xs
xsm
sm
md
lg

ย้อนถนอมแล้วมองประยุทธ์ กับอนาคตสังคมไทยที่รอวันแตกหัก

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


“หนึ่งความคิด”
“สุรวิชช์ วีรวรรณ”

ในขณะที่คนรุ่นใหม่ เทคโนโลยีนวัตกรรมกำลังเคลื่อนที่ไปข้างหน้า เพื่อนฝูงหลายคนปรารภตรงกันว่าบ้านเมืองของเราดูเหมือนกำลังจะย้อนยุค และมองกลับไปไกลถึง ยุคสฤษดิ์-ถนอม เลยทีเดียว

ในยุคสฤษดิ์ต่อถนอม หลังจากมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพ.ศ. 2511 แล้วจัดการเลือกตั้งทั่วไปขึ้นในวันที่ 10 กุมภาพันธ์พ.ศ. 2512 มีการจดทะเบียนก่อตั้งพรรคการเมืองขึ้นมาเป็นจำนวนมากโดยมีพรรคการเมืองใหญ่ 2 พรรคคือ พรรคสหประชาไทยและพรรคประชาธิปัตย์ การเลือกตั้งครั้งนี้ถือเป็นการเลือกตั้งที่มีผู้คนตื่นตัวเป็นอย่างมากเนื่องจากว่างเว้นการเลือกตั้งถึง 11 ปีเต็ม โดยมีผู้สมัครลงเลือกตั้งทั้งหมด 1,522 คนจากทั้งหมด 12 พรรคการเมืองและไม่สังกัดพรรคการเมืองใด

การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์พ.ศ. 1512 เป็นการเลือกตั้งแบบรวมเขตเรียงเบอร์โดยถือเอาหนึ่งจังหวัดเป็นหนึ่งเขตเลือกตั้งและเป็นการเลือกตั้งโดยตรงจำนวนผู้แทนราษฎรในแต่ละเขตคำนวณโดยถือเอาจำนวนประชาชน 150,000 คนต่อผู้แทน 1 คนการเลือกตั้งครั้งนี้มีผู้แทนทั้งหมด 219 คน

ผลการเลือกตั้งพรรคสหประชาไทยที่มี จอมพลถนอม กิตติขจร เป็นหัวหน้าพรรคและ พลอากาศเอกทวี จุลละทรัพย์ เป็นเลขาธิการพรรคได้รับเลือกมาเป็นที่หนึ่งโดยได้ส.ส.ทั้งหมด 74 คนได้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ที่มี หม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช เป็นหัวหน้าพรรคได้ ส.ส.ทั้งหมด 55 คนแต่ในจังหวัดพระนครและจังหวัดธนบุรีพรรคประชาธิปัตย์สามารถได้ส.ส.ทั้งหมดจำนวน 21 คน

ในวันที่ 7 มีนาคมปีเดียวกันได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯให้จอมพลถนอม กิตติขจร ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

แต่ในปี พ.ศ. 2514 จอมพลถนอมได้ทำรัฐประหารรัฐบาลของตนเองและได้จัดตั้งสภาบริหารคณะปฏิวัติขึ้นจนกระทั่งมีการประกาศใช้ธรรมนูญการปกครองแห่งราชอาณาจักรเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2515 และสภานิติบัญญัติแห่งชาติตามธรรรมนูญการปกครองดังกล่าวได้มีมติให้จอมพลถนอมดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อไป แบบกินเองชงเอง

แต่แล้วจอมพลถนอมก็ต้องพ้นตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเมื่อเกิดเหตุการณ์ 14 ตุลา พ.ศ. 2516 โดยนักศึกษาประชาชนนับล้านคนลุกขึ้นมาขับไล่จนต้องหนีออกไปนอกประเทศ และถูกตราหน้าว่าทรราชย์

การริเริ่มครั้งนั้นเป็นฝีมือของนักศึกษาที่เป็นคนหนุ่มสาว ในสภาวะที่รัฐบาลมีเครื่องมือในการสื่อสารและโฆษณาชวนเชื่อที่เหนือกว่ามาก แต่กระแสเรียกร้องประชาธิปไตยก็ถูกจุดคิดขึ้น เพื่อนำพาประเทศพ้นจากเผด็จการ

เราจะเห็นว่า หลังปล่อยให้มีการเลือกตั้งเมื่อปี 2512 เป็นครั้งแรกในรอบ 11 ปี แม้พรรคของจอมพลถนอมจะชนะแต่ก็ต้องเผชิญกับพรรคฝ่ายค้านที่เข็มแข็งอย่างพรรคประชาธิปัตย์ และคนกรุงเทพฯ ที่สนับสนุนพรรคฝ่ายค้าน สุดท้ายจอมพลถนอมก็ทำการรัฐประหารตัวเอง และเขียนรัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่ แล้วใช้สภานิติบัญญัติที่ตัวเองแต่งตั้งเลือกตัวเองกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีก

จะเห็นว่านี่เป็นความแตกต่างกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ใช้วิธีการเลือกตั้งเข้ามา แต่ใช้วิธีเขียนรัฐธรรมนูญให้ส.ว.ที่ตัวเองแต่งตั้งเลือกนายกรัฐมนตรีได้ร่วมกับส.ส. แม้จะอ้างว่าเป็นประชามติที่ประชาชนเสียงข้างมากเห็นชอบวิธีการนี้แล้ว แต่มันน่าจะเป็นคนละเรื่องกับคำถามที่ว่ากติกาเป็นธรรมหรือไม่

ในยุคถนอมนั้นประชาชนต้องทนมา 11 ปีกว่าจะได้เลือกตั้ง แต่เพียง 2 ปี จอมพลถนอมก็ยึดอำนาจแล้วตั้งตัวเองกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกในปี 2514 แต่ความอดทนที่อยู่ภายใต้อำนาจเผด็จการก็ถูกโค่นล้มในเวลา 2 ปีคือเหตุการณ์วันที่ 14 ตุลาคม 2516 น่าสนใจว่า ในสภาวะที่บ้านเมืองกำลังต่อสู้กันทางความคิดของคนรุ่นเก่ากับคนรุ่นใหม่ และอำนาจรัฐกำลังสถาปนาให้เป็นระบอบอำนาจนิยมและชาตินิยมมากขึ้น ความอดทนและแรงเหวี่ยงที่สะท้อนกลับจากคนหนุ่มสาวจะรุนแรงเพียงไหน

อย่าลืมว่าปัจจุบันเครื่องมือสื่อสารของรัฐไม่ได้เปรียบคนหนุ่มสาวเหมือนยุค 14 ตุลานั้นมันง่ายมากที่จะก่อตัวเป็นคลื่นมวลชนเหมือนกับที่เราเห็นในฮ่องกง ที่มีการเรียกให้มหาอำนาจเข้ามาจัดการปัญหาในประเทศตัวเอง นั่นสะท้อนว่า ความเป็นชาตินั้นไม่สำคัญเท่ากับสิทธิเสรีภาพ คนเหล่านี้ไม่สนความเป็นชาติ แต่เชื่อมั่นว่าโลกไร้พรมแดน พวกเขาจะอยู่ที่ไหนก็ได้ แต่ต้องมีเสรีภาพและยึดมั่นในแนวทางเสรีนิยม

ลองคิดดูว่ากระแสเหวี่ยงขวาของอีกรุ่นและกระแสเหวี่ยงซ้ายของอีกรุ่นที่จะปะทะกัน มันจะรุนแรงกว่าเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ขนาดไหน

วันก่อนผมถามวิทยากรที่เคยผ่านเหตุการณ์14ตุลา 16 ท่านหนึ่งที่มาบรรยายในหลักสูตรที่อบรมอยู่ว่า ในขณะที่บ้านเมืองกำลังอยู่ในสภาพย้อนยุคเป็นอำนาจนิยมและดูเหมือนว่าภาวะประชาธิปไตยกำลังถดถอยในขณะที่คนรุ่นใหม่เชื่อมั่นในเรื่องเสรีนิยมคิดว่าวันหนึ่งจะเกิดการปะทะจนเกิดความรุนแรงเหมือนยุค14 ตุลาในอดีตหรือไม่คำตอบก็คือก็ภาวนาอย่าให้มันเกิด

แต่ส่วนตัวผมคิดว่าสภาวะที่ทำให้ระบบอำนาจนิยมดำรงอยู่ได้ในสีเสื้อประชาธิปไตยที่เขียนขึ้นมาจากรัฐธรรมนูญที่สร้างแต้มต่อให้กับตัวเองนั้นยังดำรงอยู่ได้เพราะสังคมไทยยังคงแบ่งแยกเป็น 2 ฟากฝั่งแม้เหมือนจะจางลงบ้างแต่ต่างก็ยังยึดมั่นกับตัวบุคคลมากกว่าระบบทำให้มันเป็นตัวพยุงในการคานอำนาจสองฝั่งที่ก้ำกึ่งกันเอาไว้

แต่ภาวะแบบนี้ผ่าน 5 ปีมาแล้วและกำลังขึ้นปีที่6แม้รูปแบบจะเปลี่ยนไปมีเสรีภาพมากขึ้นและนายกรัฐมนตรีคนเก่ากลับมาสู่อำนาจด้วยวิธีการเลือกตั้งที่เปิดโอกาสให้ตัวเองเลือกคนเข้ามายกมือให้ตัวเองไว้แล้ว 250 คนถ้าเราไปเล่าเรื่องนี้ให้คนต่างชาติที่ประเทศของเขาเป็นประชาธิปไตยฟังมันคงเป็นเรื่องขบขันไม่น้อย

เหมือนที่เรามองระบอบประชาธิปไตยของพม่าซึ่งสภาแห่งชาติของเมียนมาร์เป็นระบบสองสภาซึ่งประกอบด้วย 1. สภาผู้แทนราษฎรโดยมีสมาชิกได้ไม่เกิน 440 คนมาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขต 330 คนและอีก 110 คนมาจากการแต่งตั้งโดยผู้บัญชาการทหารสูงสุดและ 2. สภาชาติพันธุ์มีสมาชิกได้ไม่เกิน 224 คนโดยมาจากการเลือกตั้งโดยตรง 168 คนและอีก 56 คนมาจากการแต่งตั้งโดยผู้บัญชาการทหารสูงสุด

แถมกำหนดไว้ด้วยว่าการแต่งตั้งรัฐมนตรีประจำกระทรวงกลาโหมกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงกิจการชายแดนต้องพิจารณาจากบุคคลในกองทัพที่ได้รับการเสนอชื่อจากผู้บัญชาการทหารสูงสุด

ส่วนของเรานั้นกำหนดให้สมาชิกวุฒิสภา 6 คนมาจากผู้นำกองทัพและผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติลองดูครับว่ามันมีอะไรที่คล้ายกันไหม

แม้รัฐธรรมนูญของเราเขียนบทเฉพาะกาลให้อยู่ในภาวะแบบนี้ได้เพียง 5 ปีเหมือนกับว่าไม่นานเกินไปที่เราจะรอคอยวันที่ประชาธิปไตยกลับมาเต็มใบแต่ต้องไปลืมว่าเราจะอยู่กับรัฐบาลประยุทธ์ไปอีกอย่างน้อย 4 ปี หลังจากอยู่มาแล้ว 5 ปี และถ้ายังอยู่ก็ต้องเลือกตั้งอีกสมัยรวมเป็น 8 ปีตราบที่ ส.ว.ยังมีอำนาจเลือกนายกรัฐมนตรีทำให้มีโอกาสมากที่เราจะอยู่กับรัฐบาลประยุทธ์รวมกัน 13 ปี

อย่างไรก็ตาม ผมไม่เชื่อว่าความอดทนของสังคมมันจะยาวนานไปถึงวันนั้นได้ดูแค่ 5 ปีที่ผ่านมาคนรุ่นใหม่ที่มีรายชื่อเลือกตั้งครั้งแรก7-8ล้านคนและคนอีกจำนวนมากได้สะท้อนออกมาเป็นผลการเลือกตั้งพรรคอนาคตใหม่ซึ่งถูกมองว่าเป็นพรรคของคนรุ่นใหม่ถึง 6 ล้านกว่าเสียงและพรรคเพื่อไทยก็ยังคงมีคะแนนเสียงมาเป็นอันดับ1

ตามกฎของนิวตันนั้นแรงกริยาจะมีแรงปฏิกิริยาเกิดขึ้นเสมอ 5 ปีที่ผ่านมายังส่งผลขนาดนี้แล้วอีก 4 ปี 8 ปีจะเป็นอย่างไร

แล้วคิดว่าเราจะสามารถผ่าน 4 ปีไปได้อย่างราบรื่นไหมเราจะมีม็อบบนถนนไหมภาวะความขัดแย้งแบ่งแยกที่จางๆ ลงจะกลับมาเข้มขึ้นอีกไหมเมื่อสองฝั่งมีสองชุดความเชื่อที่ต่างกันแต่ต่างเชื่อว่าตัวเองชอบธรรมด้วยกันทั้งคู่ซึ่งไม่ผิดหรอกเพราะอุดมการณ์ความเชื่อทางการเมืองไม่ใช่เรื่องของความถูกผิด

ความอดทนของคนจำนวนหนึ่งจะยอมให้ปีที่ 6-7-8 ผ่านไปได้ไหมหรือมันจะปะทุขึ้นมาอีกไม่นาน

เสียงเรียกร้องให้แก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นธรรมมันจะอยู่แค่ในพื้นที่รัฐสภาหรือออกมาบนถนน

คนจำนวนหนึ่งที่รับรองรัฐธรรมนูญด้วยเสียงประชามติข้างมากอาจบอกว่านี่คือความชอบธรรมเพราะประชาชนลงมติรับรองแล้วแม้ว่าจะเขียนขึ้นอีกฝั่งให้ได้เปรียบก็ตามคนอีกฝั่งก็ถามว่าถ้าเสียงข้างมากลงมติให้ไปปล้นการไปปล้นมันก็เป็นความชอบธรรมด้วยเช่นนั้นหรือ

สิ่งที่น่าจะเป็นปฏิกิริยาเร่งอีกอย่างก็คือการใช้อำนาจขององค์กรอิสระต่างๆ ซึ่งเราต้องไม่ลืมว่าทักษิณพังพ่ายเพราะใช้อำนาจอย่างไม่ชอบธรรมและแทรกแซงองค์กรอิสระจนง่อยเปลี้ยเสียแขน

แล้วโลกวันนี้มันหมุนเร็วมากเมื่อเทียบกับเหตุการณ์14 ตุลา16 เครื่องมือสื่อสารยุคนี้ทรงพลังกว่าอดีตมากความรับรู้ข่าวสารของสังคมแทบจะเท่าเทียมกันแบบนาทีต่อนาทีในทุกพื้นที่ง่ายมากที่จะเป็นชนวนให้เกิดพลังอันมหาศาลขึ้นมาท้าทายอำนาจรัฐแล้วก็จะเกิดการปะทะกันขึ้นในสังคมไทย

ดังนั้น เท่าที่นึกได้ทางออกเดียวของสังคมไทยวันนี้ก็คงอยู่ที่การช่วยกันภาวนาอย่าที่ว่านั่นแหละครับ

ติดตามผู้เขียนได้ที่ https://www.facebook.com/surawich.verawan


กำลังโหลดความคิดเห็น...