xs
xsm
sm
md
lg

A New Normal : G11? หรือแค่เบนความสนใจ

เผยแพร่:   โดย: อ.สุดาทิพย์ จารุจินดา อินทร


ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ
ท่ามกลางการชุมนุมประท้วงทั่วประเทศสหรัฐฯ ต่อต้านการใช้ความรุนแรงโหดเหี้ยมอำมหิตของตำรวจในการฆ่าคนผิวดำอย่างเลือดเย็น ขณะถูกจับกุมที่เมืองมินนิอาโปลิส ซึ่งการประท้วงได้ขยายไปยังต่างประเทศทั้งที่ลอนดอน, เบอร์ลิน, โคเปนเฮเกน, อัมสเตอร์ดัม, ปารีส, เอเธนส์, ซิดนีย์, เวลลิงตัน, โตรอนโต, มอนทรีออล รวมทั้งที่มะนิลา

เหตุเกิดในวันหยุด Memorial รำลึกถึงผู้ตายในสงคราม คือจันทร์ที่ 31 พฤษภาคม ที่ชายผิวดำอายุ 46 ปีถูกตำรวจ 4 คนที่เมืองมินนิอาโปลิสจับใส่กุญแจมือ หลังจากตำรวจได้รับแจ้งทางโทรศัพท์จากร้านอาหารว่า มีชายผิวดำเอาธนบัตรปลอม 20 เหรียญมาจ่ายค่าอาหาร ซึ่งนายจอร์จ ฟลอยด์ คือชายผิวดำที่ตำรวจได้กล่าวหาว่าเป็นผู้ใช้ธนบัตรปลอมนี้ ทั้งๆ ที่เจ้าตัวปฏิเสธ

และอย่างที่ทั่วโลกได้เห็นภาพอันน่ารันทด เมื่อตำรวจ 4 คนนี้ได้ทรมานผู้ต้องหาที่พื้นถนนข้างๆ รถตำรวจ จนนายจอร์จ ขาดใจตาย ท่ามกลางพยานหลายคนที่ร่วมเหตุการณ์ และได้ใช้กล้องจากโทรศัพท์มือถือถ่ายวิดีโอไว้ทั้งหมด ซึ่งทำให้มีผู้คนทั่วสหรัฐฯ ทั้งผิวขาว, ผิวดำ, ผิวเหลือง ทุกเพศทุกวัย ออกมาประท้วงการกระทำโหดเหี้ยมไร้มนุษยธรรมนี้ในเกือบ 200 เมืองในสหรัฐฯ ทั้งเมืองใหญ่ เมืองเล็ก ขนาด Fresno เมืองเล็กๆ ซึ่งเป็นถิ่นเกษตรกรรม ก็ยังมีประชาชนออกมาร่วมประท้วง

ความเจ็บปวดและเก็บกดที่มีสะสมมาตลอด 400 ปีของลูกหลานทาสผิวดำ นำมาสู่การทำลายร้านค้า โดยคนไม่กี่คนที่เข้าปล้นสะดมร้านค้าในหลายเมืองใหญ่ แต่ผู้ประท้วงส่วนใหญ่จะเข้าห้ามปรามขัดขวางเหล่าวัยรุ่นไม่ให้ทำลายข้าวของ

หลายเมืองได้ขอกำลังจากทหารรักษาดินแดนมาช่วยดูแลไม่ให้เกิดการเผารถตำรวจ และก่อความวุ่นวาย
ที่วอชิงตัน ดี.ซี.ใกล้ๆ กับทำเนียบขาว ก็มีผู้ชุมนุมจำนวนมากออกมาประท้วงที่ Lafayette Park มีเสียงดังในการชุมนุม

ตำรวจ 4 คนเจ้าปัญหาถูกปลดออกในวันอังคาร แต่ก็ไม่มีการตั้งข้อหาใดๆ โดยจะมีการสอบหาความจริงว่าเกิดการกระทำผิดกฎหมายของตำรวจหรือไม่ก่อน

การกดดันในการขยายการชุมนุมทั่วสหรัฐฯ ทำให้กรมตำรวจของมินนิอาโปลิสต้องตั้งข้อหากับตำรวจที่เอาเข่ากดคอของฟลอยด์จนขาดใจตาย แต่ก็เป็นข้อหาแค่ฆ่าโดยไม่เจตนา และตำรวจอีก 3 คนยังลอยนวล

การชุมนุมจึงดำเนินต่อไป และขัดขืนคำสั่งห้ามออกนอกบ้าน (Curfew) ยามดึก เพื่อให้ตั้งข้อหากับตำรวจอีก 3 คนที่ร่วมอยู่ในเหตุการณ์ทรมานผู้ต้องหา

ความรุนแรงของการปะทะระหว่างผู้ชุมนุมอย่างสงบ และแถวตำรวจ โดยผู้ชุมนุมไม่ยอมฟังคำสั่งห้ามออกจากบ้าน และมีการใช้แก๊สน้ำตา กระสุนยาง สเปรย์พริกไทย ซึ่งเกิดการปะทะชุลมุนกันหลายจุด

ในวันศุกร์ที่ 5 มิถุนายน เหตุการณ์ปะทะเริ่มรุนแรงจนมีการอพยพปธน.ทรัมป์ และสุภาพสตรีหมายเลข 1 และลูกชายบารอน (อายุ 14 ปี) ลงไปหลบภัยอยู่ที่ Bunker ใต้ทำเนียบขาว

ปธน.ทรัมป์มีทวีตออกมาในวันเสาร์ และวันอาทิตย์ช่วงที่อยู่ใน Bunker นั่นแหละ ได้พูดถึงการเลื่อนการจะจัดประชุมสุดยอด G7 ซึ่งเดิมจะมีในช่วง 10-12 มิถุนายน

เขาบอกว่า เขาได้พูดโทรศัพท์กับผู้จะเข้าร่วมประชุมอีก 6 คน โดยเขาต้องการให้ทุกคนมาประชุมตัวเป็นๆ ที่แคมป์เดวิด ซึ่งครั้งนี้เขาเป็นเจ้าภาพ

และเขาได้ประกาศอย่างที่ไม่มีวี่แววมาก่อนว่า โครงสร้างรูปแบบ G7 นั้น โบราณแล้ว ไม่ทันต่อเหตุการณ์ปัจจุบัน-ควรจะขยายกลุ่มให้เป็น G11 โดยเขาได้เชิญอีก 4 ประเทศมาร่วมด้วย คือ รัสเซีย, ออสเตรเลีย, เกาหลีใต้ และอินเดีย

นับเป็นข่าวใหญ่ที่มาแทรกข่าวประท้วงยิ่งใหญ่สุดของสหรัฐฯ (เทียบเท่ากับประท้วงช่วงต่อต้านสงครามเวียดนาม และการสังหารมาร์ติน ลูเธอร์ คิง ช่วงทศวรรษ 1960’s ทีเดียว

แน่นอนที่เนื้อหาการประชุม G11 นี้ จะเป็นการสร้างกลุ่มต่อต้านรัฐบาลจีน ทั้งเรื่องโรคระบาดโควิดที่สหรัฐฯ กำลังหาพวกเพื่อโยนให้จีนเป็นแพะกลบเกลื่อนความผิดของทรัมป์ที่เสียเวลาไป 8 อาทิตย์ ที่ไม่ได้เตรียมตัวรับมือโควิด (ในเดือนมกรา+กุมภา)

โดยรัสเซียก็เป็นพันธมิตรใกล้ชิดของจีนอยู่ก่อน ให้หันมาอยู่กับตะวันตกอีกครั้งหลังจากรัสเซียถูกถอดออกจาก G8 เมื่อไปครอบครองไครเมีย และยูเครนตะวันออกในปี 2014

สำหรับเกาหลีใต้ ซึ่งได้มีสัมพันธ์ที่ดีกับจีน และเกาหลีเหนือในยุคของปธน.มุน แจอิน แต่ขณะนี้ถูกสหรัฐฯ เป่าหูว่ากฎหมายความมั่นคงฉบับใหม่ที่จีนออกมา เพื่อควบคุมฮ่องกงนี้ แสดงถึงจีนกำลังแผ่อิทธิพลด้านความมั่นคง ซึ่งจะเป็นอันตรายมากขึ้นต่อเกาหลีใต้

สำหรับออสเตรเลียนั้น ทั้งๆ ที่เคยมีสัมพันธ์ที่ดีต่อจีน (โดยเฉพาะด้านการค้า) สมัยรัฐบาลพรรคแรงงาน แต่ตอนนี้นายกฯ สกอตต์ มอร์ริสัน ได้เข้าร่วมกับสหรัฐฯ ที่โจมตีจีนเป็นต้นเหตุตัวการสำคัญต่อการระบาดของโควิด จนจีนเพิ่งได้ประกาศคว่ำบาตรไม่ซื้อสินค้าเกษตรสำคัญๆ จากออสเตรเลีย รวมทั้งเหล้าไวน์และอาจขัดขวางไม่ส่งนักเรียน (จำนวนเป็นแสน) ไปเรียนที่ออสเตรเลีย รวมทั้งนักท่องเที่ยวจีนเป็นล้านคนด้วย

ส่วนอินเดียก็เป็นสมาชิกร่วมกับจีนในกลุ่ม BRICS แต่ก็เป็นคู่แข่งสำคัญของจีน ที่สหรัฐฯ ประกบใกล้ชิดมาตลอด จนถึงนโยบายของทรัมป์ “Indo-Pacific” ที่ใกล้ชิดกับอินเดียเพื่อช่วยปิดล้อมจีนด้วย

ยังมีผลประโยชน์ที่ทรัมป์จะได้เป็นพิเศษ ถ้าผู้นำเหล่านี้มาเข้าร่วมประชุมแทนมาทางออนไลน์ ก็เพื่อแสดงให้ฐานเสียงของเขาชื่นชมว่า ผู้นำทั้ง 10 ประเทศไม่กลัวติดเชื้อระบาดโควิดที่สหรัฐฯ เพราะสหรัฐฯ ปราบได้สำเร็จแล้ว ตามคำประกาศอย่างยิ่งใหญ่ของทรัมป์ เพื่อทรัมป์จะได้สมใจกับการกลับคืนสู่ความคึกคักทางเศรษฐกิจ และนำเขากลับมาเป็นปธน.รอบสองให้ได้

การสนทนาทางโทรศัพท์กับผู้นำอีก 6 คนใน G7 ถูกตอกกลับมาว่า อาจไม่มาร่วมด้วยตัวเป็นๆ แต่พร้อมมาทางออนไลน์

นายกฯ เยอรมนีได้ตอบว่า คงไม่มาตัวเป็นๆ เนื่องจากมีกฎห้ามเดินทางไปต่างประเทศ และถ้าไปร่วมถึงแคมป์เดวิด เวลากลับมาเยอรมนีก็จะต้องกักตัวถึง 14 วัน เสียเวลาทำงานการ

ผู้นำฝรั่งเศสและแคนาดาก็ตอบเช่นเดียวกับแมร์เคิล

แต่ผู้นำญี่ปุ่นยังแบ่งรับแบ่งสู้ เพราะที่ปรึกษานายกฯ อาเบะ บอกว่า เป็นการฝืนคำสั่งห้ามไปต่างประเทศ และจะเกิดผลลบต่ออาเบะที่ออกคำสั่งเอง (ยังไม่เปิดน่านฟ้า หรือยังไม่ได้ประกาศว่า ถ้าเปิดน่านฟ้าแล้วจะเปิดกับประเทศไหนบ้าง?) และยังต้องกลับมาถูกกักตัวอีก 14 วัน จะกระทบการทำงาน

ผู้นำอังกฤษบอกว่า รับไม่ได้ซึ่งจะให้รัสเซียกลับเข้ากลุ่ม เพราะอังกฤษประกาศว่ารัสเซียพยายามสืบราชการลับและถึงขนาดเอาสารกัมมันตรังสีมาฆ่าอดีตสายลับรัสเซีย 2 หน้า (ที่ได้หันมาอยู่ข้างอังกฤษ) ตายไปแล้วหลายคน

และก็เรื่องกักตัวหลังการเดินทางไปอเมริกาด้วย

จริงๆ การอิดออดของเหล่าผู้นำ 6 ประเทศใน G7 อาจเป็นเพราะไม่ต้องการมาซ่องสุมตั้งค่ายต่อต้านจีนอย่างออกหน้าออกตา ซึ่งจะกลายเป็นเบี้ยให้กับทรัมป์ สำหรับให้ทรัมป์ใช้เหตุการณ์ G11 นี้ช่วยหาเสียงสำหรับการเลือกตั้ง 3 พฤศจิกายนนั่นเอง

ขนาดทรัมป์ขอเลื่อนไปประชุมปลายมิถุนายน ก็ยังถูกปฏิเสธจากผู้นำอีก 10 ประเทศจนต้องขอเลื่อนเป็นเดือนกันยายน (ซึ่งใกล้เลือกตั้ง 3 พฤศจิกายนมากๆ)

และยังไม่แน่ว่า จะมีผู้นำมาประชุมด้วยตัวเป็นๆ สักกี่คน

วิถีใหม่ G11 จะมาแทน G7 แค่เป็นเรื่องที่เบนความสนใจจากการบริหารการชุมนุมทั่วประเทศที่ทรัมป์กำลังถูกโจมตีหนักขณะนี้ ที่สั่งให้ทหารออกมาปราบปรามประชาชนที่ชุมนุมอย่างสงบ

อังเกลา แมร์เคิล นายกรัฐมนตรีเยอรมนี ?ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน แห่งรัสเซีย


กำลังโหลดความคิดเห็น...