาง บริษัทยักษ์ใหญ่ ทุนหนาแค่ไหนก็ล้มครืนได้

มองย้อนไปกว่า 100 ปี เมื่อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์สเปนระบาดในปี 2018-20 มีคนติดเชื้อทั่วโลกกว่า 500 ล้านคน เสียชีวิต 50 ล้านคน แต่นั่นเป็นโลกยุคเก่า เทียบกับวิทยาการสมัยนี้ไม่ติด ทั้งการแพทย์ การคิดค้นยารักษา ความพร้อม

ในโลกตะวันตก จำนวนคนตายแต่ละวันมากถึงฝังแทบไม่ทัน ต้องฝังหมู่ แต่สามารถหยุดการระบาดได้ในที่สุด ปัจจัยสำคัญคือคนยุคนั้นมีทางเลือกน้อย ก็ใช้วิธีสวมหน้ากากอนามัย ล้างมือบ่อยครั้ง แยกตัวอยู่ เพื่อตัดขาดวงจรการระบาด

ผู้นำประเทศมหาอำนาจ เก่งฉกาจอย่างไร ถ้าดำเนินนโยบายผิดพลาด ก็สามารถทำให้เกิดความล้มเหลว ถึงขั้นหายนะ การระบาดเอาไม่อยู่ ดังเช่นที่เกิดขึ้นในสหรัฐฯ อังกฤษ เยอรมนี บราซิล และประเทศอื่นๆ ในยุโรปตะวันตก ตะวันออก

หรือมีผู้นำแข็งแกร่ง มีนโยบายเข้มข้น ก็ใช่ว่าจะประสบความสำเร็จ ถ้าปัจจัยอย่างอื่นบกพร่อง มีทัศนคติ ความเชื่อ ไม่ตอบรับสถานการณ์เหมาะสม

โลกยุคใหม่ยังไม่สามารถรับสถานการณ์ได้ การคิดค้นวัคซีนและยารักษาไม่ได้ประสบผลสำเร็จเร็วตามความคาดหมาย แม้จะทุ่มเงินและวิทยาการอย่างไรก็ตาม การระบาดระลอกใหม่เกิดขึ้น ต่อให้มีวัคซีนก็ใช่ว่าจะรับประกันว่าจะได้ผล

ยิ่งมีการกลายพันธุ์ตลอดเวลาทำให้มีความสงสัยว่าวัคซีนที่คิดค้นขึ้นมารับกับเชื้อตัวใดตัวหนึ่ง จะรับกับเชื้อกลายพันธุ์ได้หรือไม่ และวงการแพทย์ยังไม่มั่นใจว่าคนติดเชื้อแล้ว หายแล้ว จะมีภูมิคุ้มกันแข็งแกร่งต้านรับกับเชื้อกลายพันธุ์ได้หรือไม่

ปัจจัยความแตกต่างในการตั้งรับกับไข้หวัดใหญ่สเปนเมื่อ 100 ปีก่อน กับการรับมือกับโควิด-19 นั้น ดูเหมือนจะมีอยู่ประเด็นเดียวคือ “คน” ยิ่งรู้มากยิ่งเป็นปัญหา

เห็นได้ชัดว่าการระบาดระลอกใหม่ในประเทศชั้นนำในยุโรปตะวันตก เช่นอังกฤษ เยอรมนี ฝรั่งเศส สเปน อิตาลี เนเธอร์แลนด์ เบลเยียม หรือสวิตเซอร์แลนด์ ดูรุนแรงกว่ารอบใหม่ เพราะการถือดี แข็งขืนของประชาชนที่ไม่ยอมรับการคุมเข้ม

โควิด-19 จะไม่มีความร้ายแรงมาก ถ้าจำกัดการระบาดได้ และทำได้อย่างง่ายๆ คือ สวมหน้ากากอนามัย ล้างมือบ่อยๆ อย่าเอามือจับใบหน้า และทิ้งระยะห่างระหว่างกัน ไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไร เพียงแต่คนไม่ยอมปฏิบัติตาม

ยิ่งมีพวกหัวแข็ง นับถือศาสนา พระเจ้า ความเชื่อด้านสิทธิเสรีภาพ ทำตัวแบบโง่เขลาเบาปัญญา ก็ยิ่งเป็นภาระ เมื่อติดเชื้อก็เป็นปัญหาสำหรับแพทย์และคนอื่นๆ ต้องสิ้นเปลืองงบประมาณ บุคลากรการแพทย์ ความร้ายแรงทำให้เสียชีวิตมาก

ถ้ามีผู้นำประเทศแบบถือดี งี่เง่า อย่างผู้นำสหรัฐฯ นายโดนัลด์ ทรัมป์ นายบอริส จอห์นสัน ของอังกฤษ และนายฌาอีร์ โบลโซนารู ของบราซิล ด้วยแล้ว แม้ติดเชื้อปางตาย ก็ยังไม่ยอมเป็นความคิด ทำตัวเป็นแบบอย่างที่ไม่ดีสำหรับชาวบ้านบ้องตื้น

ถ้าทรัมป์แพ้การเลือกตั้งคราวนี้ ต้องถือว่าเป็นความล้มเหลวในการจัดการปัญหาการระบาดของโควิด-19 นั่นแหละ มีตัวเลขนำทั้งคนติดเชื้อและคนตาย

เป็นแบบอย่าง “อเมริกาต้องมาก่อน” จริงๆ แต่ยังถือดี ไม่ยอมสำนึก!

การติดเชื้อของคนอเมริกันเป็นเพราะการถือดีเรื่องสิทธิเสรีภาพ และความงี่เง่าอย่างหนึ่ง ที่อ้างว่าเป็นชีวิตที่พระเจ้าประทานให้มา เรื่องอะไรจะไม่ฟังคำแนะนำของมนุษย์ หลายคนก็ตายไปพร้อมความหัวแข็ง ถือดี งี่เง่านั่นเอง

การระบาดในเยอรมนี อังกฤษ ฝรั่งเศส สเปน เป็นผลของการไม่ยอมรับมาตรการคุมเข้มที่จัดโดยรัฐโดยเฉพาะการเปิดหน้า ไม่สวมหน้ากากอนามัย ดังนั้น คนในประเทศพัฒนาแล้วก็ใช่ว่าจะฉลาดรอบรู้ทุกอย่าง ต้องให้ความตายตัดสิน

การระบาดรอบนี้ตายน้อยลง คงเป็นเพราะคนสูงอายุตายมากรอบแรก!

ดูอย่างประเทศจีน มีประชากรกว่า 1.3 พันล้านคน สามารถจัดการได้ดี มีคนติดเชื้อ และตายน้อยกว่าสวิตเซอร์แลนด์ ที่มีประชากรเพียงแค่ 8.5 ล้านคน และมีวิทยาการด้านการแพทย์ดีเยี่ยม มีบริษัทยาชั้นนำมากมาย แต่เอาไม่อยู่

ช่วงเทศกาล “สัปดาห์ทอง 1-8 ตุลาคม” หลังจากวันชาติ คนจีน 550 ล้านคนเดินทางท่องเที่ยวในประเทศ ไม่ปรากฏว่าจะเกิดการระบาดระลอก 2 เพราะคนจีนสวมหน้ากาก มีมาตรการคุมเข้ม และคนปฏิบัติตาม ไม่ถือดี ไม่เสี่ยงต่อการถูกลงโทษ

ที่สำคัญ ไม่เสี่ยงกับการเจ็บป่วยเพราะอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้ ทั้งยังส่งผลกระทบต่อฐานะการเงิน ทางสังคม และความสัมพันธ์ในครอบครัวด้วย

ถ้าปฏิบัติตัวดี ก็สกัดการติดเชื้อ การระบาดได้ สำคัญอยู่ที่คนและมีทัศนคติที่ถูกต้อง ตอบรับกับภาวะวิกฤต มีจิตสำนึกด้านความรับผิดชอบในการยอมอยู่ร่วมกัน ถ้าปราศจากสิ่งนี้ ทำให้การตั้งรับยากกว่าที่เป็นอยู่ ผู้นำต้องทำให้เห็นเป็นตัวอย่าง

มีวัคซีน ถ้าไม่คุมเข้มและปฏิบัติตัวให้ถูกต้อง จะมีคนต้องตายอีกเยอะ!


กำลังโหลดความคิดเห็น...