xs
xsm
sm
md
lg

"ธีรยุทธ"ชี้สังคมไทยติดกับดัก แนะรัฐบาลแก้ปากท้อง-หยุดวาทกรรม

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

วานนี้ (15ต.ค.) ที่อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา สี่แยกคอกวัว ถนนราชดำเนิน วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม ม.รังสิต และ มูลนิธิ 14 ตุลา จัดกิจกรรมรำลึกครบ 46 ปีเหตุการณ์14 ตุลา 16 โดย ศ.ธีรยุทธ บุญมี ได้บรรยายพิเศษเรื่อง "ประชาชน พรรคการเมือง ทหารไทย ติดกับดัก ก่อวิกฤติใหม่ประเทศไทย" โดยมีเนื้อหาดังนี้
สังคมไทยไม่มีเป้าหมาย จนกลับมาติดกับดักตัวเอง นับจากปี 2500 กล่าวได้ว่า เมืองไทยมี 3 ยุคคือ
1. ยุคพัฒนา (2505-2535) สมัยจอมพลสฤษดิ์ ต่อ พล.อ.เปรม ประเทศไทยมีเป้าหมายคือ การพัฒนาให้ก้าวขึ้นมาเป็นอุตสาหกรรมแถวหน้าของภูมิภาค ซึ่งได้ผลน่าพอใจ พร้อมๆ กันไปคือ การพัฒนาประชาธิปไตย ซึ่งมีทั้งผลดี ผลเสีย สลับกันไป เพราะยังมีการคอร์รัปชันของนักการเมืองสูง จนมีการแทรกแซงโดยรัฐประหารหลายหน
2. ยุคปฏิรูป ช่วงปี 2535-2557 สังคมมองเห็นทางออกจากปัญหาคอร์รัปชัน และการใช้อำนาจอย่างไร้สำนึกของนักการเมือง จนเกิดเป็นเป้าหมายใหญ่ของประเทศร่วมกัน คือการปฏิรูปการเมือง แต่กลับล้มเหลว เพราะแม้จะเกิดการชุมนุมประท้วงใหญ่มากของพันธมิตรฯ และ กปปส. มีการรัฐประหาร 2 ครั้ง ก็สะท้อนว่า พลังอนุรักษ์ ระบบราชการ และกองทัพ ไม่พร้อมและไม่สามารถทำการปฏิรูปใดๆได้ เป้าหมายการปฏิรูป จึงฝ่อลงไปเรื่อยๆ
3. ยุคปัจจุบัน คือ (2557-2562) ยุคติดกับดัก เพระไม่สามารถพบเป้าหมายที่เป็นทางออกได้ อันที่จริงมีเป้าหมายหนึ่ง คือ"ประชาธิปไตยที่กินได้" หรือนโยบายประชานิยมที่จับใจชาวบ้าน จนกลายเป็นเสียงที่เหนียวแน่น ของพรรคไทยรักไทย แต่ประชานิยม ก็เป็นเพียงเครื่องมือของการเลือกตั้ง ไม่สามารถเป็นเป้าหมายที่ยั่งยืนของประเทศได้ ส่วนพรรคอนาคตใหม่ มีฐานเสียงเป็นชนชั้นกลาง และคนรุ่นใหม่ ที่ไม่พอใจระบบเก่า 2 พรรคนี้ ยังไม่มีการเสนอยุทธศาสตร์แผนงานหลักที่จะนำพาประเทศข้ามความขัดแย้งนี้ไปข้างหน้า เน้นการจุดประเด็น และมักกลายเป็นความขัดแย้งกับฝ่ายรัฐ ส่วนพลังฝ่ายอนุรักษ์ หรือ ทหาร แม้จะได้อำนาจมา 5 ปีเศษ แต่ก็ติดกับดักความคิด ที่เน้นเฉพะความมั่นคง ไม่มีเป้าหมายที่จะได้ใจประชาชน จนเกิดเป็นเป้าหมายร่วมของประเทศได้
**กระบวนทรรศน์ใหม่ที่เข้ามาครอบงำคนไทย
ระบบคิดที่เรียกว่า"ความเมือง"เข้ามาแทนที่ระบบคิดแบบ"การเมือง"
ในวงการรัฐศาสตร์ มีความคิดหนึ่ง ซึ่งได้รับการพัฒนาขึ้น คือความคิดว่า สิ่งที่สะท้อนแก่นแท้ของสังคมมนุษย์มากกว่า“การเมือง”(the politic)คือสิ่งที่เรียกว่า“ความเมือง”(the political) คำว่า การเมือง ซึ่งนิยามว่าเป็นพื้นที่การแข่งขันของความคิดที่ต่างกัน เป็นความไม่ชอบ ไม่พอใจ หรือโกรธชังกันระหว่างบุคคลก็ได้ แต่ก็สามารถหาข้อสรุปโดยเสียงส่วนใหญ่ได้ แต่ทัศนะใหม่เรื่องความเมือง เป็นเรื่องการต่อสู้แบบรวมเบ็ดเสร็จ ของกลุ่มคน ซึ่งมองอีกลุ่มในแง่ เป็นพวกเรา กับศัตรู เป็นความสัมพันธ์เชิงสงคราม ผู้มีอำนาจตัดสินใจสูงสุดในท้ายที่สุด คือ องค์อธิปัตย์ ของกลุ่ม ซึ่งอาจเป็นผู้นำรัฐ หรือ อำนาจทางกฎหมาย ก็ได้
หลังการเลือกตั้งทุกครั้ง ทั้งประชาชน และนักการเมืองจะมองว่า ประเทศได้ก้าวเข้าสู่กระบวนการประชาธิปไตยปกติ คือ การแถลงนโยบาย ทัศนะของแต่ละฝ่าย การตรวจสอบ หักล้างด้วยหลักฐาน โวหาร เหตุผล เพื่อนำไปสู่การแก้ไขผิด เป็นถูก หรือ เพื่อล้มรัฐบาลไปสู่การเลือกตั้งใหม่ แต่น่ากังวลว่าปัจจุบันคนไทยส่วนหนึ่ง กำลังรับกระบวนทัศน์แบบ“ความเมือง” ซึ่งมองพวกอื่นเป็นศัตรู ที่ต้องล้มล้าง มาใช้แม้ในภาวะปกติ ซึ่งไม่ได้มีวิกฤติใดๆ ทำให้เราได้พบเห็นนักการเมืองกลายเป็น “นักความเมือง”พรรคการเมืองกลายเป็น “พรรคความเมือง” นักวิชาการกลายเป็น “นักโฆษณาความเมือง”ทหาร เป็น“ทหารฝ่ายความเมือง”
เราได้เห็นนักเคลื่อนไหวความเมือง พวกเขาเริ่มต้นด้วยการมองการกระทำของอีกฝ่ายไม่ว่าจะเล็ก หรือใหญ่ใดๆ เป็นภยันตรายร้ายแรงต่อบ้านเมือง เป็นศัตรูที่จะต้องถูกทำลายลงไป ด้วยการขยายประเด็นเกินเหตุและผล ไปจนถึงการฟ้องร้องหาเรื่องดำเนินคดีความ รวมทั้งการใช้อิทธิพล กดดันกระบวนยุติธรรม
ระบบคิดแบบ"ความเมือง" ทำให้ความขัดแย้งขยายตัวน่ากลัวขึ้นเรื่อยๆ เริ่มจากความขัดแย้ง เหลือง-แดง ซึ่งเป็นเรื่องชนชั้นล่าง ชั้นกลางในชนบท กับชนชั้นกลาง ชั้นสูงในเมือง ต่อมาเพิ่มประเด็นความเป็นภาค เป็นเผด็จการ-ประชาธิปไตย การเลือกตั้งหลังสุด ก็เพิ่มประเด็น คนรุ่นเก่า-รุ่นใหม่ ความคิดเก่า-ความคิดใหม่ ชาติมหาอำนาจเอง ก็แสดงจุดยืนชัดเจนคือ ชาติตะวันตกหนุนฝ่ายเสื้อแดง จีนหนุนฝ่ายอนุรักษ์กับทหาร ความขัดแย้งขยายตัวมาตลอด บ่งชี้ว่า รัฐบาลกับทหารจัดการกับวิกฤติการผิดพลาด
** การมองปัญหาใจกลางผิด อาจนำไปสู่ปัญหาใหม่ที่ร้ายแรง
ทหารเอาค่านิยมของทหารเองในเรื่องความจงรักภักดีต่อสถาบัน ชาติ-ศาสน์-กษัตริย์ ยกให้เป็นปัญหาหลักของประเทศ (ปัญหานี้มีความสำคัญยิ่ง แต่ที่จะหยิบยกให้เป็นปัญหาหลักโดยแง่ความเร่งด่วน อาจผิดพลาด ทั้งยุทธศาสตร์ ยุทธวิธี ปัญหาที่ควรหยิบยกเพื่อให้ได้ใจประชาชนส่วนใหญ่ ควรเป็นปัญหาปากท้อง ความเหลื่อมล้ำ ซึ่งกระทบประชาชนสูงมาก ) เพราะประชาชนทั้งประเทศ ยึดอยู่ในค่านิยมนี้อยู่แล้ว แต่ส่วนที่อาจจะไม่ชื่นชม ติติงสถาบัน เป็นเพียงส่วนน้อยไม่มีพลังที่เป็นนัยยะสำคัญ และที่พวกเขาพูดถึงก็มักจะเป็นการพูดถึงสถาบันกับโลกยุคใหม่ เพื่อให้ประเพณีปกครองประเทศส่วนนี้ยั่งยืนสถาพรต่อไป
การที่กองทัพโยงประเด็นความมั่นคงเข้ากับ สงคราม hybrid สะท้อนว่า ทหารเชื่อว่าสังคมไทย ซึ่งในยุครัฐประหารของคสช. ยังอยู่ใน"ภาวะสงครามกลางเมือง" แต่พอ 5 ปีผ่านไป สังคมก็ได้พัฒนาความขัดแย้งมาเป็น สงคราม hybrid ซึ่งร้ายแรงกว่าเดิม เพราะเป็นสงครามยุคหลังสมัยใหม่ ที่ไม่จำกัดรูปแบบการต่อสู้ แต่ที่จริงแล้ว คติสงครามที่ไร้รูปแบบมีมาตลอด ปัจจุบันทุกชาติพยายามโฆษณาชวนเชื่อแนวทางของตัวเอง เอาข้อมูลความลับทางเศรษฐกิจ การเมือง การทหารของกันและกันอย่างเป็นปกติ การนำเอาภาวะไม่ปกติแบบภาวะสงคราม มาขยายภาพเกินจริงในภาวะปกติ (normal)ของประเทศหรือโลก มักจะทำให้ความรุนแรงขยายตัวและเกิดสงครามจริงๆ ขึ้นในที่สุด
ประเทศไทยเคยเกิดความขัดแย้งแบบ "พวกเรา-ศัตรู" เพียงหนเดียว คือการสร้างความคิดฆ่าคอมมิวนิสต์ไม่บาป และถือนักศึกษาเป็นภัยคอมมิวนิสต์ที่ต้องฆ่า ทำลายล้างในช่วง 6 ตุลา 19 แต่การเกิด “ระบบความเมือง”ในขณะนี้ มีการเคลื่อนไหวกว้างขวางจากหลายฝ่ายในสังคม ทั้งฝ่ายมวลชน การใช้สื่อออนไลน์ เฟกนิวส์ สื่อทางการ นักเคลื่อนไหว นักกฎหมาย หน่วยราชการ กองทัพ กระบวนการศาลฯ ถือเป็นครั้งแรกที่เกิดขึ้น เป็นวิกฤตใหม่ ที่ควรกังวล และทุกฝ่ายต้องช่วยกันคลี่คลาย
**หนทางแก้ไข
1. สังคมควรมองสถานการณ์ให้กระจ่าง ตั้งสติอยู่ตรงกลาง หรือเสริมพลังทางบวก ที่จะช่วยแก้ปัญหาต่างๆ เสริมความรู้สึกแบบเพื่อน มิตร ลดกระแสพวกเรา-ศัตรู ที่เกิดขึ้น
2. ฝ่ายรัฐ ต้องธำรงความเป็นกลาง ไม่เข้าไปร่วมการใช้ “ความเมือง”ทำลายฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ถ้าหน่วยรัฐร่วม เป็นฝักฝ่ายด้วย ก็จะสร้างความหวาดกลัว ว่า รัฐบาลมีความเชื่อว่า “กำลังมีสงครามภายใน” หรือรัฐบาลกำลังประกาศภาวะสงคราม หรือ ความเป็นศัตรูกับประชาชนบางกลุ่ม ซึ่งไม่เป็นผลดีอย่างยิ่งกับบ้านเมือง ศาล และระบบยุติธรรม ก็ต้องตริตรองทุกคดีความอย่างมีวิจารณญาณ และหลักยุติธรรมอย่างแท้จริง
**งานที่รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ ควรทำ
รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ในช่วงรัฐประหาร มีผลงานจับต้องได้ คือโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ และการรักษาความสงบ ส่วนการปฏิรูประบบไม่เกิด การสร้างความสมานฉันท์ ก็ไม่เกิด รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งมาจากเลือกตั้ง จะยิ่งทำงานลำบากกว่าเดิม เพราะโดยโครงสร้างรัฐบาลจะอยู่รอดได้ ต้องจัดสรรผลประโยชน์ให้ทุกกลุ่มการเมือง ซึ่งในที่สุดจะต้องพึ่งพา กลุ่มทุนใหญ่ ดังนั้นภารกิจหลักของรัฐบาลในช่วงหน้าก็คือ จะกลายเป็นการดำเนินนโยบายโครงการให้กับกลุ่มทุนใหญ่ เป็นรัฐบาลทหารเพื่อกลุ่มธุรกิจใหญ่นั่นเอง อย่างไรก็ตาม คาดว่าคนจำนวนมากยังต้องการให้ประเทศได้มีรัฐบาลบริหารงานไปอีกสักระยะหนึ่ง ดังนั้น พล.อ.ประยุทธ์ ควรปรับปรุงวิธีการทำงาน เพราะการควบคุม ประสานพรรคร่วมลำบากยากขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็ควรตั้งเป้าหมายระยะยาว แต่ต้องทำให้ได้ผลจริงจังสักสองเรื่องก็พอ
อย่างแรก คือ แก้ปัญหาปากท้องของชาวบ้าน ที่ผมเคยเรียก“รวยกระจุก จนกระจาย กลางกระจ้อน”(กระจ้อน = แคระ แกร็น) อย่างจริงจัง แม้การแก้ปัญหานี้จะทำได้ยาก แต่นายกฯก็ต้องทุ่มเท
อย่างที่สอง คือ การเพิ่มคุณภาพของคนในทุกวัยในด้านการศึกษา พัฒนาทักษะใหม่ อาชีพใหม่ สำหรับเศรษฐกิจแบบ disruptive ที่เกิดขึ้นรวดเร็วในหลาย ๆ ด้าน ต้องใช้อำนาจบารมีตัวนายกฯประยุทธ์เอง ลงมือแก้ปัญหาเอง แก้ปัญหาครบทั้งต้นน้ำ ปลายน้ำ เช่น ต้องมีการประกันรายได้การงานให้ และควรทำแบบเลือกสรรเฉพาะส่วน เพราะการปฏิรูปทั้งระบบใหญ่โตเกินไป ไม่สามารถทำได้จริง ควรเลือกลำดับความสำคัญให้ถูกต้อง ใกล้เคียงมากที่สุด
** ห่วงวาทกรรมสร้างความขัดแย้งรุนแรง
ศ.ธีรยุทธ ให้สัมภาษณ์ภายหลังบรรยายพิเศษ ถึงวิกฤติที่เกิดขึ้น ถ้าไม่มีการพยายามหาทางออก จะนำไปสู่อะไร ว่า น่าเป็นห่วงมาก ลักษณะที่มีโอกาสเกิดคือ จะเกิดวาทกรรม ที่แรงขึ้นไปเรื่อยๆ และจะค่อยๆทำลายคนที่ถูกมองว่าเป็นกลุ่มอื่น หรือคนอื่น ทีละเล็กละน้อย
"อย่างกรณีของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ที่ถูกมองเป็นตี๋ เป็นฮ่องเต้ซินโดรม ถูกผลักให้เป็นคนส่วนน้อย อันนี้เขาเรียกว่า การถอดความเป็นตัวตนที่จำเป็น เช่น เป็นพลเมืองของประเทศไทย เป็นพลเมือง เป็นนักธุรกิจ ให้เหลือเฉพาะสิ่งที่เปลือยเปล่า ไม่มีอะไรสักอย่าง รวมทั้งสร้างภาพว่า เป็นยักษ์ มาร เป็นศัตรูที่ร้ายกาจ แบบเดียวกับที่คอมมิวนิสต์เคยถูกสร้าง ฉะนั้นวาทกรรมแบบความเมืองแบบนี้ หากปล่อยไป ก็จะนำไปสู่การใช้ความรุนแรง ซึ่งเป็นเรื่องต้องระวัง"
ศ.ธีรยุทธ กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ มีบารมี และมีฐานพอสมควร หากท่านออกมาพูดด้วยความเป็นผู้ใหญ่ ให้ภาพสงบ เรียบร้อย นุ่มนวล ปล่อยวางบางเรื่องบ้าง อย่างกรณีที่มีนักวิชาการไปพูด ซึ่งการที่ท่านออกมาบอกว่าไม่มีอะไร อย่าไปถือว่าเป็นการทำลายล้างทุกเม็ด มันจะทำให้ความแรงลดไป
"ขอฝากว่าให้พล.อ.ประยุทธ์ หรือทหารท่านอื่นๆ ในกองทัพ ขอให้เป็นเช่นเดียวกับ คุณชวน หลีกภัย หรือนักการเมืองชั้นผู้ใหญ่ของพรรคประชาธิปัตย์บางท่าน ผู้ใหญ่ในวงการสื่อ ที่เป็นเสาหลักในสังคมก็น่าจะช่วยกัน"
ผู้สื่อข่าวถามว่า คิดว่าจะมีการรัฐประหารอีกหรือไม่ ศ.ธีรยุทธ กล่าวว่า ตนพยายามติงอยู่ว่า อย่าเอาเรื่องเหล่านี้มาเป็นความขัดแย้งในสังคม กลายเป็นเรื่องพิเศษของคนส่วนน้อย ที่อาจนำไปสู่อุบัติเหตุที่ไม่มีใครคุมได้ อย่างขบวนการนักศึกษาก็เกิดไม่ได้ง่ายๆ หากกระบวนการยุติธรรมเราทำได้ดี ไม่มีการใช้ความเมืองเกินเหตุ มีความยืดหยุ่น คิดว่าจะไม่นำไปสู่ปัญหาแรงเกินไป
กำลังโหลดความคิดเห็น...