xs
xsm
sm
md
lg

ข่าวปนคน คนปนข่าว

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

ข่าวปนคน คนปนข่าว

งานเข้า! หลัง "น้องหว่อง" โพสต์ภาพคู่ พร้อมข้อความ"ยกหาง" กันเอง จนสถานทูตจีนทนไม่ไหว ต้องออกโรงประณาม "นักการเมืองไทย" ว่าไปติดต่อแกนนำม็อบฮ่องกง หนุนแยกประเทศ พร้อมคำเตือนให้ระวัง จะกระทบมิตรภาพจีน-ไทย

กรณี นักการเมืองไทย ที่ได้รับเชิญไปขึ้นเวที Open Future Forum ที่จัดขึ้นโดยนิตยสารชื่อดัง"ดิอีโคโนมิสต์" ที่เกาะฮ่องกง เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม ที่ผ่านมา แล้วจะด้วยความบังเอิญหรือจงใจ มิทราบได้ ที่ไปชักภาพคู่กับ "โจชัว หว่อง" แกนนำนักเคลื่อนไหวชาวฮ่องกง และเลขาธิการพรรคเดโมซิสโต ที่เป็นแกนนำคนสำคัญ ในการชุมนุมต่อต้านรัฐบาลจีนครั้งใหญ่บนเกาะฮ่องกง ในขณะนี้
แม้ว่าเที่ยวนี้ "นักการเมืองไทย" จะไม่ได้นำรูปคู่มาโพสต์โชว์ศักยภาพของตัวเอง เหมือนกับที่เคยๆ ทำมาเวลาได้ไปพบปะ เจอะเจอกับคนดังในต่างประเทศ ... แต่ "น้องหว่อง" หัวโจกม็อบคนรุ่นใหม่ของฮ่องกง กลับเป็นฝ่ายโพสต์ภาพคู่กับ "พ่อฟ้า" ขวัญใจคนรุ่นใหม่ไทยแลนด์ ผ่านเฟซบุ๊กของตัวเอง พร้อมอวยกันอย่างเคลิบเคลิ้มว่า เป็น "ฝ่ายประชาธิปไตย" ที่ต่อต้าน "กลุ่มอนุรักษนิยม - กลุ่มเผด็จการ" เหมือนกัน...
เพราะในช่วงที่ขึ้นเวทีที่ฮ่องกงนั้น "นักการเมืองคน" คนที่ว่า ได้กล่าวแสดงความชื่นชม “น้องหว่อง”แบบอ้อมๆ ว่า เหตุการณ์ประท้วงที่ฮ่องกง ตั้งแต่ 5 ปีก่อน หรือค.ศ. 2014 (ซึ่งโจชัว หว่อง เป็นแกนนำคนสำคัญ) ถือเป็น “แรงบันดาลใจ”ในการตั้งพรรคอนาคตใหม่ ... อวยกันไปอวยกันมา สรุปความทั้งคู่เป็นแรงบันดาลใจซึ่งกันและกัน
น่าสนใจไม่น้อยว่า ประเด็นต่อสู้ของ“ม็อบฮ่องกง”ที่นำโดย “น้องหว่อง” ก็เป็นการต่อต้านการปกครองของจีน ภายใต้หลักการ “1 ประเทศ 2 ระบบ”และพยายามหาเหตุเพื่อแยกตัวออกจากการปกครองของ"พี่ใหญ่จีน" อย่างเด็ดขาดนั่นเอง ...และระหว่างการชุมนุมต่อสู้นั้น ดีกรีความรุนแรงก็เพิ่มขึ้นเป็นลำดับ จากการกางร่มแสดงสัญลักษณ์ ก็เริ่มปิดถนน ปิดสถานีรถไฟใต้ดิน สนามบิน ทุบทำลายร้านค้า และเริ่มเผา
ขณะที่ฝ่าย "นักการเมืองไทย" และพลพรรคอนาคตใหม่นั้น แม้แนวทางการต่อสู้ "เพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศ" ยังไม่ถึงขั้น "ลงถนน" ก่อความวุ่นวาย ...แต่ก็ได้แสดงออก ด้วยการเดินสายรณรงค์แก้ไขรัฐธรรมนูญ จากที่ว่า... รัฐธรรมนูญไม่มีความเป็นประชาธิปไตย เป็นรัฐธรรมนูญ เพื่อการสืบทอดอำนาจของเผด็จการ... "เฮงซวย" ทุกมาตรา ...ล่าสุดไต่ระดับไปถึงขั้น พูดถึงการแก้ไขมาตรา 1 ของรัฐธรรมนูญ ที่ว่า "ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียว จะแบ่งแยกมิได้" โดยอ้างว่า เพื่อแก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนใต้ ...หมายความว่าประเทศไทยจะต้อง "แบ่งแยกได้" ว่างั้นเถอะ
ภาพคู่จิ้นของ "นักการเมืองไทย-ตี๋หว่อง" พร้อมคำสรรเสริญเยินยอ ผลัดกัน"ยกหาง" ให้กันและกัน อาจจะสะท้อนนัยบางประการหรือไม่... ถอดรหัสไปได้ถึง "เจตนาแฝง" ของแคมเปญแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่ไม่ได้แค่ต้องการ ลดความเหลื่อมล้ำ แก้ไขปัญหาให้ประชาชนเท่านั้น แต่หมุดหมายอาจไปไกลถึงการแก้รูปแบบการปกครอง ให้กลายเป็น "1 ประเทศ 2 ระบบ" ก่อนก้าวไปสู่บันไดขั้นต่อไป ในการสร้างความวุ่นวาย เพื่อแยกตัวออกจากการปกครอง เหมือนที่กำลังเกิดที่เกาะฮ่องกง ในที่สุดหรือไม่ ... โดยเฉพาะถ้าธงของพรรคร่วมฝ่ายค้าน ที่ปล่อยให้บทบาทการนำเป็นของ "พรรคอนาคตใหม่" ไม่หยุดแค่ "มาตรา 1" ...จะเกิดอะไรขึ้น ?
ล่าสุด...ได้มีปฏิกิริยาออกมาจากทาง "พี่ใหญ่จีน" ถึงรูป "คู่จิ้น" ดังกล่าวแล้ว เมื่อ เฟซบุ๊ก "Chinese Embassy in Bangkok" ของเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย ที่นอกจากออกโรงประณาม "ม็อบฮ่องกง" ได้ก่อความรุนแรงยืดเยื้อกว่า 4 เดือน เป็นการทำลายความสงบสุข แล้วยังพ่วง ข้อความสำคัญในตอนท้ายด้วยว่า มี"นักการเมืองไทย" บางคน สนับสนุนกลุ่มที่คิดจะแยกประเทศ...
" เป็นที่ต้องชี้ให้ทราบว่า ความผันผวนที่มาจากการต่อต้านการแก้ไขกฎหมายในฮ่องกง ได้เปลี่ยนตัวไปอย่างสิ้นเชิง กำลังพัฒนาเป็น "การปฏิวัติสี" โดยได้รับการแทรกแซงจากกลุ่มอิทธิพลภายนอก กลุ่มที่คิดจะแบ่งแยกฮ่องกงออกจากประเทศจีน ได้ใช้ "ประชาธิปไตย และเสรีภาพ" เป็นข้ออ้างเพื่อทำลายหลักการพื้นฐานของ "หนึ่งประเทศสองระบบ" บ่อนทำลายอธิปไตย และความบูรณภาพแห่งดินแดนของประเทศจีน ซึ่งฝ่ายจีนคัดค้านอย่างเด็ดขาด...
...กลุ่มที่คิดจะแบ่งแยกฮ่องกงออกจากประเทศจีน ยังได้สมคบกับกลุ่มอิทธิพลภายนอก เผยแพร่ข่าวลือ บิดเบือนข้อเท็จจริง เพื่อวัตถุประสงค์ที่มิอาจเปิดเผยของตน นักการเมืองประเทศไทยบางคน มีการติดต่อกับกลุ่มที่คิดจะแบ่งแยกฮ่องกงออกจากประเทศจีน โดยมีท่าทีเชิงสนับสนุน ซึ่งเป็นการกระทำที่ผิดอย่างร้ายแรง และไร้ความรับผิดชอบ ฝ่ายจีนหวังว่า บุคคลที่เกี่ยวข้อง สามารถรับรู้ข้อเท็จจริงของปัญหาฮ่องกง ใช้ความระมัดระวัง ทำในเรื่องที่เป็นประโยชน์ต่อมิตรภาพจีน-ไทย..."
“นักการเมือง”คนที่ว่านี้ ชักจะหนักข้อขึ้นทุกวัน นอกจากเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงประเทศผ่านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แล้วยังกำลัง "ชักศึกใหญ่" เข้าประเทศอีกด้วย !!

** "รถไฟความเร็วเสียว" เชื่อม 3 สนามบิน ไม่เลี้ยวลงข้างทาง เมื่อ "3 รัฐมนตรี" สุมหัวเคลียร์ปัญหาพื้นที่ติดขัด ตัดจบเงื่อนไข CPH
โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง - สุวรรณภูมิ - อู่ตะเภา) ที่ กิจการร่วมค้า บริษัท เจริญโภคภัณฑ์โฮลดิ้ง จำกัด และพันธมิตร ที่มีทั้งบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านก่อสร้างอย่าง ช.การช่าง และ อิตาเลียนไทย ร่วมอยู่ด้วย (กลุ่ม CPH)ชนะการประมูลไปนั้น ...ตามกำหนดจะต้องมีการเซ็นสัญญากันในวันที่ 15 ต.ค.นี้ แต่ทางกลุ่ม CPH ยังติดปัญหาเรื่องที่การรถไฟแห่งประเทศไทย ยังส่งมอบพื้นที่ได้ไม่ครบ 100% ซึ่งในเบื้องต้น ประมาณการว่าอาจจะส่งมอบพื้นที่ให้ได้ 50% ก่อน... ทำให้เห็นสัญญาณว่า ในวันที่ 15 ต.ค.นี้ การเซ็นสัญญาอาจจะไม่เกิดขึ้น เนื่องจากทางกลุ่ม CPH เห็นว่าเป็นการเสี่ยงเกินไปที่จะรีบลงนาม เพราะ"บอร์ดร.ฟ.ท." ก็ดันมาลาออกยกชุดอีกด้วย การส่งมอบพื้นที่อาจจะติดขัดที่ตรงจุดนี้อีกก็ได้
จนทำให้ "เสี่ยหนู" อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะที่กำกับดูแลกระทรวงคมนาคม ต้องออกมาส่งสัญญาณว่า หากไม่มีการเซ็นสัญญา ทางกลุ่ม CPH นอกจากจะต้องถูกปรับเป็นเงินประมาณ 2 พันล้านบาทแล้ว ยังอาจต้องถูก "แบล็กลิสต์" หมดสิทธิ์เข้าร่วมประมูลโครงการจากภาครัฐอีก ...ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ตามมาว่า เป็นแผน "ล้มโต๊ะ" เพื่อหวังจะให้รายที่สอง ซึ่งก็คือ"กลุ่ม BSR" ที่มีบริษัท “ซิโน-ไทย”ธุรกิจครอบครัวของ"เสี่ยหนู" เข้ามาเสียบแทน จน "เสี่ยหนู" ต้องออกมาชี้แจง ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ว่า...
"ชีวิตดีแล้ว มั่นคงมาก ไม่จำเป็นต้องเอื้อธุรกิจของครอบครัว หรือของใคร ถ้าไม่เอื้อของตัวเองแล้วก็ไม่ต้องกลัวว่าจะไปเอื้อใคร และจะใช้ความสามารถ และประสบการณ์ทั้งหมดที่มี รักษาผลประโยชน์ให้บ้านเมือง รับมือกันให้อยู่ก็แล้วกัน ใครกันแน่ที่จะเอาเปรียบรัฐ ใครกันแน่ที่พยายามเลี่ยงไม่ทำตามผลของการประมูล ใครกันแน่ที่พยายามขอให้รัฐผ่อนปรน เพิ่มประโยชน์ให้ตัวเอง ไม่ต้องไปบีบสื่อให้ออกข่าว งานนี้ง่ายมาก ทำตามเงื่อนไขที่รัฐประกาศไว้ ไม่ต้องวิ่งเต้น ไม่ต้องจ่าย เอาปากกามาด้ามเดียว แล้วเซ็นสัญญา กล้าๆ หน่อย พร้อมสนับสนุนทุกอย่างให้ทำงานโดยสะดวก ราบรื่น ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น ไม่พูดเยอะ เจ็บลิ้นไก่" ...
ความระหว่างบรรทัด พอจะบอกความในใจของ "เสี่ยหนู" ได้ว่า ไม่หวังจะเล่น "เกมล้มประมูล" เพื่อหวังให้ธุรกิจของครอบครัว เข้ามาเสียบ... แต่ต้องการทำหน้าที่ รองนายกรัฐมนตรี ที่กำกับดูแลกระทรวงคมนาคมให้ดีที่สุด ต้องการให้โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินนี้เกิดขึ้นตามแผน เพราะถ้าโครงการนี้ล้มไป หรือล่าช้า ย่อมส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปถึง โครงการอีอีซี และโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภา ... อาจถึงขั้นพังทั้งระบบ
เพื่อเป็นการยืนยันเจตนารมณ์ว่าจะพยายามผลักดันให้โครงการนี้เดินหน้าไปได้ จึงมีการเลื่อนวันเซ็นสัญญาออกไปอีก 10 วัน เป็นวันที่ 25 ต.ค. และระหว่างนี้ก็มีข่าวว่า "เสียหนู" ได้ออกแรงช่วยเคลียร์เรื่องการส่งมอบพื้นที่ ที่ยังติดขัดอยู่กับบางขั้น บางตอน จนได้ตัวเลขการส่งมอบพื้นที่ออกมาเป็น 72% แล้ว ...
และล่าสุดเมื่อวานนี้ (10 ต.ค.) ก็ได้มีการประชุมคณะอนุกรรมการบริหารการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)มีนายอุตตม สาวนายน รมว.คลัง นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม และ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม พร้อมผู้เกี่ยวข้องร่วมประชุมเพื่อแก้ปัญหานี้โดยเฉพาะ ...ซึ่งก็ได้ข้อสรุปออกมาว่า คณะอนุกรรมการฯ เห็นชอบการส่งมอบพื้นที่ สำหรับก่อสร้างโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน พร้อมทั้งให้มีการตั้งคณะทำงานส่งมอบพื้นที่ โดยมี ปลัดกระทรวงคมนาคมเป็นประธาน และจะมีการ เสนอให้คณะกรรมการ EEC ชุดใหญ่ที่มี "บิ๊กตู่" พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เห็นชอบต่อไป เพื่อให้การก่อสร้างโครงการนี้เดินได้ตามแผน โดยจะมีการเซ็นสัญญากับผู้ชนะการประมูลตามกำหนดในวันที่ 25 ต.ค.นี้
ส่วนพื้นที่ 72% ที่พร้อมจะส่งมอบให้นั้น ประกอบด้วย 3 ส่วนสำคัญ คือ 1. ระยะทางระหว่างสถานีพญาไท-สถานีสุวรรณภูมิ 28 กม. ซึ่งเป็นโครงการแอร์พอร์ต เรล ลิ้งก์ พร้อมส่งมอบพื้นที่ได้ทันที 2. ระยะทางระหว่างสถานีสุวรรณภูมิ-สถานีอู่ตะเภา ระยะทาง 170 กม. คณะทำงาน จะสามารถดำเนินการส่งมอบพื้นที่ทั้งหมดได้ภายใน 1 ปี 3 เดือน อันจะทำให้ระยะทาง ตั้งแต่สถานีพญาไท-สถานีอู่ตะเภา เปิดให้บริการได้ ในปี 2566-2567 ส่วนระยะที่ 3. ช่วงสถานีพญาไท-ดอนเมือง ระยะทาง 22 กม. เป็นส่วนที่ดำเนินการได้ยากที่สุด เพราะมีต้องมีการเคลื่อนย้ายระบบสาธารณูปโภค และเกี่ยวข้องกับ 3 กระทรวง 8 หน่วยงาน คาดว่าจะใช้เวลาในการส่งมอบพื้นที่ 2 ปี 3 เดือน ซึ่งคาดว่าจะเปิดให้บริการได้ ในปี 2567-2568
เมื่อผลการประชุมได้ข้อสรุปออกมาเช่นนี้ ทาง "ศักดิ์สยาม ชิดชอบ" รมว.คมนาคม ก็ออกมายืนยันว่า ทางคณะกรรมการคัดเลือกเอกชนร่วมโครงการฯได้ทำหนังสือไปถึง กลุ่ม CPH ให้เข้ามาทำการเซ็นสัญญากัน ในวันที่ 25 ต.ค.นี้ โดยมีรายงานว่า ทางกลุ่ม CPH ก็ยืนยันว่าพร้อมที่จะเข้ามาเซ็นสัญญาตามเวลาที่กำหนด ...
ส่วนเรื่องการตั้ง "บอร์ด ร.ฟ.ท." ก็จะนำรายชื่อเสนอครม.พิจารณาอนุมัติ ในวันที่ 15 ต.ค.นี้ เมื่อครม.อนุมัติแล้ว ก็จะมีการจะประชุมทันที เพื่อรับทราบการดำเนินการ เซ็นสัญญาโครงการไฮสปีดเทรน เชื่อม 3 สนามบิน และจะเสนอเรื่องการเซ็นสัญญา กับกลุ่ม CPH ให้ ครม. เห็นชอบ ในวันที่ 22 ต.ค. ก่อนเดินหน้าตามแผนการก่อสร้างโครงการ ให้แล้วเสร็จภายในปี 2567-2568 หรือ 5 ปีข้างหน้า...
สำหรับ"เสี่ยหนู" แล้ว เขาได้พูดถึงเรื่องที่โพสต์เฟซบุ๊กไปว่า ...ผมไม่ได้หักกับใคร อนุทินมีแต่ความรัก ไม่เคยคิดเรื่องแบบนี้ เรื้องขี้ประติ๋ว ไม่เคยเอามาใส่ใจ วันนี้ผมมีหน้าที่ทำงานให้กับประเทศ ประโยชน์ที่ต้องหาให้คือ ให้กับประชาชนและ แผ่นดิน หน้าที่มีแค่นี้...
ก็หวังว่าหลังจากนี้ โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน จะเดินหน้าไปได้อย่างราบรื่น ...

รูป- โจชัว หว่อง
-อนุทิน ชาญวีรกูล – ศักดิ์สยาม ชิดชอบ - อุตตม สาวนายน
กำลังโหลดความคิดเห็น...