xs
xsm
sm
md
lg

ประชาชนคือเหยื่อผู้มีอำนาจ

เผยแพร่:   โดย: สุรวิชช์ วีรวรรณ


ถ้าเรามองย้อนไปในอดีตนับตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ความขัดแย้งทางการเมืองไทยนั้นเป็นความขัดแย้งของฝ่ายที่ช่วงชิงอำนาจกัน แต่เมื่อประชาชนตื่นรู้ และเข้าใจว่าประชาธิปไตยหมายถึงอำนาจของประชาชนเป็นใหญ่ ก็กลายเป็นการต่อสู้ระหว่างผู้ถืออำนาจรัฐกับประชาชน นับตั้งแต่เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 กระทั่งมาถึงเหตุการณ์พฤษภาคม 2535

แต่ปัจจุบันด้วยการชาญฉลาดของนักการเมืองและฝ่ายที่ถืออำนาจ เขาปลุกปั่นประชาชนฝั่งหนึ่งขึ้นมาเป็นเครื่องมือในการปกป้องตัวเอง เพื่อสร้างความชอบธรรมว่า แม้ประชาชนกลุ่มหนึ่งจะออกมาขับไล่ แต่ยังมีประชาชนอีกกลุ่มที่พึงพอใจในการใช้อำนาจของเขา

นวัตกรรมทางการเมืองในเรื่องนี้ทำให้สังคมแตกแยกออกเป็น 2 ขั้วจนยากที่จะกลับมาสมัครสมานสามัคคีกัน เพื่อร่วมกันตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐของผู้มีอำนาจในฐานะประชาชนที่เป็นถูกปกครองเหมือนๆ กัน

มีใครคิดบ้างว่าความแตกแยกของคนในสังคมที่แบ่งออกเป็นสองฝ่ายนั่นแหละคือปุ๋ยอันโอชะของผู้มีอำนาจ หรือไม่ก็เป็นเพียงเครื่องมือหนึ่งในการเป็นนั่งร้านให้เขาเหยียบย่ำขึ้นไปสู่อำนาจ

และประชาชนถูกใช้เป็นเกราะกำบังในการกระทำผิดประพฤติมิชอบ เพราะความขัดแย้งยาวนานมันสร้างความเป็นฝักฝ่ายพวกพ้องจนละเลยตรวจสอบการใช้อำนาจของผู้ปกครองที่เป็นฝ่ายเดียวกับตน

นักการเมืองนั้นฉลาดพอที่จะรู้ว่า เขาอยู่ได้ถ้ามีประชาชนเกื้อหนุน ความขัดแย้งของประชาชนทำให้เขามีความง่ายที่จะปกครอง แม้ว่าความขัดแย้งขาดความสามัคคีของประชาชนจะส่งผลเสียต่อภาพรวมของประเทศก็ไม่สำคัญเท่ากับประโยชน์ที่นักการเมืองได้จากการรักษาอำนาจเอาไว้

ในฐานะผู้ปกครองพวกเขาตระหนักดีว่าจะต้องพึ่งพิงประชาชน เหมือนกับสุภาษิตจีนที่ว่า 水能载舟,亦能覆舟 น้ำทำให้เรือลอยได้ ก็ทำให้เรือล่มได้เหมือนกัน ในความหมายว่า น้ำก็คือ ประชาชน และเรือก็คือรัฐบาลหรือผู้มีอำนาจ

แต่ประชาชนของเราแบ่งข้างออกมาเป็น 2 ฝ่ายอย่างชัดเจน จนกระทั่งบ้านเมือง 10 กว่าปีมานี้ต่างฝ่ายต่างก็อ้างความชอบธรรมจากประชาชนผลัดกันขึ้นมาสู่อำนาจ แล้วปล่อยให้ประชาชนขัดแย้งแตกแยกกันต่อไป เพื่อช่วยกันลอยเรือคนละลำ

สิบกว่าปีของความขัดแย้งทางการเมือง หลังการเกิดของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ฝ่ายหนึ่งปลุกปั่นสร้างมวลชนเสื้อแดงขึ้นมา การต่อสู้กันของประชาชนกลายเป็นนั่งร้านให้ทหารเข้ามาสู่อำนาจ แล้วก็ทำทุกอย่างแบบนักการเมืองทำไม่ได้เปลี่ยนแปลงบ้านเมืองไปในหนทางที่ประชาชนเรียกร้อง สุดท้ายฝ่ายที่ประชาชนชุมนุมขับไล่เพราะเห็นว่า เป็นรัฐบาลที่ใช้อำนาจในทางที่ผิด (abuse of power) ก็กลับมาครองอำนาจเหมือนเดิม เพราะเขาสร้างมวลชนขึ้นมาเพื่อเป็นฐานอำนาจได้สำเร็จ

สงครามกีฬาสีและความขัดแย้งเกิดขึ้น แบ่งประชาชนออกเป็นสองฝ่ายที่ต่างยึดเอาตัวบุคคลเป็นสรณะ ฝ่ายตัวเองไม่ว่าจะทำอะไรก็ถูกหมด พร้อมจะหาข้อแก้ตัวมาตอบโต้ฝ่ายตรงข้าม เป็นกันแบบนี้ทั้งสองสีเสื้อ ไม่มีอะไรเป็นมาตรฐานที่พอเป็นมาตรวัดให้สังคมมีแต่ฝ่ายกูถูกฝ่ายมึงผิด และต่างเชื่อมั่นว่า ฝ่ายตัวเองเป็นฝ่ายที่ชอบธรรม

แม้พันธมิตรฯ สลายตัวไปคู่ความขัดแย้งก็ยังเป็นคนสองกลุ่มเดิมที่แบ่งฝ่ายแบ่งฟากกันเปลี่ยน แต่ฝ่ายหนึ่งเปลี่ยนแกนนำมาเป็นกำนันสุเทพที่พลิกตัวเองจากนักการเมืองดำขลับมาเป็นผ้าขาวสะอาดสะอ้านประกาศชัดถ้อยว่าในชีวิตการเมืองไม่เคยมีเรื่องทุจริตสักครั้งเดียว

สุดท้ายก็กลายเป็นนั่งร้านให้ทหารเข้ามาครองอำนาจ 5 ปี แล้วสร้างฐานการเมืองด้วยการเขียนกติกาเพื่อให้ตัวเองอยู่ในอำนาจอีก 8 ปี โดยมีประชาชนฝ่ายหนึ่งที่ขัดแย้งกันเป็นเกราะกำบังอุ้มชูรัฐบาลทหาร

ส่วนประชาชนอีกฝ่ายก็ไม่ต่างกันก็พร้อมจะพลีกายเป็นนั่งร้านให้อีกฝ่ายเพื่อเข้าสู่อำนาจเช่นเดียวกัน เมื่อได้อำนาจฝ่ายเดียวกันก็คอยพิทักษ์ปกป้องและเชื่อมั่นว่าเป็นรัฐบาลที่ถูกต้องชอบธรรม แม้กระทำในสิ่งที่ผิดหรือฉ้อฉลก็พร้อมจะยอมรับ

ในขณะที่ประชาชนแตกแยกกันเคยย้อนกลับไปมองหรือไม่ว่า ความขัดแย้งของประชาชนที่แบ่งเป็นฝักฝ่ายนั่นแหละเป็นสิ่งที่ผู้มีอำนาจต้องการไม่ว่าจะมาจากนักการเมืองหรือทหารก็ตาม เพราะไม่ว่าจะทำอะไรผิดหรือถูกก็มีฝ่ายที่พร้อมจะสนับสนุนโต้แย้งแทน ให้เขาใช้เป็นข้ออ้างว่ามีประชาชนหนุนหลังสนับสนุนตัวเองอยู่เสมอ เพราะเมื่อเป็นฝ่ายที่ตัวเองสนับสนุนเขาจะชักจูงไปทางไหนส่งผลอย่างไรก็ไม่เคยมีคำถาม

ความขัดแย้งของประชาชนจึงเป็นเหยื่ออันโอชะของผู้มีอำนาจไม่ว่าจะมาจากฝ่ายไหน เพราะถ้าประชาชนสามัคคีกัน ผู้มีอำนาจก็จะต้องระมัดระวังในการใช้อำนาจมากขึ้น

ประชาธิปไตยที่ประชาชนเป็นใหญ่ กลายเป็นข้ออ้างที่ทำให้ต่างฝ่ายอ้างว่ามีประชาชนของตัวเองสนับสนุน อำนาจรัฐไม่ว่าฝ่ายไหนต่างอ้างว่ามีประชาชนสนับสนุนการมีอำนาจที่ชอบธรรมของฝ่ายตัวเอง

เราจะเห็นได้ว่า เมื่อประชาชนขัดแย้งกันแล้วทำให้ผู้แสวงอำนาจได้ประโยชน์ แต่นักการเมืองเองก็ยังไม่ได้สลับหน้าตาไปไหนยังเป็นคนกลุ่มเดิม คนที่เคยแวดล้อมทักษิณวันนี้หันมาแวดล้อมประยุทธ์ หรือแม้จะมีคนหน้าใหม่เข้ามาก็เล่นการเมืองแบบเดิม พรรคการเมืองกลายเป็นเครื่องมือของเจ้าของพรรคนายทุนเศรษฐี หรือไม่ก็เป็นพรรคของผู้มีอิทธิพลบารมีไม่กี่คน แบบว่าใครมีอำนาจก็เฮไปทางนั้น

จึงไม่แปลกที่วันนี้นักการเมืองฝั่งที่ถืออำนาจปัจจุบัน ก็ล้วนแต่เป็นคนหน้าเก่าที่คนกลุ่มหนึ่งเคยมาขับไล่ และคนที่เคยออกมาขับไล่ก็คือกลุ่มคนที่เกื้อหนุนรัฐบาลชุดนี้นี่แหละ นั่นสะท้อนว่า เราไม่ได้ยึดมั่นในหลักการอะไรหรอก แต่เราบูชาตัวบุคคล กระทั่งแม้ว่าบุคคลนั้นจะไร้ความสามารถเราก็พร้อมจะมองข้ามไป พร้อมจะปกป้อง แบบที่เรียกว่าแม้จะผายลมเราก็ยังบอกว่าหอม

แล้วผู้มีอำนาจก็ทำแบบเดียวกับที่นักการเมืองที่เราเคยขับไล่ฉ้อฉลต่ออำนาจแบบเดียวกัน เราก็ไม่ใส่ใจแกล้งมองข้ามไปกระทั่งหาเหตุผลข้างๆ คูๆ มาปกป้องแก้ตัวแทน เป็นแบบนี้ทั้งสองฝั่งการเมืองไม่ใช่ฝั่งใดฝั่งหนึ่ง ความเป็นฝักฝ่ายทำให้ความจริงถูกมองข้ามไม่ว่าฝ่ายตัวเองทำอะไรก็ดีไปเสียหมด

ด้วยพฤติกรรมแบบนี้ถ้าเปลี่ยนอีกฝั่งมามีอำนาจเขาก็ได้ประโยชน์จากการแบ่งแยกของประชาชนเช่นเดียวกัน

ฉะนั้นผู้ที่แสวงหาอำนาจจึงไม่ต้องการให้คนไทยสามัคคีกันต้องการให้ความขัดแย้งยังดำรงอยู่ต่อไปแบบนี้ เพราะใครขึ้นมามีอำนาจเขาก็ได้ประโยชน์จากความขัดแย้งนี้ แต่ถ้าประชาชนสามัคคีกันเมื่อนั้นเก้าอี้เขาก็สั่นคลอน เพราะจะกดหัวปกครองประชาชนได้ยากขึ้น

ลัทธิบูชาตัวบุคคลที่กำลังครอบงำสังคมไทยอยู่นี้ มันจึงสร้างระบบอำนาจนิยมให้เกิดขึ้นไม่ว่ารัฐบาลนั้นจะมาจากการเลือกตั้งหรือมาจากการยึดอำนาจก็ตาม โดยมีประชาชนที่แตกแยกกันเป็นเหยื่อนั่นเอง

ติดตามผู้เขียนได้ที่ https://www.facebook.com/surawich.verawan
กำลังโหลดความคิดเห็น...