xs
xsm
sm
md
lg

‘ทรัมป์’ ปักหลักสู้ยิบตา

เผยแพร่:   โดย: โสภณ องค์การณ์

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อยู่ในภาวะเลือดเข้าตาและต้องดิ้นรนทุกวิถีทางเพื่อให้อยู่รอดในตำแหน่งผู้นำทำเนียบขาวให้ได้ ไม่ว่าจะใช้วิธีอย่างไรก็ตามในการสู้ศึกการถอดถอนโดยพรรคฝ่ายตรงข้ามให้จบชีวิตทางการเมือง และเผชิญกับความอัปยศสุดทน

ก่อนจะถึงวาระนั้น ทรัมป์จะต้องใช้อำนาจให้เป็นประโยชน์เต็มที่เพื่อสกัดกั้นกระบวนการถอดถอนโดย 3 คณะกรรมาธิการของสภาคองเกรส ซึ่งถูกควบคุมโดยพรรคเดโมแครต และพยายามจะให้ผู้นำจอมห้าวตกจากเก้าอี้ให้ได้

ดังนั้น ถือว่าเป็นเดิมพันสูงสุดในชีวิตของทรัมป์ที่จะต้องอยู่ให้รอดและคงความนิยมในกลุ่มประชาชนเพื่อศึกชิงเก้าอี้ประธานาธิบดีในสมัยที่ 2 ในปีหน้า ถ้าหากพ่ายแพ้โอกาสที่จะต้องเผชิญกับชะตากรรมเลวร้าย โดยถูกดำเนินคดีอาญาหลังจากการถอดถอนเป็นสภาวะที่น่าหวาดเสียวมาก

ทรัมป์ พยายามใช้อำนาจสกัดกั้นกรรมาธิการ 3 คณะ ไม่ให้เข้าถึงเอกสารสำคัญต่างๆ เกี่ยวโยงการสนทนากับผู้นำยูเครน ซึ่งตนเองได้ขอร้องให้สอบสวนบุตรชายของโจ ไบเดน ในการทำธุรกิจ ซึ่งคำขอร้องได้เป็นหลักฐานสำคัญในกระบวนการถอดถอน

นอกจากนั้นยังได้สั่งให้เก็บบันทึกการสนทนาต่างๆ ถือว่าเป็นความลับสุดยอดซึ่งใครๆ ก็ไม่สามารถเปิดเข้าดูได้ถ้าไม่ได้รับอนุญาตจากประธานาธิบดี และพรรคเดโมแครตมองว่านี่เป็นหลักฐานสำคัญที่ผู้นำทำเนียบขาวพยายามปกปิด และพยายามขัดขวางกระบวนการยุติธรรม ซึ่งจะทำให้มีประเด็นในการอ้างเหตุผลเพื่อการถอดถอนอีกด้วย

ครั้งนี้ถือว่าพรรคเดโมแครต ได้จังหวะเหมาะที่สุดในความพยายามที่จะเล่นงานผู้นำทำเนียบขาวซึ่งที่ผ่านมาได้แสดงออกถึงความเชื่อมั่นในตัวเองสูง ไม่ฟังใครและมีปัญหากับคณะทำงานในระดับต่างๆ รวมทั้งรัฐมนตรีตำแหน่งสำคัญด้วย

ทรัมป์ยังได้ออกคำสั่งห้ามอดีตเอกอัครราชทูตรายหนึ่ง และเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวให้การ ไม่ให้ความร่วมมือหรือส่งเอกสารให้กรรมาธิการ แม้จะมีคำสั่งจากคณะกรรมาธิการก็ตาม

นอกจากนั้น ทรัมป์ยังให้ที่ปรึกษาประจำทำเนียบขาวส่งหนังสืออธิบายยาวเหยียด อ้างเหตุผลต่างๆ ว่าประธานาธิบดีจะไม่ให้ความร่วมมือ ให้ปากคำต่อคณะกรรมาธิการโดยเห็นว่าเป็นกระบวนการที่ไม่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ ไม่เปิดโอกาสให้ผู้ถูกกล่าวหา ซักค้านพยานซึ่งไม่ได้รับการเปิดเผยตัว เพราะเกรงว่าจะถูกข่มขู่คุกคาม

ในจดหมายมีหลายประเด็นที่เป็นความพยายามทำลายความน่าเชื่อถือของคณะกรรมาธิการซึ่งถูกกล่าวหาว่าเป็นเหมือนการล่าแม่มด

นี่เป็นประเด็นที่อาจจะทำให้เรื่องถึงศาลต้องตัดสินเพราะเป็นการประลองกำลังระหว่างผู้นำฝ่ายอำนาจบริหาร และองค์กรนิติบัญญัติคือสภาคองเกรส ซึ่งอ้างอำนาจตามรัฐธรรมนูญในการถ่วงดุลอำนาจระหว่าง 2 สถาบัน

และอาจจะต้องสู้กันถึงศาลสูง ดังที่ได้เคยเกิดขึ้นในปี 1984 ในกระบวนการถอดถอนประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน ซึ่งผลสุดท้ายต้องลาออกจากตำแหน่งก่อนครบวาระเพราะดูแล้วยังดีกว่าถูกถอดถอน

นอกจากเป็นศึกระหว่างผู้นำทำเนียบขาวกับพรรคเดโมแครตแล้ว ครั้งนี้ยังต้องพิสูจน์ว่าสมาชิกพรรครีพับลิกันบางกลุ่มจะเข้าร่วมด้วยหรือไม่ หรือยังจะเป็นในรูปแบบของพรรคใครพรรคมัน ไม่คำนึงถึงความถูกต้องและหลักฐานที่ปรากฏ

วิบากกรรมของทรัมป์ครั้งนี้เป็นผลมาจากการร้องเรียนโดยบุคคลนิรนามซึ่งฝรั่งเรียกกันว่า “คนเป่านกหวีด” 1 ราย ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นคนในวงการข่าวกรอง เสนอหลักฐานการสนทนาระหว่างผู้นำทำเนียบขาวกับผู้นำยูเครนและตามมาด้วย “ นักร้อง” ซึ่งก็อยู่ในวงการข่าวกรองเช่นเดียวกัน

ทรัมป์พยายามอ้างว่าคนเหล่านี้มีแผนจ้องล้มตัวเอง เป็นกบฏและเป็นคนทรยศรวมถึงถ้อยคำที่มองว่าเป็นการป้ายสีต่างๆ

ที่ผ่านมา ทรัมป์อ้างถึงแผนที่พรรคเดโมแครตพยายามตรวจสอบเรื่องฉาวต่างๆว่าเป็นเหมือนการล่าแม่มด และข้อกล่าวหาต่างๆ ล้วนเป็นข้อมูลลวงหรือข่าวปลอม โดยมีช่องข่าวสถานีฟอกซ์นิวส์ซึ่งมีแนวคิดการเมืองฝ่ายขวา และเป็นกระบอกเสียงสำคัญแก้ต่างให้ทรัมป์

แต่ครั้งนี้ดูเหมือนจะสาหัสที่สุดเพราะมีทั้งหลักฐานการเจรจาระหว่างทรัมป์กับผู้นำรัฐบาลยูเครนรวมถึงคำขอที่มีไปถึงผู้นำจีนให้ตรวจสอบโจ ไบเดน อีกด้วย แต่ประเทศจีนไม่เล่นด้วยเพราะไม่อยากยุ่งกับกิจการภายในประเทศอื่น และจีนก็มีปัญหาสงครามการค้ากับสหรัฐฯ ซึ่งผู้นำทำเนียบขาวเป็นฝ่ายเปิดฉากเล่นงานก่อน

นอกจากฝ่ายจีนจะไม่เล่นด้วยแล้ว ยังจะไม่หวาดหวั่นว่าสหรัฐฯ จะขยายสงครามการค้าโดยล่าสุดทรัมป์ได้ออกประกาศคว่ำบาตรบริษัทเทคโนโลยีของจีนเพิ่มขึ้นอีก รวมทั้งจำกัดวีซ่าเข้าประเทศของข้าราชการจีนด้วย ซึ่งจะทำให้ตัวผู้นำสหรัฐฯ ต้องเปิดศึกหลายด้านและสร้างความกังวลให้กับคนในพรรครีพับลิกัน

การกระทำแนวคิดและนโยบายบางอย่างของทรัมป์ สร้างความสงสัยว่าเป็นเจตนาที่จะบิดเบือน เบี่ยงเบนความสนใจของคนอเมริกันและนักการเมืองฝ่ายค้านจากวิกฤตที่ตัวเองเผชิญอยู่หรือไม่ เช่นการตัดสินใจถอนทหารออกจากซีเรียโดยเปิดพื้นที่ให้กองทหารของตุรกีเข้าไปกวาดล้างกองกำลังฝ่ายเคิร์ด ซึ่งที่ผ่านมาได้เป็นกำลังสำคัญในการรบกับขบวนการก่อการร้ายไอซิสอย่างได้ผล

การสำรวจความคิดเห็นของประชาชนอเมริกันเริ่มให้เห็นว่าความนิยมที่มีต่อผู้นำทำเนียบขาวเริ่มลดลง ถ้าแนวโน้มเป็นอย่างนี้ต่อไปสมาชิกพรรครีพับลิกันบางส่วนอาจจะถอดใจเพราะต้องห่วงอนาคตของตัวเองเช่นกัน เมื่อวาระการเลือกตั้งใกล้มาถึง

จากนี้ไปต้องรอดูว่าคณะกรรมาธิการตรวจสอบจะมีทีเด็ดอะไรที่จะทำให้กระบวนการถอดถอนเป็นผลสำเร็จเพราะถึงอย่างไรทรัมป์ จะไม่มีวันยอมง่ายๆ จะต้องสู้ยิบตา ไม่ว่าบางครั้งจะถูกมองว่าน่าเกลียดอย่างไรก็ตาม

คงมีคนจำนวนไม่น้อยในโลกนี้ที่ต้องการให้ทรัมป์ พ้นจากตำแหน่งและโดนคดีอาญาเพื่อไม่ให้สงครามการค้าและวิกฤตต่างๆ ยืดเยื้อจนทำให้ปัญหาเศรษฐกิจเข้าขั้นรุนแรงมากกว่าที่เป็นอยู่

แต่จะเป็นเพียงความหวังหรือไม่ต้องรอดูว่าทรัมป์จะรอด และชนะการเลือกตั้ง อีกครั้งหรือจบชีวิตการเมืองที่เต็มไปด้วยความอื้อฉาว
กำลังโหลดความคิดเห็น...