xs
xsm
sm
md
lg

เรื่องจริงที่ธนาธรพูดในศาล

เผยแพร่:   โดย: สุรวิชช์ วีรวรรณ





ประเด็นของธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เรื่องโอนหุ้นสื่อวี-ลัคที่เป็นบริษัททำสื่อจริงที่ถือหุ้นร่วมกับภรรยานั้น ไม่มีเหตุผลอะไรที่ต้องเสี่ยงตายบึ่งรถมาโอนหุ้นในวันที่ 8 มกราคม เลยครับ เพราะอย่างที่ธนาธรพูดเองในศาลว่าพระราชกฤษฎีกาประกาศเลือกตั้งยังไม่ออก มันมีเวลาอีกหลายวันที่จะต้องโอนหุ้นก่อนสมัครรับเลือกตั้ง จึงไม่มีเหตุต้องร้อนรนทำให้ได้ในวันนั้นเลย

แล้วพระราชกฤษฎีกามาออกในวันที่ 23 มกราคมรับสมัครเลือกตั้ง 4 กุมภาพันธ์จะเห็นได้ว่ายังมีเวลาอีกหลายวันที่จะโอนกันได้เรื่องนี้จึงเป็นพิรุธ

แล้วถ้ามีการกำหนดนัดหมายกับแม่ล่วงหน้าจริงในวันที่ 8 มกราคม การวางโปรแกรมไม่จำเป็นต้องทำให้เกิดความฉุกละหุกขนาดนี้เลย

ถ้าย้อนไปดูจากการลำดับเหตุการณ์ต่างๆ นี้เอง ทำให้การอ้างวันที่ 8 มกราคมเป็นวันโอนนั้นกลายเป็นเรื่องดราม่า เพราะมีคนทักว่าวันนั้นหาเสียงอยู่บุรีรัมย์จึงต้องอ้างเรื่องบึ่งรถมาให้ทันเวลาโดยอ้างใบสั่งจับความเร็ว ทั้งที่นัดที่บ้านตัวเองและคนนัดเป็นแม่ตัวเองที่มารับโอนทำกันในครอบครัว มันเลื่อนนัดได้อยู่แล้วเพราะยังมีเวลามาก

ธนาธรอ้างอีซี่พาสและใบสั่งของตำรวจว่าเวลาสัมพันธ์กัน ทั้งที่ไม่มีใครพิสูจน์ได้ว่าธนาธรนั่งมาในรถด้วยหรือไม่ โดยธนาธรให้ข้ออ้างเพื่อหลีกการตั้งคำถามในเรื่องระหว่างเดินทางว่าตัวเองขึ้นรถก็หลับมาตลอด

ข้อพิรุธมากมายที่สื่อหลายฉบับตั้งคำถามหรือแม้แต่นายวิญญัติ ชาติมนตรีทนายของฝั่งเสื้อแดงก็ชี้ว่ามีพิรุธเพราะการอ้างวันที่ 8 มกราคม และเหตุการณ์ที่ไม่ค่อยสัมพันธ์กันนั่นแหละ แต่เพราะยกวันที่ 8 มกราคมขึ้นมาอ้างไปแล้วเพื่อจะให้เห็นว่าโอนกันก่อนที่จะเลยเส้นตายของกฎหมายจริง จึงต้องพยายามเชื่อมโยงเหตุการณ์ให้ได้

ก่อนหน้านั้นไม่มีใครรู้มาก่อนว่าธนาธรโอนหุ้นวี-ลัคที่ทำธุรกิจสื่อเมื่อไหร่ แต่เรื่องมาแดงเมื่อสำนักข่าวอิศราไปพบว่ามีการแจ้งนายทะเบียนวันที่ 21 มีนาคม หลังการรับสมัครเลือกตั้งไปแล้ว ซึ่งอาจทำให้ขัดต่อคุณสมบัติในการรับสมัครเลือกตั้งของธนาธร ธนาธรจึงยกตัวเลขวันที่ 8 มกราคมขึ้นมาเป็นข้ออ้าง

แล้วการอ้างว่าบริษัทจะปิดงดออกหนังสือที่เคยทำไปแล้วทั้งสามหัว ก็ไม่สามารถอ้างได้ว่าไม่ทำสื่อแล้วเพราะบริษัทยังไม่ปิดจริง ในทางนิตินัยแถมหลังจากอ้างว่าโอนกันแล้วแม่ก็ยังโอนต่อให้หลานที่อ้างว่าจบนิเทศความคิดทำสื่อจึงยังอยู่ แม้หลังจากที่ธนาธรอ้างว่าโอนหุ้นไปแล้วไม่ได้คิดจะปิดบริษัทจริงๆ

แล้วมันแปลกนะครับ แม้จะรับเช็คการโอนหุ้นมา 6 ล้านกว่าจากแม่ที่อ้างว่าโอนซื้อขายหุ้นกันตั้งแต่มกราคม แต่ภรรยาเพิ่งเอาไปขึ้นเดือนพฤษภาคมห่างกันเกือบ 5 เดือนโดยอ้างว่าเป็นเรื่องปกติเพราะที่ผ่านมา จะรวบรวมเช็คหลายฉบับแล้วไปขึ้นทีเดียว โดยการขึ้นเช็คจะไม่มีการมอบให้ใครดำเนินการแทน

ถ้าฟังว่าเขารวยไม่เดือดร้อนเรื่องเงินอย่างที่ธนาธรอ้างก็ดูน่าเชื่อถือนะ เงิน 6 ล้านจิ๊บจ๊อยมาก แต่ถามว่าวิสัยของคนทำธุรกิจเขาจะถือเช็คไว้นานขนาดนั้นจริงหรือ เพราะเมื่อเอาไปขึ้นเข้าบัญชีไว้ได้กินดอกเบี้ยสบายๆ อาจจะไม่มากสำหรับคนรวย แต่กับเหตุผลที่เก็บเช็ค 6 ล้านไว้ 5 เดือนนั้น ฟังยังไงก็แปลกนะ เพราะคนทำธุรกิจเขาน่าจะมีธุรกรรมที่ต้องทำกับธนาคารบ่อยๆ

ดังนั้นถ้าฟังคำให้การต่อศาลของธนาธรแล้วมีแต่บอกว่าไม่รู้จำไม่ได้ ผมไม่เดือดร้อนเรื่องเงินเพราะรวยมันหักล้างอะไรไม่ได้เลยว่า ทำไมต้องทำกันให้ได้ในวันที่ 8 มกราคมเพื่อพิสูจน์ว่าโอนกันวันนั้นจริง

สุดท้ายแล้วแม้จะทำให้เชื่อว่าโอนกันวันที่ 8 มกราคมจริง ก็ยังต้องดูว่าศาลจะยึดต่อวันแจ้งนายทะเบียนหรือวันโอนกันเองแน่ เพราะในทางราชการกับยื่นหลักฐานสมัครต่อ กกต.เรื่องคุณสมบัติเขาต้องยึดเอกสารราชการหรือเปล่า

ที่สำคัญตอนที่ธนาธรจะแถลงตั้งพรรค ธนาธรก็รู้อยู่ว่าไม่สามารถถือหุ้นสื่อได้จึงรีบโอนหุ้นมติชนให้แม่ก่อนประกาศตั้งพรรคในเดือนมีนาคม 2561 แล้วทำไมไม่โอนหุ้นวี-ลัคด้วยคำถามว่า เพราะลืมใช่ไหม

ถ้าเราไปอ่านเอกสารที่ศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้อง และสั่งให้ธนาธรหยุดปฏิบัติหน้าที่นั้น จะเห็นว่านัยสำคัญอยู่ที่เชื่อได้หรือไม่ว่ามีการโอนหุ้นกันในวันที่ 8 มกราคมจริง โดยในเอกสารแถลงข่าวระบุว่า ปรากฏข้อมูลจากเอกสารประกอบคำร้องว่าตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา การเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นทุกครั้งจะส่งสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นระบุวันประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นต้องมีหนังสือนำส่งนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานครในเวลาใกล้ชิดกัน ซึ่งต่างจากการเปลี่ยนแปลงของผู้ถือหุ้นในคดีนี้จึงปรากฏเหตุอันควรสงสัย

ซึ่งถ้าเกิดศาลไม่เชื่อว่ามีการโอนหุ้นกันก็กลายเป็นการทำเอกสารเท็จจะมีเรื่องยาวตามมา เพราะกระทำผิดอาญาทั้งครอบครัวเรื่องจะยาวใหญ่กว่าเดิม ไม่รู้เหมือนกันว่าทนายของธนาธรดูเหมือนจะไม่มั่นใจว่าประเด็นการโอนหุ้นกันวันที่ 8 มกราคมจะน่าเชื่อถือหรือไม่ แม้จะนำพยานมาสืบหลายปากเลยมุ่งไปประเด็นที่ กกต.ใช้อำนาจโดยไม่ชอบมากกว่า

แต่เรื่องที่ต้องชมว่าธนาธรพูดจริงๆ แน่ในศาลก็เรื่องทักษิณนั่นแหละ

ธนาธรบอกว่าผมตั้งใจอย่างจริงจังที่จะทำงานการเมือง โดยไม่อยากให้มีเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนอย่างที่นายทักษิณ ชินวัตร โดนมาก่อน ต้องการให้บ้านเป็นประชาธิปไตยหากศาลตัดสินเป็นคุณกับผม ผมจะออกไปทำเรื่องบลายด์ทรัสต์ทันทีเพราะต้องการใช้มาตรฐานนักการเมืองตะวันตกในการจัดการผลประโยชน์ทับซ้อน ผมไม่ต้องเข้ามาเพื่อมีผลประโยชน์หรือบริวารห้อมล้อมเหมือนนายทักษิณ เพราะผมอยากจะเปลี่ยนแปลงสังคมนี้ ซึ่งถ้ายังอยู่แบบนี้ก็จะเดินต่อไปไม่ได้

ฟังเหมือนการต่อรองกับศาลนะ ทั้งที่ก่อนนี้ธนาธรพูดมาตลอดว่าทักษิณไม่ได้รับความเป็นธรรมแล้ว ถ้าเขามีอำนาจจะนำทักษิณกลับมา เพื่อพิจารณาคดีใหม่

แต่ต้องยอมรับว่าธนาธรนั้นแตกต่างกับทักษิณอย่างที่เขาว่านั่นแหละ เพราะพรรคของธนาธรดูจะต้องการโค่นล้มทำลายค่านิยมเก่าของสังคมไปเสียทุกอย่าง ธนาธรมีแนวร่วมนอกจากคนที่เคยเชียร์ทักษิณแล้ว ยังมีแนวร่วมเป็นคนรุ่นใหม่คนวัยทำงาน คนที่มีโอกาสเลือกตั้งครั้งแรก

และคนต้องยอมรับว่าวันนี้พรรคของธนาธรถ้ายังยืนหยัดอยู่จนถึงการเลือกตั้งสมัยหน้าได้ เขาคือคู่แข่งสำคัญของพรรคเพื่อไทย ถ้าเราจำได้ในอดีตพรรคเพื่อไทยเคยมีคะแนน 14 ล้านเสียงครั้งนี้เหลือเพียง 8 ล้านเสียง ส่วนพรรคอนาคตใหม่ได้ไป 6 ล้านเสียงก็คือคะแนนที่แบ่งมาจากเพื่อไทยนั่นเอง

ดังนั้น วันนี้พรรคเพื่อไทยน่าจะตระหนักได้แล้วว่านอกจากธนาธรจะมองเห็นความชั่วร้ายของทักษิณที่เขาพูดในศาลแล้ว พรรคของธนาธรนี่แหละคือคู่แข่งสำคัญของพรรคเพื่อไทย

ติดตามผู้เขียนได้ที่ https://www.facebook.com/surawich.verawan
กำลังโหลดความคิดเห็น...