xs
xsm
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

“อนาคตใหม่”เพาะเชื้อ “ทิ้งทวน”ก่อนเปลี่ยนบทเล่น “นอกสภา”

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


ผู้จัดการสุดสัปดาห์ -ตามคิวที่ 70 เสียง จากพรรคอนาคตใหม่ ลงมติ “ไม่เห็นชอบ”พ.ร.ก.โอนอัตรากำลังพลและงบประมาณบางส่วนของกองทัพบก กองทัพไทย กระทรวงกลาโหม ไปเป็นของหน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ ซึ่งเป็นส่วนราชการในพระองค์ พ.ศ.2562

ในขณะที่ 7 พรรคร่วมฝ่ายค้านอื่นๆไม่ว่าจะเป็นพี่ใหญ่สุดอย่างพรรคเพื่อไทย พรรคเสรีรวมไทย พรรคประชาชาติ พรรคเศรษฐกิจใหม่ พรรคเพื่อชาติ พรรคพลังปวงชนไทย รวมถึง ส.ส.พรรคอนาคตใหม่บางคน “ไหลตามน้ำ”ลงมติไปในทิศทางเดียวกับรัฐบาลคือ “เห็นชอบ”

แม้ “เนติบริกร”วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี จะชี้แจงปรากฏการณ์ดังกล่าวว่า เป็นเรื่องปกติ เพราะกฎหมายฉบับนี้เป็นของรัฐบาล

แต่ในทางการเมืองรับรู้กันว่า“เรื่องใหญ่”ไม่เคยปรากฏมาก่อน

“อนาคตใหม่”เองก็รู้ว่า การทำแบบนี้ไม่ส่งผลดีต่อตัวเอง แต่ยังเลือกจะทำ ดังนั้นมันไม่ใช่แค่เรื่องของ “คนรุ่นใหม่”ที่ไม่ประสาทางการเมืองเชื่อมั่นตัวเองมากเกินไป จึงมีมติออกมาแบบนั้น แต่เพราะมันเป็นแผนการที่ไตร่ตรองกันมาดีแล้วต่างหาก

มีการเช็กกระแสในโซเชียลมีเดียกันมาสักระยะว่า หากตัดสินใจทำแบบนี้ พวกเขาจะได้เสียงเชียร์มากกว่าโดนด่าจากแฟนคลับ มั่นใจว่ามีแนวร่วมเห็นด้วยกับสิ่งที่ทำและมันก็เป็นอะไรที่ไม่เหนือความคาดหมาย เมื่อสาวกพรรคส้มหวานปรบมือให้กับความกล้าหาญ ในขณะที่พรรคร่วมฝ่ายค้านโดยเฉพาะพรรคเพื่อไทย ถูกก่นด่าทั่วบ้านทั่วเมือง

“อนาคตใหม่”ตัดสินใจแบบนี้ ไม่ได้เพราะอ่อนพรรษาทางการเมือง แต่ประเมินแล้วว่าจะเป็นบวกต่อตัวเองในวันข้างหน้า

บรรดาสมาชิกพรรคอนาคตใหม่ตอนนี้เริ่มทำใจแล้วว่า ถึงอย่างไรเสียพวกเขาก็ถูก“หมายหัว”เอาไว้อยู่แล้ว ไม่สามารถสลัดคราบและภาพลักษณ์เรื่องความเป็น “หัวก้าวหน้า”ได้อยู่ดี

ที่สำคัญ ทุกคนเชื่อว่าอย่างไรเสียพรรคอนาคตใหม่ก็ต้องถูก“ยุบพรรค”ในวันใดวันหนึ่ง จากสารพัดคดีที่ถาโถมเข้ามา ไม่ว่าจะเป็นตัวหัวหน้าพรรค หรือแกนนำพรรคคนอื่นๆ

พรรคอนาคตใหม่เริ่มนับถอยหลังตัวเอง โดยเฉพาะไทม์ไลน์เรื่องคดีสำคัญๆ ที่ตัวเองตกเป็นฝ่ายถูกกล่าวหา เริ่มตั้งแต่กรณีถือครองหุ้นสื่อบริษัท วีลัค มีเดีย จำกัด ของ “เสี่ยเอก”ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ที่เพิ่งทำการไต่สวนไปเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม ที่ผ่านมา

ท่าทีของ“ธนาธร”นั้นชัดว่า รู้ตัวว่าตัวเองไม่มีทางชนะในชั้นศาลรัฐธรรมนูญ จึงได้เห็นคำตอบที่ซ้ำไปซ้ำมา ระหว่าง“ไม่ทราบ”กับ “จำไม่ได้”ซึ่งคนที่รักตัวกลัวตาย จะไม่ตอบแบบนี้ เพราะมันไม่มีโอกาสชนะคดีได้เลย

กลับกัน“ธนาธร”กลับเลือกที่จะใช้สปีชที่เน้นผลจิตวิทยาทางการเมือง มากกว่าเป็นประโยชน์ต่อรูปคดีกับศาลรัฐธรรมนูญ โดยการพูดพาดพิงไปถึง“ทักษิณ ชินวัตร”อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นนายใหญ่ของพรรคเพื่อไทย

"ผมตั้งใจอย่างจริงจังที่จะทำงานการเมืองโดยไม่อยากให้มีเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนอย่างที่นายทักษิณ ชินวัตร โดนมาก่อน ต้องการให้บ้านเป็นประชาธิปไตย หากศาลตัดสินเป็นคุณกับผม ผมจะออกไปทำเรื่องบลายด์ทรัสต์ทันที เพราะต้องการใช้มาตรฐานนักการเมืองตะวันตกในการจัดการผลประโยชน์ทับซ้อน

ผมไม่ต้องเข้ามาเพื่อมีผลประโยชน์หรือบริวารห้อมล้อมเหมือนนายทักษิณ เพราะผมอยากจะเปลี่ยนแปลงสังคมนี้ ซึ่งถ้ายังอยู่แบบนี้ ก็จะเดินต่อไปไม่ได้"

ประโยคนี้ แม้จะคล้ายกับเป็นการ“ต่อรอง” แต่เจตนาของ“ธนาธร”ที่อยู่ๆ หยิบเอา“ทักษิณ”ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับรูปคดีมาพูดนั้น มีนัยสำคัญ

เจตนาต้องการจะสื่อว่า วันนี้ตัวเองกำลังตกอยู่ในชะตากรรมเดียวกับ “ทักษิณ”ที่เป็นนักธุรกิจมาก่อน และมาทำการเมือง แต่สุดท้ายถูกไล่ล่า และกลั่นแกล้งจนอยู่ในประเทศไม่ได้

“ธนาธร”กำลังจะบอกว่า ตัวเองเป็นอีกคนที่กำลังจะถูกกระบวนการยุติธรรมเล่นงาน เพียงเพราะเป็นนักธุรกิจ ซึ่งในความจริงแล้วไม่เกี่ยวกัน

แต่ก็พลาดตรงที่“ยกตนข่มท่าน”ว่าตัวเองไม่ได้จะเข้ามาแสวงผลประโยชน์เหมือนกับนายใหญ่ของพรรคเพื่อไทย

แฟนคลับอนาคตใหม่รู้สึกเห็นคล้อย แต่แฟนคลับพรรคเพื่อไทยรู้สึกว่า นี่เป็นการเอาตัวรอดโดยเหยียบพวกเดียวกัน มันจึงเกิดการขบเหลี่ยมกันระหว่างแกนนำพรรคฝ่ายค้าน

อย่างไรก็ดี“ธนาธร”สำเร็จสิ่งที่ตัวเองปรารถนา นั่นคือ มอมเมาสาวกส้มหวานว่า กำลังถูกกลั่นแกล้ง แม้ใครจะมองว่าคำให้การของตัวเองในชั้นศาลรัฐธรรมนูญ “อ่อนหัด”

นาทีนี้ “อนาคตใหม่”ต้องการปลุกระดมแนวร่วมให้เชื่อที่สิ่งที่พวกเขาสื่อสาร และรักษาอุณหภูมิความคับแค้นนี้ไว้ แม้วันหนึ่งจะไม่เหลือพรรคนี้แล้วในทางการเมือง

กล่าวคือ “อนาคตใหม่”จบ แต่ “ลัทธิ”นี้จะยังคงอยู่ และการต่อสู้จะยังดำเนินต่อไปในรูปแบบต่างๆ โดยเฉพาะการสู้ทั้งในเวทีรัฐสภา และนอกรัฐสภา นั่นเพราะพวกเขาทิ้ง “เชื้อ”และ“สุมไฟ”เอาไว้แล้ว

การต่อสู้เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์จะยังดำเนินไป และก่อนจะลาโรง ม้วนสื่อออกจากรัฐสภา “อนาคตใหม่”จะต้องทำสิ่งเหล่านี้ไว้ให้ได้มากที่สุด

การลงมติ “ไม่เห็นชอบ”พ.ร.ก.โอนอัตรากำลังพลและงบประมาณบางส่วนของกองทัพบก กองทัพไทย กระทรวงกลาโหม ไปเป็นของหน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ ซึ่งเป็นส่วนราชการในพระองค์ พ.ศ.2562 คือ 1 ในสิ่งที่เริ่มต้นทำ

จากนี้จะได้เห็น “อนาคตใหม่”กระทำการในสิ่งที่เป็นเป้าหมายของตัวเองเพื่อทิ้งทวนอีกหลายๆ อย่าง โดยไม่กลัวผลกระทบ ในเมื่อพวกเขารู้ตัวเองว่าอย่างไรก็ถูกยุบอยู่ดี ไม่มีอะไรเสียหายไปกว่านี้อีกแล้ว

เพียงแต่จะมีเวลาให้ทำทิ้งทวนยาวไหนแค่ไหนเท่านั้น อย่างเร็วที่สุดคือ วันที่ 20 พฤศจิกายน 2562 ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญนัดอ่านคำวินิจฉัยกรณีถือหุ้นสื่อของ“ธนาธร”

ผลเป็นลบแน่นอน เพียงแต่ว่าจะรุนแรงขนาดไหน ระหว่าง“ตายเดี่ยว”หรือ “ตายหมู่”ไปเลยในวันเดียวกัน หาก “ธนาธร”โดนคนเดียว พรรคอนาคตใหม่ที่เหลืออยู่ในสภา ยังมีเวลาท้าทาย และแสดงความเป็นตัวตนเพื่อสร้างกระแสในสังคมต่อไปอีก

แต่สุดท้ายแล้วก็ต้องไปอยู่ดี เพราะคดี “ธนาธร”ปล่อยกู้ให้พรรคอนาคตใหม่ 191 ล้านบาท เป็นคดีที่ชัดแจ้งในทางกฎหมาย โอกาสรอดมีน้อย และมันหนักถึงขั้น “ยุบพรรค”

พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2561 ระบุเรื่องรายได้ของพรรคการเมืองว่า มาจากไหนได้บ้าง ในเมื่อ “อนาคตใหม่”ทำนอกเหนือในสิ่งที่กฎหมายกำหนด มันจึงยากจะเฉไฉ

เพียงแต่พวกเขาจะเหลือเวลาเพาะเชื้อ ปลุกระดม จากอำนาจที่ยังมีอยู่ในฐานะส.ส. ก่อนจะเปลี่ยนรูปแบบไปสู่การต่อสู้“นอกสภา”




กำลังโหลดความคิดเห็น...