xs
xsm
sm
md
lg

“อนุทิน”ซัดกลุ่มหนุนสารพิษ เล่นการเมืองไม่ห่วงชีวิตคน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


"อนุทิน" สวนขบวนการหนุนสารพิษหวังผลการเมือง โดยเอาชีวิตคนไทยเป็นตัวประกัน ปลุกสังคมช่วงนี้ดีสุดขจัดภัยร้ายออกจากประเทศ ย้ำรมต.ภูมิใจไทย ลาออกหากผู้ใต้บัญชาในสังกัด นั่งควบ กก.วัตถุอันตราย หักหลังนโยบายแบนสารพิษที่พรรคพยายามผลักดัน ด้านองค์กรต่อต้านคอร์รัปชันฯ ออกแถลงการณ์ จี้ประชาชนจับตาท่าทีนายกฯ ตัดสิน-รับผิดชอบ กรณีแบน 3 สารพิษ ด้าน "ผู้กองมาร์ค"เร่งนายกฯออก พ.ร.ก. เพื่อแก้ปัญหา

จากกรณีที่ในโลกโซเชียลฯ มีผู้โพสต์ข้อความสนับสนุน คณะกรรมการวัตถุอันตราย ให้ใช้ 3 สารพิษ (พาราควอต คลอร์ไฟริฟอส และไกลโฟเซต) ต่อไป เพื่อให้รัฐมนตรีพรรคภูมิใจไทยลาออก อันจะส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลนั้น

นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.สาธารณสุข ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า พวกนี้หัวใจทำด้วยอะไร เอาการเมืองมาเดิมพันกับชีวิตคนไทย การเมืองเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา วันหนึ่งฝ่ายท่านย่อมมีโอกาสขึ้นมาทำงาน ฝ่ายรัฐบาลปัจจุบันมีโอกาสไปเป็นฝ่ายค้าน มันเป็นวิถีการเมืองตามธรรมชาติ แต่หากปล่อยให้ใช้สารพิษต่อไป สุขภาพของคนไทยทั้งประเทศจะยิ่งแย่ลงไปเรื่อยๆ

วิญญูชนไม่สมควรสนับสนุนการใช้สารพิษ เพียงเพราะหวังเอาชนะทางการเมือง อยากฝากตรงนี้ไว้ให้คิด หากต้องการทำงานรับใช้ประชาชนให้เอานโยบายมาแข่งกัน ระหว่างนี้ ก็หาทางทำประโยชน์แก่บ้านเมือง ให้ประชาชนเลือก หรือหากการสนับสนุนสารพิษ คือนโยบายก็ประกาศมาตรงๆ เลยว่าตัวท่าน พรรคท่าน สนับสนุนสารพิษ แล้วเอาข้อมูลมาคานกัน หรือยื่นให้คณะกรรมการวัตถุอันตรายพิจารณาเป็นข้อมูลก่อนลงมติ

"แต่อย่าเชียร์เพราะความสะใจ เนื่องจากสารพิษภาคเกษตรได้ทำลายชีวิตพี่น้องคนไทยมามากแล้ว นี่คือโอกาสที่ใกล้เคียงที่สุด ที่เราจะล้างสิ่งเหล่านี้ออกจากประเทศ ขอให้ท่านคิดอย่างรอบคอบ"

นายอนุทิน ยังกล่าวถึงกระแสข่าวว่า รัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทย ประกาศพร้อมลาออกทั้งคณะ หากผู้ใต้บังคังคับบัญชา ซึ่งเป็นคณะกรรมการวัตถุอันตราย โหวตสวนนโยบายพรรค หันไปสนับสนุนให้ใช้สารพิษทางการเกษตร ว่า เป็นการสื่อสารกับผู้สื่อข่าว เมื่อวันที่ 12 ต.ค.ที่ผ่านมา ขณะลงพื้นที่ จ.พัทลุง แต่น่าจะมีการตีความกันคลาดเคลื่อนไปมาก เพราะที่ต้องการนำเสนอคือ หากรัฐมนตรีพรรคภูมิใจไทย ของกระทรวงไหน คุมผู้ใต้บังคับบัญชาไม่อยู่ ก็สมควรแสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออก แต่หากใครจัดการเรื่องของตัวเองได้ ผู้ใต้บังคับบัญชาไม่โหวตสวน ถือว่าท่านทำงานได้มีประสิทธิภาพ จบแล้ว ท่านก็อยู่ในตำแหน่งทำงานรับใช้บ้านเมืองต่อไป

จากนี้เป็นหน้าที่ของรัฐมนตรีของพรรคแต่ละคน ที่ต้องไปกำกับดูแลผู้ใต้บังคับบัญชาของท่าน ซึ่งสำหรับกระทรวงสาธารณสุข คณะกรรมการในสัดส่วนของกระทรวงฯ มีเลขาธิการ อย. และปลัดกระทรวงสาธารณสุข และทั้ง 2 ท่าน ประกาศชัดเจนแล้ว จึงไม่เป็นห่วง ส่วนท่านอื่น เชื่อมั่นว่าจะไม่มีปัญหาเพราะตอนนี้ สังคมก็บีบ หลายหน่วยงานก็บีบ ทุกคนเป็นห่วงสุขภาพคนไทย ใครจะหนุนต้องตอบสังคมให้ได้ จึงเชื่อว่าจะไม่มีใครกล้าฝืนความต้องการของประชาชน เพราะนี่เป็นเรื่องที่มีผลกระทบต่อสุขภาพคนไทยเป็นเดิมพัน

จับตาท่าทีนายกฯต่อการแบน 3 สารพิษ

วานนี้( 13 ต.ค.) องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ACTออกแถลงการณ์ ฉบับที่ 2 เรื่อง 3 สารพิษ โกงชีวิตเกษตรกรมาแล้วทั่วโลก…ไฉนยังออกฤทธิ์ที่ประเทศไทย โดยในแถลงการณ์ ระบุว่า องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) มีความเป็นห่วงต่อคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทย และระบบนิเวศโดยรวม สืบเนื่องจากการให้สัมภาษณ์ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐฒนตรี ที่กล่าวว่าการยกเลิก การห้ามใช้ 3 สารพิษ ได้แก่ พาราควอต คลอร์ไฟริฟอส และไกลโฟเซต ต้องเป็นไปตามขั้นตอน แม้ว่าจะได้มีการพิจารณาเรื่องนี้มาแล้ว ตั้งแต่ปี 60 และหลายส่วนของภาคสังคม รวมทั้งหลายหน่วยงานภาครัฐ จะมีข้อเสนอให้ยกเลิก 3 สารพิษนี้โดยเด็ดขาด

"องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน จึงขอเรียกร้องให้ประชาชนไทยในทุกภาคส่วน ผู้มีความเป็นห่วงต่ออนาคตของคนในชาติ ช่วยจับตาดูท่าทีของนายกรัฐมนตรี ว่าจะรับผิดชอบเกี่ยวกับสุขภาพ และชีวิตของประชาชนในเรื่องนี้อย่างไร หรือจะมีการปัดความรับผิดชอบไปให้ คณะกรรมการวัตถุอันตราย ตัดสิน-รับผิดชอบ เรื่องสุขภาพและชีวิตของประชาชนแทน"

ในตอนท้ายของแถลงการณ์ ยังระบุว่า หากนายกฯ ยังคงยืนยันให้เรื่องนี้อยู่ในความรับผิดชอบของคณะกรรมการวัตถุอันตราย ที่จะกำหนดเส้นทางชีวิตของเกษตรไทย องค์กรฯ ขอเรียกร้องให้การลงมติในเรื่องนี้เป็นไปอย่างเปิดเผย และมีการชี้แจงเหตุผลในการสนับสนุน หรือคัดค้าน เพื่อความโปร่งใส เพื่อประโยชน์ของประชาชนทุกคน เพราะการใช้สารพิษในการเกษตร นอกจากจะส่งผลโดยตรงกับชีวิตของเกษตรกรผู้ใช้ และระบบนิเวศทางธรรมชาติแล้ว ยังส่งผลโดยอ้อมถึงผู้บริโภค อันจะนำมาซึ่งความสูญเสียอย่างมหาศาล นับเป็นหนึ่งในการโกงอนาคตของลูกหลาน

เร่งนายกฯ ออกพ.ร.ก.แก้ปัญหา

ร.ต.อ.วัฒนรักษ์ อำนรรฆสรเดช เลขานุการ กมธ.วิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการควบคุมการใช้สารเคมีในภาคอุตสาหกรรม สภาผู้แทนราษฎร ในฐานะนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม กล่าวว่าจากการที่รัฐบาลต้องใช้ความพยายามอย่างหนัก เพื่อยกเลิกการใช้สารเคมี 3 ชนิด แต่ยังไม่สัมฤทธิ์ผล จึงอดคิดไม่ได้ว่า ทำไมการยกเลิกสารเคมีพิษเหล่านี้ จึงยากเย็นได้ขนาดนี้ หรือเป็นเพราะมีผู้มีอำนาจอยู่เบื้องหลัง จนถึงขนาดมีข่าวว่า คณะกรรมการวัตถุอันตราย อาจมีมติโหวตสวนทางกับ มติคณะทำงาน 4 ฝ่าย ตามคำสั่งของนายกฯ ที่ให้ น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรฯไปศึกษาแล้วนั้น

นอกจากนี้ ยังมีผลงานศึกษาวิจัยทั้งในและต่างประเทศมากมาย ที่สามารถยืนยันว่า สารเคมีทั้ง 3 ชนิดดังกล่าว มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และสุขภาพของมนุษย์ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่แปลกมาก ขนาด พล.อ.วิทวัส รชตะนันทร์ ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน ยังกล่าวว่า ถ้ายังไม่ยกเลิกสารเคมี 3 ชนิดนี้ ก็ถือว่าไม่มีเหตุอื่นอันสมควร เพราะปกติข้าราชการนั้น สมควรทำงานตามสายระบบบังคับบัญชา จึงเข้าข่ายหัวหน้าหน่วยราชการไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรง ตามกฎหมาย โดยให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ดำเนินการพิจารณาชี้มูลความผิด หรือถ้าหากบุคคลใดเข้าข่ายผิดอาญา ก็ให้ส่งศาลยุติธรรมเพื่อพิจารณา

ร.ต.อ.วัฒนรักษ์ฯ กล่าวว่า การที่มีผู้คัดค้าน ไม่เห็นด้วยกับการยกเลิกสารเคมีอันตรายทั้ง 3 ชนิด และได้ไปยื่นเรื่องให้ศาลปกคลองวินิจฉัยมติของคณะกรรมการ 4 ฝ่ายที่ น.ส.มนัญญา เป็นประธานฯ ตนเห็นว่าเรื่องนี้ เป็นเรื่องที่ประชาชนส่วนใหญ่ให้ความสนใจ เพราะมีผลกระทบต่อเกษตรกรไทย ที่ต้องลำบากต่อสู้กับสารพิษเหล่านี้มากว่า 30 ปี และกระทบต่อผู้บริโภคคนไทยทุกคน เพราะการที่เราจะรับประทาน ผัก ผลไม้ และสัตว์น้ำ แต่ยังต้องคอยเป็นกังวลว่าจะมีสารพิษเหล่านี้ปนเปื้อนหรือตกค้างหรือไม่ ซึ่งตัวเลขผู้เสียชีวิต และผู้ป่วยจากโรคเหล่านี้ก็เพิ่มขึ้นทุกปี จึงถือเป็นภาระทั้งภาคประชาชนและภาครัฐอีกด้วย

"ผมจึงอยากเสนอแนะให้นายกฯ เร่งออก พ.ร.ก. เพื่อแก้ไขปัญหาเรื่องนี้อย่างเร่งด่วน ซึ่งในรายงานของกมธ. ได้มีข้อเสนอแนะ ให้กับทางรัฐบาลจัดกองทุนเปลี่ยนผ่าน เพื่อสนับสนุนให้เกษตรกรทำเกษตรอินทรีย์ โดยใช้วิธีการไถกลบ เพื่อปรับปรุงดินและเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร และสนับสนุนค่าใช้จ่ายที่ต้องมีเพิ่มสำหรับเกษตรที่ผ่านการฝึกอบรมการทำเกษตรแบบปลอดสารพิษ ซึ่ง กมธ.ไม่อยากเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายให้กับเกษตรกรไทย" ร.ต.อ.วัฒนรักษ์ กล่าว
กำลังโหลดความคิดเห็น...