xs
xsm
sm
md
lg

ประเทศจนประชาชนเป็นหนี้ : ศัตรูภายในที่จำเป็นต้องกำจัด

เผยแพร่:   โดย: สามารถ มังสัง



“พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! ความจนเป็นทุกข์ในโลกของผู้บริโภคกาม ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า เป็นอย่างนั้นพระเจ้าข้า

จึงตรัสต่อไปว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! คนจนไม่มีทรัพย์ของตนเอง ไม่มี ย่อมกู้หนี้ แม้การกู้หนี้ก็เป็นทุกข์ในโลกของผู้บริโภคกาม”

คนจนกู้หนี้แล้ว ก็จะต้องเสียดอกเบี้ย แม้การเสียดอกเบี้ยก็เป็นทุกข์ในโลกของผู้บริโภคกาม

คนจนที่จะต้องเสียดอกเบี้ย ไม่ให้ดอกเบี้ยตามกำหนด ก็ถูกเขาทวง แม้การถูกทวงก็เป็นทุกข์ในโลกของผู้บริโภคกาม

คนจนถูกทวงไม่ให้เขา ก็ถูกตามตัว แม้การถูกตามตัวก็เป็นทุกข์ในโลกของผู้บริโภคกาม

คนจนถูกตามตัว ไม่ให้เขา ย่อมถูกจองจำ แม้การถูกจองจำก็เป็นทุกข์ในโลกของผู้บริโภคกาม

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! ความจนก็ดี การกู้หนี้ก็ดี การเสียดอกเบี้ยก็ดี การถูกทวงก็ดี การถูกตามตัวก็ดี การถูกจองจำก็ดี เป็นทุกข์ในโลกของผู้บริโภคกาม ด้วยประการฉะนี้ นี่คือคำสอนของพระพุทธเจ้า ซึ่งมีที่มาปรากฏในฉักกนิบาต อังคุตตรนิกาย พระไตรปิฎกเล่มที่ 22

โดยนัยแห่งพุทธพจน์ ซึ่งพระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้เมื่อ 2,562 ปีมาแล้ว แต่ยังคงเป็นความจริงที่ปรากฏให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรมในปัจจุบัน โดยเฉพาะผู้ที่ไปกู้เงินนอกระบบ ซึ่งมีการทวงหนี้แบบโหดร้ายทารุณ ดังเช่นที่ปรากฏเป็นข่าวบ่อยๆ ในสังคมไทย

แต่ก่อนที่พูดถึงการเป็นหนี้ของคนไทย ผู้เขียนขออธิบายคำว่า ผู้บริโภคกาม ซึ่งเป็นคำสำคัญ และเป็นประธานของเรื่องนี้

คำว่า กาม ในพุทธศาสนาหมายถึง ความต้องการหรือความใคร่จะมี ใคร่จะเป็น โดยมีองค์ประกอบ 2 ประการคือ

1. กิเลสกาม อันได้แก่ ความใคร่ ความต้องการจะมี จะเป็น ซึ่งเกิดจากจิตใจของบุคคลแต่ละคน

2. วัตถุกาม อันได้แก่ วัตถุภายนอก ซึ่งเป็นสิ่งล่อหรือยั่วยุให้เกิดกิเลสกาม

ในองค์ประกอบ 2 ประการข้างต้น กิเลสกามที่อยู่ในปุถุชนทุกคน แต่มากน้อยไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับพันธุกรรม และการอบรมจิตใจให้มีคุณธรรมกำกับกิเลสให้อยู่ในกรอบของกติกาทางสังคม เริ่มตั้งแต่วัฒนธรรมประเพณี ศาสนา และกฎหมาย

ในความเป็นจริงของโลกในปัจจุบัน การเป็นหนี้แบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ

1. หนี้ที่กู้มากินมาใช้ เนื่องจากไม่มีรายได้หรือมีแต่ไม่พอใช้ ผู้กู้หนี้ประเภทนี้คนยากคนจน

2. หนี้ที่กู้มาเพื่อการลงทุน ผู้กู้หนี้ประเภทนี้คือ ผู้ประกอบการธุรกิจซึ่งต้องการเงินลงทุนในโครงการที่ทำการศึกษาแล้วพบว่า คุ้มค่าแก่การลงทุน

ในการกู้หนี้ของคนไทย ส่วนใหญ่จะกู้มาเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายการดำเนินชีวิต โดยเฉพาะในกลุ่มของผู้ใช้แรงงาน และข้าราชการชั้นผู้น้อย ทั้งนี้เนื่องจากไม่มีศักยภาพมากพอที่จะเป็นผู้ประกอบการธุรกิจ ประกอบกับไม่มีหลักทรัพย์เพียงพอที่จะนำไปค้ำประกันเงินกู้ด้วย

ด้วยเหตุนี้ เมื่อประเทศประสบภาวะวิกฤต เช่น การเกิดวิกฤตทางเศรษฐกิจในปี 2540 และวิกฤตอันเกิดจากการระบาดของโควิด-19 ดังที่เป็นอยู่ในขณะนี้ บรรดาลูกหนี้ประเภทกู้มากินมาใช้จะเดือดร้อนมาก เนื่องจากมีการเลิกจ้างงานเนื่องจากผู้ประกอบการขาดทุน ซึ่งเป็นผลมาจากผู้ประกอบการไม่มีรายได้เข้ามา หรือเข้ามาน้อยจึงต้องลดต้นทุนด้วยการปลดคนงาน และในขณะเดียวกัน ผู้ที่จบการศึกษาใหม่ๆ ไม่มีตลาดแรงงานภาคเอกชนรองรับ จึงต้องชะลอการลงทุน จึงทำให้เกิดความเดือดร้อนกันถ้วนหน้า รัฐบาลต้องนำเงินมาทำการช่วยเหลือ ส่งผลให้เงินของรัฐร่อยหรอ ไม่พอจะนำมาให้การช่วยเหลือจึงจำเป็นต้องกู้ และทำให้ยอดเงินกู้ภาครัฐเกือบชนเพดานเงินกู้ ซึ่งกำหนดไว้ที่ 60% ของจีดีพี เป็นเหตุให้เกิดความหวั่นวิตกในหมู่นักวิชาการ และประชาชนผู้ติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดว่า ประเทศจะต้องพึ่งไอเอ็มเอฟอีกครั้งหรือไม่

ด้วยเหตุนี้ เมื่อข่าวการที่ประเทศไทยจะซื้อเรือดำน้ำเพิ่มขึ้นอีก 2 ลำเป็นมูลค่า 2.5หมื่นล้านบาท หลังจากที่ได้ตกลงซื้อไปก่อนหน้านี้แล้ว 1 ลำ จึงทำให้ประชาชนคนไทยพากันหวั่นวิตกว่า ประเทศไทยจะประสบปัญหาเหมือนกับที่เคยเกิดขึ้นในอดีตหรือไม่

ในท่ามกลางความวิตกกังวลนี้เอง ได้มีการหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาเป็นประเด็นทางการเมือง และมีแนวโน้มว่าเรื่องนี้จะถูกนำไปเป็นประเด็นการโจมตีการทำงานของรัฐบาล และแถมยังโยงใยไปยังประเด็นการหาประโยชน์จากการซื้อเรือดำน้ำในครั้งนี้ด้วย

เกี่ยวกับการซื้อเรือดำน้ำ ถ้าฟังจากคำชี้แจงจากเจ้าหน้าที่ของกองทัพเรือแล้วเห็นด้วยในประเด็นที่ว่า กองทัพเรือต้องมีเรือดำน้ำประจำกองทัพเรือ เพื่อปกป้องทรัพยากรทางทะเลซึ่งประมาณว่ามีมูลค่าถึง 24 ล้านล้านบาท แต่ก็ไม่เห็นด้วยในความจำเป็นในภาวะที่ประเทศกำลังยากจน ประชาชนเดือดร้อนจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ดังที่เป็นอยู่ในขณะนี้

ดังนั้น แนวทางแก้ปัญหาสำหรับการซื้อเรือดำน้ำที่น่าจะเป็นก็คือ การชะลอออกไปก่อนจนกว่าการเงิน การคลังของประเทศดีขึ้น และประชาชนเดือดร้อนน้อยลง แล้วค่อยว่ากันใหม่ เพราะจะต้องไม่ลืมว่า ถึงการจัดหาเรือดำน้ำมาประจำกองทัพเรือ เพื่อปกป้องทรัพยากรทางทะเลโดยการถ่วงดุลอำนาจกับประเทศเพื่อนบ้าน จะเป็นความจริง แต่ก็จะต้องดูกาลเทศะประกอบด้วยว่าเหมาะสมมากน้อยเพียงใด เมื่อเทียบกับปัญหาเร่งด่วนของประเทศในด้านอื่นๆ

และในที่สุด ได้มีการชะลอการซื้อเรือดำน้ำ 2 ลำออกไปแล้ว


กำลังโหลดความคิดเห็น...