xs
xsm
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

สกัดภาษีเบียร์ 2 แสนล้านลักลั่น สรรพาสามิต ปั้ม E-Stamp อุดรายได้รั่ว

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


กรมสรรพสามิตนำคณะสื่อมวลชนศึกษาดูงานจัดเก็บภาษีสรรพสามิต ณ โรงงานผลิตเบียร์ของบริษัท ปทุมธานี บริวเวอรี่ จำกัด จังหวัดปทุมธานี และบริษัท เบียร์ทิพย์ บริวเวอรี่ (1991) จำกัด จ.พระนครศรีอยุธยา เมื่อวันที่ 14 ก.ค. 2563 เตรียมนำร่องจัดเก็บภาษีเบียร์รูปแบบใหม่ ระบบ Direct Code แสดงการเสียภาษีบนบรรจุภัณฑ์ หรือ E-Stamp โรงงานผลิตเบียร์ในประเทศทั้งหมด 9 แห่ง รวม 42 สายพานการผลิต (ภาพจากกรมสรรพสามิต)
ผู้จัดการสุดสัปดาห์ -  กรมสรรพสามิต เดินเครื่องเก็บภาษีเบียร์ ระบบใหม่ Direct Code แสดงการเสียภาษีบนบรรจุภัณฑ์ หรือ E-Stamp ตั้งเป้าหั่นส่วนแบ่งตลาดเบียร์ 2 แสนล้านบาทเข้าคลังเต็มเม็ดเต็มหน่วย ทุ่มงบว่าจ้างเอกชน กลุ่ม บ. สามารถ และ บ. ซิบป้า ประเทศสวิสแลนด์ คาดรีดภาษีเบียร์เพิ่ม 8,000 ล้านบาทต่อปี  

กล่าวสำหรับภาพรวมผลการจัดเก็บรายได้รวมของกรมสรรพสามิต ในช่วง 9 เดือนในปีงบประมาณ 2563 ตั้งแต่เดือน ต.ค. 2562 – มิ.ย. 2563 พลาดเป้าหวิด 1 แสนล้านบาท เรียกได้ว่าการจัดเก็บภาษีต่ำกว่าเป้าหมายทุกสินค้า โดยรายละเอียดกรมสรรพสามิตสามารถจัดเก็บภาษีรวมทั้งสิ้น 3.91 แสนล้านบาท ต่ำกว่าประมาณการ 9.51 หมื่นล้านบาท ( 19.54 %) ต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน 5.16 หมื่นล้านบาท (11.65%)

ที่น่าจับตาคือผลการจัดเก็บ “ภาษีบาปร่วงต่อเนื่องทุกเดือน”  ตั้งแต่ ภาษียาสูบ จัดเก็บอยู่ที่ 4.71 หมื่นล้านบาท ต่ำกว่าประมาณการที่ 1.03 หมื่นล้านบาท หรือ 17.99%, ภาษีสุรา จัดเก็บอยู่ที่ 4.57 หมื่นล้านบาท ต่ำกว่าเป้า 850 ล้านบาท หรือ 1.82% และภาษีเบียร์ จัดเก็บอยู่ที่ 5.31 หมื่นล้านบาท ต่ำกว่าเป้า 1.28 หมื่นล้านบาท หรือ 19.46%

ต้องขีดเส้นใต้เน้นว่า การจัดเก็บสินค้าบาปต่ำกว่าเป้าหมาย ถือว่าเป็นสถานการณ์พิเศษที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

 สำหรับสาเหตุการจัดเก็บรายได้ที่ต่ำกว่าประมาณนั้น กรมสรรพสามิตเปิดเผยว่าเป็นผลกระทบของการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่า 2019 (โควิด - 19) ตั้งแต่ช่วงต้นปี 2563 ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจหยุดชะงัก การบริโภคลดลงฮวบฮาบ นอกจากนี้ ประมาณการณ์ว่าตลอดปีงบประมาณ 2563 การจัดเก็บภาษีจะต่ำกว่าเป้าหมายไม่น้อยกว่า 1 แสนล้านบาท 
ในห้วงเวลาเดียวกัน กรมสรรพสามิตเตรียมสังคาpนาภาษีเบียร์ใหม่ โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีสุราแช่ชนิดเบียร์ที่ผลิตในประเทศ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บภาษี เรียกว่าเป็นการปัญหาอุดรายได้รั่ว หลังพบยอดจัดเก็บภาษีเบียร์หายไปนับหมื่นล้านบาท เมื่อเทียบฐานค่าเฉลี่ยปกติ ประกอบกับกระบวนการจ่ายภาษีเดิมบนระบบโฟลมิเตอร์ (Flow Meter) เครื่องตรวจวัดปริมาณน้ำเบียร์ที่ไหลผ่านท่อบนสายการผลิตเบียร์ของบริษัทผู้ผลิตเบียร์เกิดการลักลั่น ตลอดจนช่องว่างของการเก็บภาษีเบียร์ ไม่มีการติดอากรแสตมป์ หากเครื่องตรวจนับเสียต้องใช้ระบบนับจำนวนด้วยแรงงานมนุษย์ สุ่มเสี่ยงเกิดความผิดพลาด โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีสุราแช่ชนิดเบียร์ที่ผลิตในประเทศ


 กรมสรรพสามิตเตรียมนำเทคโนโลยีดิจิทัล ระบบใหม่ไดเรคโค้ดดิ้ง (Direct Coding) หรือ รหัสควบคุมลงบนบรรจุภัณฑ์ เทคโนโลยีจากสวิตเซอร์แลนด์ มาในจัดเก็บภาษีเบียร์ในช่วงต้นปี 2564 โดยได้ทำสัญญาว่าจ้างบริษัท สามารถคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และบริษัท ซิบป้า (SICPA) จากประเทศสวิสแลนด์ ดำเนินการวางระบบ Direct Code นำร่องโรงงานผลิตเบียร์ในประเทศทั้งหมด 9 แห่ง รวม 42 สายพานการผลิต คาดว่าจะทำให้สรรพสามิตมีรายได้เพิ่มขึ้น 8,000 ล้านบาทต่อปี 

ทั้งนี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการเก็บภาษีสรรพสามิตสินค้า ประเภทสุราแช่ ชนิดเบียร์ ที่ผลิตในประเทศ โดยบริษัท สามารถคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เป็นผู้รับจ้างพิมพ์รหัสควบคุมบรรจุภัณฑ์ (Direct Coding) บนภาชนะบรรจุสุราชนิดเบียร์ที่ผลิตในประเทศ ด้วยเทคโนโลยีระบบควบคุมบนบรรจุภัณฑ์ (Direct Coding System)

กล่าวสำหรับ ระบบ Direct Coding หรือ รหัสควบคุมบนบรรจุภัณฑ์ เป็นเครื่องหมายแสดงการเสียภาษีประเภทหนึ่ง ที่จัดพิมพ์ลงบนบรรจุภัณฑ์โดยตรง เหมาะกับกระบวนการผลิตที่มีความเร็วสูง เช่น กระป๋องเบียร์ หรือขวดเบียร์ โดยรหัสควบคุมบนบรรจุภัณฑ์รองรับการติดตามและตรวจสอบ (Track and Trace) มีเทคนิคป้องกันการปลอมแปลงระดับสูง มีความถูกต้องแม่นยำในการตรวจสอบข้อมูลและปริมาณการผลิตสินค้าที่จัดเก็บภาษี จำนวนสินค้าที่เสียหายจากการผลิต ฯลฯ เป็นตัวบันทึกข้อมูลการผลิตและรายละเอียดของสินค้าเพื่อใช๎ในการสืบค้น ติดตามและตรวจสอบ

โดยขั้นตอนต่อไปจะมีการติดตั้งเครื่องพิมพ์รหัสควบคุมลงบนบรรจุภัณฑ์ หรือ Direct Coding ที่หน้าสายพานการผลิตทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นชนิดกระป๋อง หรือ ขวด พร้อมกับติดตั้งเครื่องตรวจนับบรรจุภัณฑ์ด้วยแสงเลเซอร์ออนไลน์ เป็นข้อมูลการจัดเก็บภาษีเบียร์แบบเรียลไทม์ (Realtime) ส่งตรงมายังกรมสรรพสามิต

สำหรับเครื่องหมายแสดงการเสียภาษีบนบรรจุภัณฑ์ Direct coding มีวงเงินดำเนินการ 8,000 ล้านบาท เป็นการขอกรอบวงเงินสำหรับดำเนินโครงการจากรัฐบาล เป็นกรอบวงเงินที่ผูกพันการดำเนินงานในช่วง 7 ปี ส่วนการใช้จ่ายเงินจะมีการพิจารณาตามวงเงินที่ต้องจ่ายจริงเท่านั้น

 นายพชร อนันตศิลป์  อธิบดีกรมสรรพสามิต อธิบายถึงสาเหตุที่ต้องนำระบบ Direct Code มาเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บภาษี เดิมทีกรมสรรพสามิตเริ่มจัดเก็บภาษีเบียร์โดยใช้แสตมป์ตั้งแต่ปี 2507 ปรากฎว่าแสตมป์หลุดลอกง่าย ต่อมา ปี 2526 จึงเปลี่ยนมาใช้เครื่องตรวจวัดปริมาณน้ำเบียร์ที่ไหลผ่านท่อ ระบบ Flow Meter จนถึงปัจจุบัน ซึ่งเป็นระบบเก่าที่ใช้นานมา 30 กว่าปี

อย่างไรก็ตาม ปีงบประมาณ 2560 สรรพสามิตจัดเก็บภาษีเบียร์ได้ 87,197 ล้านบาท ต่อมารัฐมีนโยบายปรับเปลี่ยนการจัดเก็บภาษี ผู้ประกอบการปรับลดขนาดขวดลดดีกรีลง เช่นเดียวกับพฤติกรรมการบริโภคลดลงตามนโยบายรณรงค์ของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ. (สสส.) ทำให้ยอดจัดเก็บในปีงบประมาณ 2561 จัดเก็บภาษีเบียร์ลดลง 76,357 ล้านบาท และปีงบประมาณ 2562 จัดเก็บภาษีเบียร์ได้ 79,091 ล้านบาท

ด้วยปัจจัยการเปลี่ยนแปลงด้านต่างๆ กระทรวงการคลังเห็นควรให้กรมสรรพสามิตเพิ่มประสิทธิภาพจัดเก็บภาษีเบียร์ โดยนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประกอบกันในการเพิ่มประสิทธิภาพ ตั้งแต่ นำระบบ Direct Code มาใช้เก็บภาษีเบียร์, ระบบ e-stamp (QR code) มาใช้จัดเก็บภาษีสุรา เป็นต้น

“การทำโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีสุราแช่ชนิดเบียร์ที่ผลิตในประเทศ โดยใช้เครื่องหมายแสดงการเสียภาษีบนบรรจุภัณฑ์ เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์กระทรวงคลัง โดยสาเหตุที่เลือกใช้กับสินค้าเบียร์ก่อน เพราะปัจจุบันเบียร์จะเสียภาษีในวันที่ 15 ของเดือนถัดไปหลังนำสินค้าออกจากโรงผลิตไปแล้ว ที่สำคัญยังไม่มีการติดแสตมป์หรือเครื่องหมายแสดงการเสียภาษี มีเพียงการพิมพ์ข้างกระป๋องว่าชำระภาษีแล้ว ซึ่งตรวจสอบไม่ได้ชัดว่าเบียร์ขวดหรือเบียร์กระป๋องนั้น เสียภาษีถูกต้องหรือไม่ โดยผลการศึกษาคาดว่าหากใช้วิธีนี้จะช่วยให้กรมเก็บภาษีเบียร์เพิ่มขึ้น 6,000 ล้านบาทต่อปี” นายพชร อนันตศิลป์ อธิบดีกรมสรรพสามิต ระบุ
กล่าวสำหรับ ระบบ Direct Coding กรมสรรพสามิต ได้ว่าจ้างมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นที่ปรึกษา ในการศึกษาและพัฒนารูปแบบการจัดเก็บภาษีเบียร์ ระบบ Direct Coding ตลอดจนเปิดรับความคิดเห็นจากผู้ผลิตเบียร์ในประเทศกระทั่งเห็นชอบพร้อมกัน ก่อนนำร่องในช่วงต้นปี 2564

ภาพกราฟฟิคแสดงรายละเอียดการจัดเก็บภาษีเบียร์ของกรมสรรพสามิต คาดการณ์ว่าการจัดเก็บภาษีเบียร์รูปแบบใหม่จะเพิ่มรายได้ขึ้น 8,000 ล้านบาทต่อปี


ทั้งนี้ มีการแต่งตั้งคณะกรรมการยกร่าง TOR ตามกระบวนการของกฎหมาย ได้ผู้ชนะการประมูลคือ บริษัท สามารถ คอร์ปอเรชั่น และบริษัทซิบป้า (SICPA) จากประเทศสวิสเซอร์แลนด์ เป็นผู้รับจ้างและลงทุนวางระบบให้กรมสรรพสามิตเป็นเวลา 7 ปี โดยบริษัทสามารถจะได้รับค่าตอบแทน 25 สตางค์ต่อกระป๋อง หรือ ต่อขวด ขณะที่กรมสรรพสามิตคาดการณ์จะมีรายได้จากการจัดเก็บภาษีเบียร์เพิ่มขึ้นปีละ 8,000 ล้านบาท

อธิบดีกรมสรรพสามิต อธิบายเพิ่มเติมว่าการจัดเก็บภาษีเบียร์ทั้ง 2 ระบบดำเนินควบคู่กันไป ไม่ได้ยกเลิกระบบ Flow Meter แต่เป็นจะเสริมด้วยระบบ Direct Coding ซึ่งทั้ง 2 ระบบมีความแตกต่างกัน กล่าวคือ ระบบ Flow Meter กรมสรรพสามิต เป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการติดตั้ง ควบคุม และบำรุงรักษาอุปกรณ์ต่างๆ ในโรงงานผลิตเบียร์ กรณีเครื่อง Flow Meter เสีย โรงงานไม่สามารถหยุดสายพานการผลิต กรมสรรพสามิต ต้องรีบส่งช่างไปซ่อมแซมโดยด่วน และระหว่างนี้จะใช้วิธีนับแบบ Manual ซึ่งอาจเกิดความผิดพลาดได้

ส่วนระบบ Direct Coding บริษัท สามารถฯ จะเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการติดตั้ง ควบคุม และบำรุงรักษาอุปกรณ์ต่างๆ ในโรงงานผลิตเบียร์ กรณีเครื่องเสียบริษัทต้องรับผิดชอบภายในเวลาที่กำหนด ถ้าเกินกำหนดจะถูกกรมสรรพสามิตปรับ โดยการวางระบบใหม่เพิ่มเติมนี้ทางกรมฯ ใช้บุคคลที่ 3 เข้าไปควบคุม และตรวจเช็คยอดอีกชั้นหนึ่ง โดยมีเจ้าหน้าที่สรรพสามิต ประจำการอยู่ที่โรงงานผลิตเช่นเดิม

“ โครงการนี้เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษี และอุดการรั่วไหลของภาษี” อธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าวย้ำ
 อย่างไรก็ตาม กรมสรรพสามิต ถูกตั้งคำถามเรื่องความคุ้มค่าในการใช้เงินงบประมาณกว่า 8,000 ล้านบาท ในโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีสุราแช่ชนิดเบียร์ที่ผลิตในประเทศ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บภาษี การเปลี่ยนจากเดิมใช้ระบบ Flow Meter เครื่องตรวจวัดแบบมิเตอร์ตรวจวัดปริมาณน้ำเบียร์ที่ไหลผ่านท่อบนสายการผลิตเบียร์ มาเป็นระบบ Direct Coding พิมพ์รหัสควบคุมลงบนบรรจุภัณฑ์ 



 ตลอดจนมีหนังสือร้องเรียนให้ตรวจสอบการจัดซื้อโครงการจัดจ้างการบริหารจัดเก็บภาษีเบียร์ และไม่เห็นด้วยกับการที่ กรมสรรพสามิตนำเงินจำนวน 8,000 ล้านบาทไปใช้เป็นการสิ้นเปลืองเงินในสภาพการณ์ปัจจุบัน รวมทั้ง เกิดความไม่โปร่งใสกรณีเอกชนผู้เข้ามาดำเนินโครงการดังกล่าว 

ตามข้อมูลเปิดเผยว่า ระบบเดิม Flow Meter สรรพสามิตลงทุนไปแล้วกว่า 200 - 300 ล้านบาท มีค่าบำรุงระบบตกปีละ 15 ล้านบาท ทว่า เมื่อผลิตภัณฑ์เบียร์ออกสู่ตลาดกลับไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าผลิตภัณฑ์ดังกล่าวเสียภาษีอย่างถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ เกิดปัญหาในเรื่องประสิทธิภาพการทำงาน การใช้ระบบมาตรวัดและคอมพิวเตอร์มาใช้ในการควบคุมเป็นการคำนวณปริมาณการจ่ายน้ำเบียร์ระหว่างถังพักกับเครื่องบรรจุภาชนะ เป็นการตรวจสอบปริมาณการจ่ายน้ำเบียร์ ไม่ใช่การตรวจสอบปริมาณบรรจุภัณฑ์ที่แท้จริง ส่วนระบบใหม่ Direct Coding พิมพ์รหัสควบคุมลงบนบรรจุภัณฑ์แสดงการเสียภาษี ใช้วงเงินว่าจ้างเอกชนดำเนินการ 8,000 ล้านบาท ผูกพันการดำเนินงานในช่วง 7 ปี เป็นวิธีการจัดเก็บภาษีที่มีประสิทธิภาพ คาดว่าจะเก็บภาษีได้เพิ่มขึ้นปีละ 8,000 ล้านบาท รวมทั้ง เป็นการอุดรอยรั่วการทุจริตระหว่างเจ้าหน้าที่และผู้ประกอบการในการแสวงหาผลประโยชน์


 ปัจจุบันอุตสาหกรรมเบียร์ไทยมีมูลค่าประมาณ 2 แสนล้านบาท โดยผู้ผลิตรายใหญ่ 2 รายใหญ่ คือ แบรนด์ สิงห์ (Singha) ของบริษัทบุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด และ ช้าง (Chang) ของบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) 

สำหรับยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมเบียร์ไทยในการเปลี่ยนแปลงการจัดเก็บภาษีครั้งนี้ ตัวแทนจากบุญรอดฯ เปิดเผยถึงความพร้อมที่จะปฏิบัติตามนโยบายของกรมสรรพาสามิตในการปรับเปลี่ยนวิธีการเก็บภาษีเบียร์รูปแบบใหม่ให้สอดคล้องกับยุคสมัยโดยมีเทคโนยีแบบใหม่เข้ามาจัดการ ขณะที่ ตัวแทนจากไทยเบฟฯ กล่าวว่ามีความพร้อมในการจัดเก็บภาษีเบียร์ระบบใหม่ เพื่อให้การเก็บภาษีตรงไปตรงมาที่สุด

อย่างไรก็ดี เบียร์เบอร์ 1 อย่าง เบียร์สิงห์ ของบุญรอดฯ กำลังโดน เบียร์ช้าง ของไทยเบฟฯ ชิงมาร์เก็ตแชร์เร่งแซงสู่เส้นชัย ล่าสุด เบียร์ช้าง มีส่วนแบ่งทางการตลาดมากกว่า 40% หลังปรับกลยุทธ์การทำตลาดใหม่พลิกโฉมครั้งใหญ่ เพิ่มผลิตภัณฑ์หลากหลาย ช้างคลาสสิก, ช้างดราฟท์, ช้างไลท์ ช้างเอกซพอร์ต ปริมาณแอลกอฮอล์แตกต่างกันแต่ละโปรดักท์ บรรจุภัณฑ์ขวดสีน้ำตาลที่ใช้มา 20 ปี เปลี่ยนใหม่เป็นสีเขียวเทียบพมีเมียมเบียร์ ปริมาณสินค้าปรับลดลงเล็กน้อยแต่ราคาขายเท่าเดิม กระจายสินค้าเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายทั่วประเทศ เสริมด้วยทุ่มงบกิจกรรมส่งเสริมการตลาด 100 ล้านบาท

ส่วนฟากของ เบียร์สิงห์ ยังคงคว้ารางวัล Thailand’s Most Admired Brand 2020 หมวดอาหารและเครื่องดื่มในกลุ่มเบียร์ ต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 19 ตอกย้ำความสำเร็จในฐานะผู้เล่นหลักในตลาดเบียร์ที่โดดเด่นด้วยนวัตกรรม และการพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่องมายาวนานกว่า 87 ปี แต่ปีนี้การเติบโตตลาดเบียร์ค่อนข้างชะลอตัวจากภาวะเศรษฐกิจ อันเป็นผลกระทบจากโควิด-19


 สุดท้ายต้องติดตามกันว่าโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีสุราแช่ชนิดเบียร์ที่ผลิตในประเทศ ระบบ Direct Coding ติด E-Stamp บนผลิตภัณฑ์เบียร์ ของกรมสรรพสามิต ที่ทุ่มงบ 8,000 ล้านว่าจ้างเอกชนดำเนินการ จะสามารถการจัดเก็บภาษีเบียร์ทำยอดทะลุเป้าเพิ่มขึ้นตามคาดหรือไม่ จะคุ้มค่าแก่การลงทุนหรือไม่ อีกไม่นานคงรู้กัน. 



กำลังโหลดความคิดเห็น...