xs
xsm
sm
md
lg

มหาวิทยาลัยไทยพัฒนาหลักสูตรใหม่เอาใจตลาดและนายจ้างจนบัณฑิตตกงาน

เผยแพร่:   โดย: ผศ.ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์


ภาพประกอบ - Photo by Felicia Buitenwerf on Unsplash
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์
อาจารย์ประจำสาขาวิชา Business Analytics and Intelligence
และ Actuarial Science and Risk Management
คณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์
อนุกรรมาธิการติดตามการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุข วุฒิสภา


วันนี้ผมอ่านความคิดเห็นของ ศาสตราจารย์ ดร.ผดุงศักดิ์ รัตนเดโช อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้มีผลงานวิชาการโดดเด่นมากมาย ได้เขียนสเตตัสบน Facebook ที่ผมว่าอุดมศึกษาไทยควรรับฟังอย่างยิ่งดังนี้

###################################
Phadungsak Rattanadecho

!!#ส่งสาสน์ถึงนักร่างหลักสูตรมือใหม่ทั้งหลายนะครับ:
#เคยโพสต์วันนี้ปีที่แล้ว
#ปัจจุบันน่าจะยังใช้ได้อยู่Repost 😊

#สอนหรือวางหลักสูตร
#ให้เด็กไปฝังตัวหรือจมปลักกับเทคโนโลยีเฉพาะหรือสายพานการผลิตใด ๆ มากเกินไป
#นี่อันตรายมาก
#เมื่อเทคโนโลยีมัน #expire หรือสายพานการผลิตมันเปลี่ยน หรือ โดนเทเปลี่ยนสถานที่ทำงาน (เกิดแล้วตอนนี้)...นี่ไปไม่ถูก เดินไม่เป็นเลย!!!

เริ่มส่งผลกระทบแล้วตอนนี้ (นั่งสนทนากับเพื่อนรักบิ๊กบ๊อสบริษัทใหญ่มาบตาพุด ก็คอนเฟิร์มผมเรื่องนี้)
#โดยเฉพาะหลักสูตรเน้นการฝังตัวในสถานประกอบการทั้งหลาย...ที่บ้าจี้ตามผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกจากภาคการผลิต..คิดสั้นวางสนุ๊กตัวเอง ตัดวิชาพื้นฐานความรู้ที่สำคัญ หรือวิชาแกนที่สำคัญ ตัดวิชาแลปออก หรือยัดเยียดรายวิชาอัดให้อยู่ในเทอมใดเทอมหนึ่งโดยไม่สนใจ sequence เพื่อเบียดเบียนเวลาเอาไปอุทิศทุ่ม ฝึกอยู่ในโรงงานทั้งหลาย (ที่เทคโนโลยีแทบทั้งหมดซื้อเขามา แทบไม่ได้เรียนรู้การวิเคราะห์ออกแบบหรือพัฒนา) ผลคือขาดความรู้พื้นฐาน และความรู้หลักที่จะไปประยุกต์ดัดแปลง และปรับตัวกับหน้างานใหม่ หรือเทคโนโลยีระดับใหม่ในอนาคตได้ (หลักสูตรที่ดีก็พอมี)

!!!ส่งสาสน์ถึงนักร่างหลักสูตรมือใหม่ทั้งหลายนะครับ!!!
#วิชาพื้นฐาน/#วิชาแกนสำคัญมาก #วิชาแลปสำคัญมาก
#ปรากฎการณ์เทเด็กฝึกงานไม่รับเข้าทำงานหลังจบเริ่มมีแล้วในยุคโควิต19
#ไปที่อื่นจะทำอย่างไรเพราะฝึกฝังหุ่นไว้ที่ใดที่หนึ่งซะแล้ว

###################################


สิ่งที่อาจารย์ผดุงศักดิ์แสดงความคิดเห็น สะท้อนปัญหาอุดมศึกษาไทยหลายประการ และผมมาลองไตร่ตรองดูก็เห็นปัญหาหลายอย่างของอุดมศึกษาไทยในปัจจุบัน

ประการแรก อุดมศึกษาไทยมีวิกฤติอย่างหนัก ขาดนักศึกษา เพราะประชากรสูงวัย (Aging society) มหาวิทยาลัยต่างๆ เลยพยายามปรับตัวกันอย่างหนัก บางแห่งเอาการตลาดนำหน้า hard sale อย่างหนัก โปรดอ่านได้ใน มหาวิทยาลัยไทยจะไปไม่รอด ถ้ายังใช้การตลาดนำหน้าการศึกษา https://mgronline.com/daily/detail/9600000100960

ประการสอง การปรับหลักสูตรของมหาวิทยาลัยไทยหลายแห่ง ปรับโดยเอาใจตลาด สิ่งที่ยอดฮิต คือการสร้างหลักสูตรชื่อแปลกๆ ฉาบฉวย และเอาใจตลาด ที่คิดว่านักศึกษาจะสนใจ ชื่อเตะตามาก แต่เอาเข้าจริง ครูผู้สอน ไม่เคยทำงานในสายงานนั้น ๆ ไม่มีประสบการณ์จริง หรือไม่ได้ทำวิจัยเรื่องนั้น ๆ เลย ก็มีมาก แต่พยายามด้นไปสอนในสิ่งที่ตนเองไม่ได้รู้จริง แต่คิดว่าขายได้ วิธีการคิดแบบนี้มีมาก หลอกให้เด็กนักศึกษาสมัครมาเรียน แล้วอาจารย์ก็หลอกตัวเองว่าเป็นกูรูไปด้วยพร้อมกันไป

ประการที่สาม การปรับหลักสูตร โดยเฉพาะระดับบัณฑิตศึกษา ละทิ้งปรัชญาของบัณฑิตศึกษา (Graduate training) ไปอย่างสิ้นเชิง บัณฑิตศึกษา ต้องเน้นที่การแสวงหาความรู้ได้เอง เรียนรู้ได้เอง สร้างองค์ความรู้ได้เอง ต่อยอดความรู้ได้เอง เป็นกระบวนการเสพอาหารแดกด่วน ในลักษณะเดียวกันกับการฝึกอบรมของบริษัท (Corporate training)

ผมเห็นการออกแบบหลักสูตรบัณฑิตศึกษาสมัยนี้ เอาใจคนเรียนอย่างเดียว เอาใจนายจ้างอย่างเดียว คือเรียน graduate school ราวกับ corporate training ที่ขาดทักษะในการหาความรู้ด้วยตนเอง (inquiry skill) และขาดทักษะพื้นฐาน (basic skill) ที่จะหาความรู้ด้วยตนเอง

เอาง่ายๆ ให้อ่านบทความวิจัย บทความวิชาการ (academic paper) จากวารสารวิชาการชั้นนำใน field ของตัวเองในระดับนานาชาติ มหาบัณฑิตส่วนใหญ่ก็อ่านไม่ได้แล้ว อ่านไม่รู้เรื่อง พื้นฐานไม่พอ ก็จบปริญญาโท ออกไปได้ จบไปพอมีความรู้ใหม่ๆ เทคโนโลยีใหม่ๆ จะให้อ่านหรือให้ต่อยอดหรือเอามาประยุกต์ใช้เอง ย่อมไม่มีทางทำได้เลย

อาจารย์สอนบัณฑิตศึกษา กลายเป็นคนอ่านให้ เอามาย่อยกรอกเข้าปาก แต่หาอาหารกินเองไม่ได้เลย ป้อนปลาเข้าปาก แต่ไม่ได้สอนให้ตกปลา เพราะนักเรียนรักสบาย อยากได้อาหารแดกด่วนสำเร็จรูป ไม่ได้ต้องการเก่งหรือพัฒนาตนเองจนถึงขั้น เหลาเบ็ด วางเบ็ดตกปลาเองได้ ได้แต่อ้าปากพะงาบ พะงาบ พะงาบ รออาจารย์ป้อนปลากรอกเข้าปาก

ตอนหลังหลักสูตรบัณฑิตศึกษา โดยเฉพาะระดับปริญญาโท และลามไปถึงปริญญาเอก ต่างก็ออกแบบหลักสูตรกันเพื่อให้ขายดี ให้หาเงินได้อย่างเดียว เป็นหลักจริง ๆ

คนสอนก็รู้สึกว่าตัวเองมีค่า เพราะเด็กจบไป สุดท้ายก็เรียนรู้เองไม่ได้ ต้องย้อนกลับมาขอคำปรึกษา มาจ้างอาจารย์ไปเป็นที่ปรึกษาของหน่วยงานอีก เพราะทำเองไม่เป็น ศึกษาเองไม่ได้ กลายเป็นวงจรที่ทำให้อาจารย์มหาวิทยาลัยไทยมีงานทำเพิ่มขึ้นอีก วนไปเรื่อย ๆ อันเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมทุนนิยมอุดมศึกษาแดกด่วนที่ไม่ช่วยพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และไม่ช่วยพัฒนาชาติแต่อย่างใดทั้งสิ้น

ประการที่สี่ โลกเปลี่ยนไว เกิด Disruptive technology มากมาย ประเทศไทย อุตสาหกรรมไทย ไม่ได้ยืนบนลำแข็งตัวเอง เน้นการนำเข้านวัตกรรมและเทคโนโลยีมาลอกเลียนแบบและใช้งาน แต่พัฒนาเองไม่ได้ เอกชนไทยก็ไม่ได้เป็นเจ้าของนวัตกรรมและเทคโนโลยีเองมากนัก ทำให้ไม่มีองค์ความรู้ในการถ่ายทอดที่สร้างมาด้วยตนเอง เป็นแค่การท่องจำหรือลอกเลียนมาใช้ แต่ไม่สามารถเข้าใจที่มาที่ไปและพัฒนาต่อยอดเองไม่ได้ เรื่องแบบนี้น่าคิด ไม่ต่างจากบุหรี่นอกยี่ห้อหนึ่งจ้าง presenter ชายหนุ่มสุดเท่มายาวนาน สุดท้าย presenter คนนี้ป่วยเป็นมะเร็งปอดตาย บุหรี่ยี่ห้อนั้นก็พลอยแย่ไปด้วย

ประการที่ห้า สหกิจศึกษา แพร่หลายจนลืมพื้นฐานสำคัญที่อุดมศึกษาต้องปูพื้นฐานและทฤษฎีก่อนลงไปสู่การปฏิบัติในสถานประกอบการ ตามใจนายจ้างจนเละ

สหกิจศึกษาตามหลักการควรเป็น วิชชาจะระณะสัมปันโน สุคะโต โลกะวิทู เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและการปฏิบัติ เป็นผู้ไปแล้วด้วยดี เป็นผู้รู้โลกอย่างแจ่มแจ้ง

ในการร่วมมือกันสร้างและพัฒนาหลักสูตรสหกิจศึกษานั้น ผู้ประกอบการควรช่วยลดความเป็นหอคอยงาช้างของมหาวิทยาลัยลง เพราะมหาวิทยาลัยมีแนวโน้มจะสอนในสิ่งที่ไม่เหมือนการทำงานจริงเลย และอาจารย์มหาวิทยาลัยหลายคนที่สอนๆ กันอยู่นั้น ออกไปทำงานภาคเอกชนก็ไปไม่รอดด้วย ให้มีการปฏิบัติมากขึ้น ให้จบไปทำงานได้ทันที ในขณะเดียวกันมหาวิทยาลัยต้องสร้างและปูพื้นฐานวิชา อันประกอบด้วยทฤษฎีที่จำเป็นต่อการนำไปทำงาน การนำไปประยุกต์ใช้ และการนำไปต่อยอด จึงจะได้ประโยชน์จริง ไม่ใช่เป็นนกแก้วนกขุนทองท่องจำวิธีการต่างๆ โดยไม่เข้าใจว่าทำไมจึงทำเช่นนั้น ไม่เข้าใจเหตุผลใดๆ พลิกแพลงก็ไม่เป็น หรือทำได้เพราะเคยทำซ้ำๆ ทุกเมื่อเชื่อวันจนเป็นไปโดยอัตโนมัติ จนชำนาญ

แต่เมื่อการพัฒนาหลักสูตรแบบสหกิจศึกษาแพร่หลายมาก มีหลายหลักสูตรและหลายมหาวิทยาลัย ไปออกแบบหลักสูตรตามใจนายจ้าง กลายเป็นปัญหาในทางกลับกันคือ หลักสูตรสหกิจศึกษาคับแคบ ยึดติดกับนวัตกรรมและ/หรือเทคโนโลยีอย่างใดอย่างหนึ่งมากเกินไป ออกแบบหลักสูตรโดยฟังนายจ้างและเอกชนหรือผู้ประกอบการมากเกินไป ทั้งนี้นายจ้างหรือเอกชนต้องการของที่สำเร็จรูปมากที่สุด แดกด่วนที่สุด คุ้มค่าการลงทุนในการพัฒนาคนมากที่สุด จึงจำเป็นต้องสอนเฉพาะสิ่งที่ตนเองต้องการหรือทำงานอย่างนั้นให้ได้มากที่สุด ชำนาญการมากที่สุด โดยไม่ได้สนใจว่าหากมี disruptive technology หรือนวัตกรรมหรือวิธีการที่ตนเองใช้อยู่นั้นเกิดล้าหลังตกยุคไปอย่างรวดเร็ว แล้วจะพลิกแพลงต่อได้อย่างไร อย่างมากก็แค่ lay off พนักงานที่ล้าหลังออกไป ธนาคารพาณิชย์ไทยแทบทุกธนาคารก็ทำแบบนี้มาแล้วทั้งนั้น จ้างใหม่ ได้ความรู้ใหม่ ทักษะใหม่ ค่าจ้างถูกกว่า ไม่ต้องเสียสวัสดิการมากเท่าจ้างพนักงานอายุมากที่แก่และเริ่มป่วย

นายจ้างที่เข้าร่วมพัฒนาหลักสูตรสหกิจศึกษา ไม่ได้คิดว่านี่คือการพัฒนาคนต้องพัฒนาจากรากฐาน พื้นฐาน จึงจะต่อยอดได้ หากมีการเปลี่ยนแปลงใดๆ มีนวัตกรรมใหม่ คนที่พื้นฐานแน่น ทฤษฎีแน่น มีแนวโน้มจะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ปรับตัวเข้าหาสิ่งใหม่ และต่อยอดไปสู่สิ่งใหม่ และเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ด้วยตนเองได้

วิธีคิดแบบนายจ้างในสหกิจศึกษาของไทยกลายเป็นทำให้ได้บัณฑิตที่ Basic ไม่มี Theory ไม่ได้ Apply ไม่ออก ลอกแล้วให้ท่องจำ ทำซ้ำๆ สำเร็จรูป ซึ่งทำให้นายจ้างในระบบสหกิจศึกษาได้ผลประโยชน์มากที่สุด แต่นักศึกษาได้พัฒนาตัวเองน้อยที่สุด

มหาวิทยาลัยที่คิดจะทำหลักสูตรสหกิจศึกษา จึงต้องไม่ไขว้เขวสับสน คิดแต่ผลประโยชน์ทางการตลาด หานักเรียนมาเรียนได้มาก ๆ นายจ้างสหกิจศึกษา เจอวิกฤติเศรษฐกิจใหญ่จากโควิด-19 เข้าไป ที่ตกลงไว้ว่าจะจ้างบัณฑิตจากสหกิจศึกษา ก็จ้างไม่ไหว ไม่มีเงินจะจ้าง จะไปทำอย่างอื่นก็ไม่ได้ เพราะทำได้แต่แบบสหกิจศึกษาที่ได้เรียนมาแคบ ๆ แต่ไม่มีหลักการ ทฤษฎี หรือพื้นฐานที่แม่นยำเข้มแข็งพอที่จะไปเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ อื่น ๆ ต่อไปได้เองอีก

สำหรับมหาวิทยาลัยควรยืนหยัดบนหลักการในการพัฒนาสร้างบัณฑิต/มหาบัณฑิตที่มีพื้นฐานที่เข้มแข็ง การสอนทฤษฎีแม้จะยากกว่ามาก และนักศึกษาที่มักง่าย ไม่สนใจเรียนรู้อย่างแท้จริง ก็ไม่อยากจะเรียนแต่จำเป็น อย่างไรก็ตามการเรียนการสอนวิชาทฤษฎีต้องเชื่อมโยงกับการประยุกต์ใช้และการปฏิบัติจริงได้ด้วย ไม่ใช่เป็นการเรียนการสอนแบบคณิตศาสตร์ชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายที่นักเรียนเรียนไปแล้วก็ไม่เข้าใจว่าจะเอาไปใช้อะไร เพราะครูผู้สอนก็ยังไม่รู้ว่าจะเอาไปใช้อะไรเช่นกัน ถ้าสอนกันแบบนี้วิชาทฤษฎีก็จะไม่ถึงพร้อมด้วยการปฏิบัติและเป็นปัญหาไม่จบสิ้น เด็กก็ยิ่งไม่อยากจะเรียนเข้าไปใหญ่

ในภาพกว้างมหาวิทยาลัยไทย ต้องไม่พัฒนาหลักสูตรใหม่ โดยเอาแต่ใจนักเรียน (ที่อยากเรียนง่ายๆ เอาไปใช้ได้เลยสำเร็จรูป) เอาใจตลาด เอาใจนายจ้าง (สอนเฉพาะสิ่งที่นายจ้างอยากได้) โดยละเลยการพัฒนาคนที่พื้นฐาน ไม่รู้ทฤษฎีที่เป็นรากฐาน การพัฒนาหลักสูตรสหกิจศึกษาที่ตามใจนายจ้างมากเกินไป หากไม่มีพื้นฐานเลย และเกิดวิกฤตินายจ้างหรือผู้ประกอบการไปไม่รอด (ในความเป็นจริง นักเรียนอยากเรียนกับสหกิจศึกษาที่ธุรกิจเติบโตและเป็นนายจ้างต่อไปได้) เด็กที่เรียนผ่านสหกิจศึกษาก็จะเคว้งคว้าง ไปต่อไม่ได้ ปรับตัวเรียนรู้สิ่งใหม่ด้วยตนเองไม่ได้ การออกแบบหลักสูตร จึงต้องไม่สายตาสั้น มีวิสัยทัศน์ในการพัฒนาคนให้ยั่งยืน อย่าคิดแต่ผลประโยชน์ของตนเอง แค่ให้อาจารย์มีงานทำ มีนักศึกษาให้สอน และมีรายได้เพียงแค่นั้น


กำลังโหลดความคิดเห็น...