xs
xsm
sm
md
lg

ไฟป่าลามเป็นไฟการเมือง

เผยแพร่:   โดย: อ.สุดาทิพย์ จารุจินดา อินทร



มี 2 ประเทศใน OECD (ประเทศที่มั่งคั่ง) ที่ตั้งอยู่ในซีกโลกภาคใต้ กำลังเผชิญกับวิกฤตไฟป่าโหมไหม้บ้านเรือน และคร่าชีวิตผู้คนและสัตว์เลี้ยง/สัตว์ป่าอย่างไม่เคยพบเห็นมาก่อน

ขณะที่ประเทศต่างๆ ในซีกโลกที่ตั้งอยู่เหนือเส้นศูนย์สูตร กำลังเผชิญกับความหนาวเย็นของฤดูหนาว และกำลังเฉลิมฉลองเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่อย่างครึกครื้น และอบอุ่นท่ามกลางครอบครัวและมิตรสหาย แทบจะไม่เป็นอันทำงานทำการ หรือถือโอกาสหยุดยาวปลายปีกันทีเดียว

แต่ที่ออสเตรเลีย ดินแดนที่ได้มีอีกชื่อหนึ่งที่เรียกขานคือ Down Under (ใต้สุดของโลก, ก้นกระทะ) ไฟป่าโหมหนักมาก จากการที่ฝนยังไม่ตกเสียที มีการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศที่ฝนมาช้ากว่ากำหนดชนิดสัตว์ป่าเริ่มอดน้ำอดอาหาร และนอนตายเกลื่อนบริเวณกึ่งทะเลทราย

ไฟป่าครั้งนี้รุนแรงที่สุดที่เคยพบและเกิดในหลายเมืองใหญ่ พร้อมๆ กับความร้อนอบอ้าวที่ทำลายสถิติตลอดกาล คือ ขึ้นไปถึง 42 องศา (ในเมือง) และถ้าเป็นบริเวณกึ่งทะเลทรายนั้นทะลุ 50 องศาไปเรียบร้อยแล้ว

พร้อมๆ กับฝุ่นพิษชนิด PM2.5 ก็มีในเขตเมือง ที่พบเห็นได้ในเมืองใหญ่หลายเมือง จนการเฉลิมฉลองขึ้นปีใหม่ที่ Victoria Harbor น่าจะไม่สดใสเช่นปีก่อนๆ เพราะมีหมอกควันเต็มไปหมด นักท่องเที่ยวก็ไม่แฮปปี้ที่จะมาดูการจุดพลุแบบในอดีต

ไฟป่าที่รุนแรงครั้งนี้ กำลังยกระดับกลายเป็นไฟการเมืองด้วย เนื่องจากนายกฯ Scott Morrison กลับถูกสื่อและประชาชนประกาศตามหาตัวกลายเป็น “คนหาย” ที่ไม่อยู่ร่วมทุกข์กับชาวออสเตรเลีย เพราะได้บินหนีความร้อน (จัด) ที่บ้าน ไปอยู่ไกลถึงฮาวายเพลิดเพลินกับครอบครัว

ไม่ใช่ว่ารัฐบาลของเขาจะจัดการกับไฟป่าไม่ได้ ถ้าขาดนายกฯ เพราะมีหน่วยงานต่างๆ ระดมสรรพกำลังและงบฉุกเฉิน รวมทั้งประกาศภาวะภัยพิบัติในหลายจังหวัด เพื่อนำกองทัพและหน่วยงานรักษาดินแดนมาช่วยดับไฟ หรือพาประชาชนอพยพไปอยู่ที่ปลอดภัย (หลังต้องเสียบ้านไหม้เป็นหลายร้อยหลังทีเดียว)

แต่ผู้นำก็ควรอยู่ร่วมทุกข์กับประชาชน หรือคอยให้กำลังใจแก่เจ้าหน้าที่ที่กำลังเหน็ดเหนื่อยชนิดไม่ได้พักติดต่อกันหลายวันในการช่วยกันดับเพลิง และอพยพผู้คนและสัตว์เลี้ยง (รวมทั้งสัตว์ป่าจำนวนมากที่วิ่งหนีไฟออกมาหาน้ำดื่มอย่างทุรนทุราย)

พอมีเสียงดังกระหึ่มตามหา “คนหาย” ท่านนายกฯ มอร์ริสัน เลยต้องหยุดการพักร้อนกลางคัน เพื่อกลับมาช่วยบัญชาการดับไฟและร่วมทุกข์กับประชาชน

แต่มันอาจจะเป็น “Too Little Too Late” หรือไม่ คงต้องวัดกันกับการเลือกตั้ง ทั้งในระดับท้องถิ่น และการเลือกตั้งทั่วไปที่กำลังจะมีขึ้นในครั้งหน้า

แต่ภาพลักษณ์ของท่านเสียไปอย่างไม่น่าจะกู้กลับได้ คล้ายๆ กับการที่กษัตริย์ Juan Carlos แห่งสเปนที่เสด็จไปเพลิดเพลินซาฟารีในแอฟริกากับอดีตเจ้าหญิงเยอรมัน (และทิ้งสมเด็จพระราชินีโซเฟียเอาไว้ที่สเปน) เมื่อสเปนเจอวิกฤตเศรษฐกิจอย่างหนักหน่วง (เมื่อ 4 ปีที่แล้ว) ถึงขั้นต้องไปพึ่งไอเอ็มเอฟ

และประชาชนตกงานยากจนสาหัสจนมีการเดินขบวนกดดันรัฐบาลทุกหัวระแหง และมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์กษัตริย์ของเขาว่า ไม่ร่วมทุกข์กับประชาชน และยังไปใช้จ่ายฟุ่มเฟือยสนุกสนานกับไปล่าสัตว์ ในขณะที่ประชาชนกำลังทุกข์ยากอย่างหนัก...ผลคือ เมื่อเสด็จกลับมาที่สเปน ก็ได้ทรงสละราชสมบัติเพื่อคลี่คลายเหตุการณ์ และสถาปนาพระราชโอรสขึ้นเสวยราชย์แทน

สื่อได้ที ก็ถามนายกฯ มอริสันถึงความเกี่ยวโยงของไฟป่าร้ายแรงที่สุดครั้งนี้ กับนโยบายโลกร้อน ซึ่งรัฐบาลของนายกฯ มอร์ริสันมีนโยบายคล้ายๆ ของทรัมป์และประธานาธิบดีบราซิล (คนปัจจุบัน) คือ มองว่าปัญหาโลกร้อนยังไม่รุนแรง ยังควบคุมได้ ยัง “เอาอยู่” และสำหรับทรัมป์ถึงกับปฏิเสธภาวะฉุกเฉินเรื่องโลกร้อนเอาทีเดียว

สื่อออสเตรเลียถามนายกฯ มอร์ริสัน ว่า รัฐบาลขวากลางของเขาจะต้องปรับนโยบายสู้โลกร้อนให้เข้มข้นขึ้นหรือไม่ (เช่น มาตรฐานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของเหมืองต่างๆ-โดยเฉพาะเหมืองถ่านหิน-ที่ออสเตรเลียเป็นผู้ส่งออกหลักของโลก-และที่บางบริษัทของไทยก็ไปลงทุนในเหมืองถ่านหินที่นั่นด้วย)

นายกฯ มอร์ริสันตอบอย่างเสียงดังฟังชัดว่า “ไม่เปลี่ยนเด็ดขาด” ทุกอย่างยังเดินหน้าตามปกติ ทั้งๆ ที่หลายคนระดับโลก (ทั้งสหภาพยุโรปและสหประชาชาติ โดยเลขาธิการคนปัจจุบัน) เริ่มมองออสเตรเลียอย่างน่าเป็นห่วง ที่ว่าจะสามารถลดระดับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ลดลง 25-28% จากฐานเมื่อปี 2005 ที่ออสเตรเลียน่าจะทำไม่ได้ภายใน 30 ปีนี้

เพราะรัฐบาลขวากลางของเขา ได้รับเงินช่วยเหลือหาเสียงก้อนโตจากเหล่าเจ้าของเหมืองถ่านหินและเหมืองแร่ต่างๆ (ต่างกับพรรคแรงงานที่พยายามออกกฎหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก-แต่ต้องแพ้เลือกตั้งเพราะสู้พลังอำนาจเงินของเจ้าของเหมืองไม่ไหว)

นายกฯ มอร์ริสันเอาจำนวนคนงานเหมืองเกือบ 4 หมื่นคนเป็นเกราะโล่มนุษย์มาอ้างว่า ถ้าเปลี่ยนนโยบายจะทำให้คนตกงาน เป็นข้ออ้างเดียวกับที่ทรัมป์ได้เสียงจากเหล่าชาวเหมืองในสหรัฐฯ เช่นกัน

ที่ชิลีก็กำลังเผชิญไฟป่าสาหัสขณะนี้พร้อมๆ กับไฟการเมือง ที่ประชาชนโหมไหม้รัฐบาลขวากลางของชิลีที่ส่งออกแร่ธาตุจากเหมืองต่างๆ และประธานาธิบดีก็เป็นหุ้นส่วนใหญ่ของเหมืองใหญ่ๆ ของชิลีด้วย


กำลังโหลดความคิดเห็น...