xs
xsm
sm
md
lg

อำนาจนิยมกับฮ่องเต้ซินโดรม สงครามต่างวัยที่รอวันแตกหัก

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


“หนึ่งความคิด”
“สุรวิชช์ วีรวรรณ”

การออกมาแสดงความเห็นต่อสาธารณะของ พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบกนั้ น ก่อให้เกิดแรงกระเพื่อมต่อสังคม

“ระบบคอมมิวนิสต์สอนให้คนเป็นพวกหัวเดิมๆ กลับออกมาเป็นนักการเมืองเป็นนักวิชาการแล้วก็ยังฝังชิพในหัวในเรื่องการเป็นคอมมิวนิสต์อยู่ถึงแม้ว่ายุคคอมมิวนิสต์จะสิ้นสุดไปเมื่อปี 2531 และยอมวางอาวุธแต่อย่าลืมนะครับว่ายังไม่หมดยังฝังในหัวอยู่ของใครบางคน”

“นักวิชาการ-อาจารย์บางคนที่คบคิดกับพวกคอมมิวนิสต์เดิมทำตัวเป็นคลังสมองร่วมกับ “นักเรียนนอกซ้ายจัดดัดจริต” ที่จบการศึกษาจากประเทศที่เคยล่าอาณานิคมอบรมสั่งสอนแบบไร้จรรยาบรรณชอบอ้างเลข 2475 เป็นตัวชี้นำและอ้างตนเป็นนักประชาธิปไตยแต่มีวาทกรรมจาบจ้วง”

คำกล่าวด้านบนของ พล.อ.อภิรัชต์ถูกกล่าวหาว่า ปลุกผีคอมมิวนิสต์ แต่สำหรับผมคิดว่าสิ่งนี้ยังดำรงอยู่จริงในสังคมไทย เพราะหลายคนออกมาจากป่านานแล้วยังไม่หายเมาลัทธิคอมฯ คือผีคอมมิวนิสต์ยังสิงอยู่ในร่าง ผมคิดว่า พล.อ.อภิรัชต์ต้องการสื่อสารให้เห็นว่า ในฐานะของฝ่ายความมั่นคงนั้นเขารู้ดีว่าสังคมไทยกำลังจะเป็นอย่างไร และมีสิ่งใดที่เกิดขึ้นมาบ้าง

แม้ว่า โดยส่วนตัวผมไม่เห็นด้วยกับการพยายามเข้ามาเล่นการเมืองของทหาร ไม่เห็นด้วยที่มีความพยายามสถาปนาระบอบอำนาจนิยมในทางการเมือง โดยสร้างรัฐบาลที่มีกองทัพหนุนหลัง ผมจึงไม่เห็นด้วยกับการเขียนรัฐธรรมนูญเพื่อให้มีการสืบทอดอำนาจ ตั้งผู้บัญชาการเหล่าทัพเข้าไปเป็น ส.ว.เพื่อคุมอำนาจในสภาล่าง

แต่ผมคิดว่า การพูดครั้งนี้มีทั้งประโยชน์และผลเสีย อยู่ที่ว่า การบอกว่ารู้เท่าทันสังคมของผู้บัญชาการทหารบกนั้น จะใช้ความรู้นี้เพื่อคลี่คลายปัญหาที่กำลังปะทะกันระหว่างเก่ากับใหม่และความแตกต่างของช่วงวัยอย่างไร

เพราะผมคิดว่าสังคมไทยกำลังช่วยกันดึงปลายเชือกคนละด้าน วันนี้คนรุ่นใหม่หันมาสมาทานกับระบอบทักษิณ เพราะเชื่อการชักนำของลูกคนรวยที่เหมือน “ฮ่องเต้ซินโดรม” เกิดมาคาบช้อนเงินช้อนทองที่พล.อ.อภิรัชต์นำมาเปรียบเทียบ คนพวกนี้มองว่าสังคมไทยไม่ดีไปเสียหมดต้องโค่นล้มค่านิยมสังคมแบบเก่าและจารีตแบบเก่าลงไปให้ได้ ไม่ต้องเชื่อในศาสนา ความคิดนี้ยังสอดรับกับพวกคอมมิวนิสต์ที่ออกจากป่ามานานแล้วยังฝันค้าง และพวกที่ยังเคียดแค้นชิงชังในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519

สำหรับผมนั้นเหตุการณ์ 6 ตุลานั้น แม้จะเป็นเรื่องน่าเศร้าเป็นโศกนาฏกรรมที่ไม่ควรเกิดขึ้น แต่วันนั้นถ้าอีกฝ่ายชนะคอมมิวนิสต์ที่เข้ามาแทรกซึมจัดตั้งในหมู่ขบวนการนักศึกษาและปัญญาชนกลุ่มหนึ่งก็เป็นฝ่ายชนะและสร้างระบอบปกครองใหม่ขึ้นมา แล้วเราจะเป็นโดมิโนตัวที่ล้มต่อจากเวียดนาม ลาว เขมร วันนี้สังคมไทยจะเป็นอย่างไร

ผมพยายามคิดว่า พล.อ.อภิรัชต์แสดงความเห็นนี้ในฐานะของประชาชนคนหนึ่งที่มีอำนาจดูแลความมั่นคงที่แบกไว้บนบ่า แล้วถามว่า สิ่งที่ พล.อ.อภิรัชต์พูดนั้นเป็นความจริงไหม คำตอบก็ต้องบอกว่าเป็นความจริง

แต่การรับมือกับคนรุ่นใหม่ที่หลงทิศทางไปกับพวก “ฮ่องเต้ซินโดรม” นั้น จะต้องใช้ความระมัดระวัง ในการเตือนสติเขา ดึงเขากลับมาด้วยข้อมูลข้อเท็จจริงที่เหนือกว่า หลายคนอย่าว่าแต่เกิดไม่ทันเหตุการณ์ 6 ตุลาเลย แม้แต่พฤษภาทมิฬพวกเขาก็เกิดไม่ทัน อาจจะไปอ่านประวัติศาสตร์แล้วสงสัยว่า ทำไมตอนนั้นคนชั้นกลางจึงออกมาตอนต้านทหารสืบทอดอำนาจ แต่ตอนนี้ทำไมคนชั้นกลางจึงสนับสนุนรัฐบาลทหารให้สืบทอดอำนาจ

บริบทของสังคมแต่ละช่วงตอนนั้น มันต้องรับรู้ไปถึงเบื้องลึกความละเอียดถี่ถ้วน ปัจจัยที่ซับซ้อนซ่อนเร้นของสังคมแต่ละช่วงเวลา ไม่ใช่การอ่านประวัติศาสตร์อย่างผิวเผิน และเอาอดีตมาทาบทับปัจจุบัน

แล้วอย่าว่าแต่พฤษภาทมิฬเลย แม้แต่การครองอำนาจของทักษิณ เมื่อปี 2544 หลายคนก็ยังเป็นเด็กน้อยกระจองอแงในอ้อมอกแม่ วันนี้เขาโตขึ้นมาก็สงสัยว่าทำไมคนชั้นกลางต้องออกมาไล่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ทำไมเอาดอกไม้ไปให้ทหารที่ออกมายึดอำนาจ ก็อาจารย์เขาสอนว่า ระบอบประชาธิปไตยเป็นระบอบที่ดีที่สุด และเผด็จการเป็นอำนาจที่ชั่วร้ายมาจากปลายกระบอกปืนกำจัดสิทธิเสรีภาพของประชาชน

จากความแตกแยกของบ้านเมืองผ่านมาสิบกว่าปีที่ทำให้ทหารต้องเข้ามาห้ามทัพก่อนจะเกิดสงครามประชาชนด้วยการยึดอำนาจถึง 2 ครั้งนั้น ทำให้ฝ่ายทหารรู้ว่าความแตกแยกในสังคมยังไม่หมดไป ซึ่งถ้าพูดกันตามความเป็นจริงแล้วก็มาจากความผิดพลาดของรัฐบาลทหารที่เข้ามาคั่นเวลาเองนั่นแหละ ที่ไม่ได้แก้ไขจุดเปราะบางที่ทำให้เกิดความแตกแยกในสังคมไม่ว่าจะเป็นความเหลื่อมล้ำและความเป็นธรรม

แต่กลับพยายามจะสร้างฐานอำนาจเพื่อรักษาอำนาจของตัวเองเอาไว้ โดยเอาประชาชนที่แตกแยกกันฝ่ายหนึ่งเป็นกองหนุน เหมือนกับพยายามดึงปลายเชือกอีกด้านในขณะที่อีกฝ่ายซึ่งเชื่อมั่นในระบอบทักษิณและกลายมาเป็นแนวร่วมของ “ฮ่องเต้ซินโดรม” ใช้ความจัดเจนในเครื่องมือสื่อสารยุคใหม่ปลุกปั่นให้คนรุ่นใหม่หลงทางไปกับเขา

แต่ถามว่า เรื่องที่เขาพูดนั้นมันผิดไหม ว่าไปก็ไม่ได้ผิดนะครับ เพราะเขาพูดถึง ประชาธิปไตย สิทธิเสรีภาพ ความเท่าเทียม เขาชักนำคงรุ่นใหม่ให้เดินไปทางนั้น แต่ไม่พูดถึงรากเหง้าประวัติศาสตร์บริบทและวิถีของสังคมไทย ถ้าใครฟัง ปิยบุตร แสงกนกกุล ที่ออกมาตอบโต้เขาพูดว่า ประเทศเป็นของประชาชน ไม่ใช่ของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง

“บุคคลใดบุคคลหนึ่ง” เราน่าจะเข้าใจนัยของสัญลักษณ์ที่เขาพูดถึงได้อย่างดี

ปิยบุตรกล่าวว่าการสร้างชาติต้องสร้างจิตสำนึกร่วมกันของคนไทยความเป็นชาติไทยเพิ่งถูกสถาปนาผ่านการเขียนประวัติศาสตร์ของนักประวัติศาสตร์ผ่านการต่อสู้เพื่อปกป้องชาติการสร้างชาติตนมองว่าต้องสร้างชาติในยุคปัจจุบันคือถอดองค์อำนาจออกจากตัวบุคคลมาให้กับประชาชน

“การสร้างชาติยุคปัจจุบันต้องอาศัยคุณค่าพื้นฐานคือศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์สิทธิเสรีภาพความเสมอภาคการอาศัยพึ่งพาเคารพความแตกต่างและหลากหลายของผู้อื่นผมขอชวนคนไทยฐานะประชาชนที่แม้ความเห็นแตกต่างหรือทะเลาะขัดแย้งหรือสนับสนุนฝ่ายการเมืองที่ต่างกันร่วมกันสร้างชาติและแผ่นดินของเราด้วยการเคารพความเป็นคนของผู้อื่นยึดมั่นสิทธิเสรีภาพเคารพความแตกต่างของบุคคลอื่นหากทำได้เชื่อว่าจะเกิดแผ่นดินของคนไทยและของเราทุกคนเพื่อให้เกิดความมั่นคงของประชาชนซึ่งเปรียบเหมือนเป็นความมั่นคงของรัฐ”ปิยบุตรกล่าว

ผมคิดว่าถ้ารัฐบาลและฝ่ายความมั่นคงหวาดกลัวการนำพาประเทศออกไปจากระบอบที่ดำรงอยู่จะต้องตอบโต้ด้วยข้อมูลที่เป็นรูปธรรมเครื่องไม้เครื่องมือสมัยใหม่ เพราะข้อเสียของฝ่ายพรรคคนรุ่นใหม่เอามาชักจูงคนรุ่นเดียวกันนั้นล้วนแล้วแต่เป็นวาทกรรมมากกว่ารูปธรรมที่ชัดแจ้งเคลิบเคลิ้มกับมายาคติของข่าวสารที่ท่วมโลกโซเชียลมีเดีย

แน่นอนว่าพวกคอมมิวนิสต์หลงยุคที่เข้าไปเกื้อหนุนผลัดดันอยู่เบื้องหลังนั้นมีความจัดเจนในการสร้างวาทกรรมการจัดตั้งมวลชนสงครามจิตวิทยาแต่เขาเคยพ่ายแพ้ในอดีตมาแล้วโลกปัจจุบันที่ข่าวสารทะลุทะลวงการให้ข้อมูลที่ถูกต้องแนวทางปฏิบัติที่ถูกต้องต่างหากจึงจะเอาชนะใจประชาชนได้

แต่รัฐบาลทหารกองทัพต้องถอยกลับมายังที่ตั้งไม่ใช่พยายามสร้างระบอบอำนาจนิยมสืบทอดอำนาจซึ่งมันสวนทางกับความต้องการของคนรุ่นใหม่ซึ่งเขาเป็นคนที่จะต้องดำรงอยู่ในสังคมต่อไปและเราควรจะให้เขากำหนดอนาคตของตัวเองเพียงแต่เราต้องให้ข้อมูลให้เขารู้เท่าทันความพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงประเทศไปสู่ระบอบอื่นที่เขาเชื่อมั่นซึ่งสะท้อนผ่านพฤติกรรมการแสดงออกและคำพูดของแกนนำพรรคของพวกเขาอย่างเป็นที่ประจักษ์อยู่แล้ว

ดังนั้น จะเห็นได้ว่าปลายเชือกที่รัฐบาลที่มีกองทัพหนุนหลังนั้นกำลังดึงปลายเชือกไปทางหนึ่งและคนรุ่นใหม่ที่เชื่อ “ฮ่องเต้ซินโดรม” ก็กำลังช่วยกันดึงปลายเชือกอีกด้านจนเหมือนกำลังชักกะเย่อกันแน่นอนว่าไม่ว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งล้มคะมำลงความสูญเสียก็จะต้องเกิดขึ้นในชาติของเราอย่างแน่นอน

ทางออกที่สำคัญก็คือรัฐบาลประยุทธ์จะต้องสะท้อนด้านบวกของการใช้อำนาจออกมาให้ได้มากที่สุดตราบที่รัฐธรรมนูญที่เขียนให้ตัวเองได้เปรียบยังดำรงอยู่ทำให้เห็นว่าการเข้ามาใช้อำนาจนั้นเพื่อประโยชน์ของบ้านเมืองมากกว่าการสถาปนาอำนาจนิยมของตัวเองและบริวารทำให้เห็นถึงความแตกต่างของนักการเมืองเข้ามาปกครองจนประชาชนเกิดความแตกแยกแบ่งเป็นฝักฝ่ายไม่ใช่ทำให้ความแตกแยกดำรงอยู่เพื่อให้ตัวเองง่ายต่อการปกครอง

ผมไม่เชื่อว่าการใช้อำนาจที่ขึงตึงโดยใช้กองทัพมาควบคุมกติกาของสังคมจะรักษาอำนาจให้ยั่งยืนได้ในโลกปัจจุบันเพราะนี่ไม่ใช่ยุคพ.ศ.2500แต่เป็นยุคที่สู้กันด้วยข้อมูลข่าวสารแม้จะเคลื่อนรถถังออกมาได้ก็ไม่ใช่ว่าจะเปลี่ยนแปลงสังคมให้เกิดความสามัคคีหรือแก้ปัญหาของบ้านเมืองได้ถ้าไม่ลงมือทำแก้ไขตรงปัญหารากเหง้าของความขัดแย้งในสังคมซึ่งพิสูจน์แล้วจากการรัฐประหารทั้งสองครั้ง

ผมพยายามมองว่าพล.อ.ประยุทธ์จันทร์โอชาอาจมีความมุ่งมั่นตั้งใจดีแต่ต้องดูว่าตัวเองนั้นมีศักยภาพเพียงพอหรือไม่ใน 5 ปีที่มีอำนาจพิเศษนั้นทำอะไรได้บ้างแล้วปัจจุบันที่อยู่ภายใต้อำนาจการต่อรองของนักการเมืองนั้นจะทำอะไรได้บ้าง

ถ้าไม่ทบทวนตัวเองเสียแต่วันนี้ว่าความพยายามสร้างระบอบอำนาจนิยมนั้นมันหลงยุคและไม่ใช่หนทางที่จะนำพาประเทศให้ยั่งยืน

สำหรับผมเชื่อว่าเวลาที่เหลือที่เหนือกว่าของคนรุ่นใหม่กับคนรุ่นเก่าที่เรารู้คำตอบอยู่แล้วว่าใครมีมากกว่านั่นแหละที่จะกำหนดว่าใครจะชนะถ้าฝ่ายอำนาจรัฐยังใช้วิธีแบบเก่า แล้วไม่รู้เหมือนกันว่าวันนั้นพวก “ฮ่องเต้ซินโดรม” จะพาเราไปทางไหน

ติดตามผู้เขียนได้ที่ https://www.facebook.com/surawich.verawan


กำลังโหลดความคิดเห็น...