xs
xsm
sm
md
lg

อเมริกา...กับตลาดน้ำมันโลก (จบ)

เผยแพร่:   โดย: ทับทิม พญาไท

ประธานาธิบดีฮัสซัน โรฮานี ของอิหร่าน
การอาศัยการ “แซงชั่น” ต่อบรรดาประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายหลักๆ ที่ไม่เพียงแต่ถือเป็นการเล่นงานประเทศคู่กัด หรือประเทศที่ไม่ยอมค้อมหัว ศิโรราบให้กับคุณพ่ออเมริกา แบบตรงไป-ตรงมา ยังถือเป็นการช่วยสร้าง “อำนาจแข่งขัน” ในการระบายน้ำมัน “Shale Oil” ของอเมริกา เข้าไปแย่งตลาด แบ่งตลาดจากบรรดาประเทศเหล่านี้ ได้อย่างเป็นเนื้อ เป็นหนัง เป็นเรื่อง เป็นราว อย่างเห็นได้โดยชัดเจน...

ไม่ว่าจะเป็นประเทศเวเนซุเอลา ที่สร้างความเปรี้ยวมือ เปรี้ยวเท้า ให้กับคุณพ่ออเมริกามาตั้งแต่ยุคอดีตประธานาธิบดี “ฮูโก ชาเวซ” โน่นเลย จากปริมาณน้ำมันที่เคยผลิตได้ถึงวันละ 2,373,000 บาร์เรล เมื่อปี ค.ศ. 2916 เมื่อเจอกับการแซงชั่นเข้าหนักๆ ช่วงเดือนมิถุนายนปี ค.ศ. 2019 โรงกลั่น “PDVSA” ของเวเนซุเอลา ต้องลดการผลิตลงไปเหลือแค่ 1.13 ล้านบาร์เรลต่อวัน เดือนกรกฎาปีเดียวกัน เหลือแค่ 9.92 แสนบาร์เรลต่อวัน และล่าสุด...เหลือเพียงแค่ 770,000 บาร์เรลต่อวัน ปริมาณน้ำมันที่หายไปนับเป็นล้านๆบาร์เรลเหล่านี้ ก็คือตัวเปิดโอกาสให้น้ำมัน “Shale Oil” ของสหรัฐฯ สามารถเข้าไปแทนที่ได้ด้วยกันทั้งสิ้น...

ไม่ต่างไปจากอิหร่านที่เคยผลิตน้ำมันถึง 2 ล้านบาร์เรลต่อวัน แต่เมื่อเจอเข้ากับการห้ามซื้อ-ห้ามขายน้ำมันอิหร่าน ไม่ว่าจะโดยประเทศพันธมิตรของอเมริกา อย่างญี่ปุ่น อินเดีย ฯลฯ ถูกห้ามหมด การผลิตน้ำมันของอิหร่านก็ต้องลดลงมาเกือบครึ่งต่อครึ่ง ประเทศใดที่ไม่อยากเป็นปัญหากับอเมริกา อย่างเช่นอินเดีย เป็นต้น เลยต้องหันไปหาซื้อน้ำมัน “Shale Oil” เอามาทดแทนกันไปพลางๆ แม้แต่ผู้ที่กำลังผงาดขึ้นมาเป็น “มหาอำนาจพลังงาน” อย่างรัสเซียก็เถอะ ไม่เพียงแต่ถูก “แซงชั่น” คราวแล้ว คราวเล่ายังถูกเตะสกัด เตะตัดขา ด้วยการยุให้ยุโรปทั้งยุโรป เลิกพึ่งพาพลังงานจากรัสเซีย ให้หันมาปฏิเสธ ต่อต้าน โครงการท่อขนส่งพลังงานที่ยาวที่สุดในโลกของรัสเซียที่ร่วมทุนกับบรรดาบริษัทต่างๆ ในยุโรป หรือโครงการ “Nord Stream 2” อย่างเป็นระบบและเป็นกิจการ โดยให้หันมาซื้อแก๊ส และน้ำมัน ที่บรรทุกจากเรืออเมริกันกันแทนที่...

ดังนั้น...ในมุมมองของประเทศคู่กัดคุณพ่ออเมริกา อย่างอิหร่านแล้ว เขาจึงมองว่าการเปิดฉากโจมตีประเทศเล็กๆ จนๆ อย่างเยเมนของราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบียนั้น อันที่จริงก็มีที่มาจากการ “เปิดไฟเขียว” ของอเมริกา หรือจากการยุแยง ตะแคงรั่ว เพื่อให้ประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ที่สุดอย่างซาอุฯ มีอันต้อง “ติดหล่ม” หรือติดอยู่ใน “กับดัก” ของสงครามอันไม่มีที่สิ้นสุด เพื่อที่จะลดทอนศักยภาพในการผลิตน้ำมันของซาอุฯ และเปิดช่อง เปิดโอกาส ให้น้ำมัน “Shale Oil” ของอเมริกาเข้าไปแทนที่ ได้อย่างถนัดชัดเจนนั่นเอง ยิ่งโดยเฉพาะเมื่อ “หัวใจ” ของกระบวนการผลิตน้ำมันในซาอุฯ คือ “Abqaiq” และ “Khurais” ถูกเล่นงานไม่ว่าจะโดยจรวด หรือเครื่องบินโดรนของฝ่ายใดก็ตาม แต่การประกาศว่าอเมริกาพร้อมที่จะนำเอาน้ำมันสำรองจำนวนนับแสนๆ ล้าน หรือล้านๆ บาร์เรล เข้าไปตอบสนองปริมาณน้ำมันที่หายไปจากตลาด ก็ไม่ต่างอะไรไปจากความพยายามเข้าไปปันส่วนแบ่งตลาด หรือแย่งตลาดของซาอุฯ ในระยะยาวนั่นเอง...

โดยมุมมองของอิหร่าน...เขาจึงให้ข้อสรุปเอาไว้ดังนี้คือ 1. การก่อกวน ไม่ว่าด้วยการแซงชั่น หรือกรรมวิธีใดๆ ก็ตาม ต่อบรรดาประเทศผู้ผลิตน้ำมันหลักๆ ไม่ว่าซาอุฯ เวเนซุเอลา อิหร่าน รัสเซีย ฯลฯ ได้ทำให้ระดับราคาน้ำมันในตลาดยังคงอยู่ในมาตรฐาน ที่สามารถทำให้เกิดการ “คุ้มทุน” ต่อการผลิตน้ำมัน “Shale Oil” ได้โดยตลอด หรือทำให้กระบวนการผลิตน้ำมันด้วยกรรมวิธีดังกล่าว สามารถเข้าไปมีส่วนแข่งขันในตลาดน้ำมันไปได้อีกตราบนานเท่านาน 2. การเพิ่มส่วนแบ่งตลาด ด้วยการแซงชั่นประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ๆ โดยตรง หรือการสร้างความตึงเครียดในระดับภูมิภาคให้กับประเทศผู้ผลิตน้ำมันในแต่ละรายไม่ว่าที่เป็นมิตร เป็นศัตรูของอเมริกาก็ตาม ยังกลายเป็นตัวเพิ่มบทบาทของอเมริกาในตลาดน้ำมันโลก ในแต่ละช่วง แต่ละระยะ 3. บทบาทที่เพิ่มขึ้นๆของอเมริกาในตลาดน้ำมันระดับโลก ยังสามารถนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการปิดล้อม กดดันต่อบรรดามหาอำนาจคู่แข่ง ไม่ว่าจะเป็นจีน สหภาพยุโรป ไปจนถึงญี่ปุ่น ฯลฯ ที่ต่างต้องพึ่งพาน้ำมันในตะวันออกกลาง หรือไม่ก็รัสเซีย ไม่ว่าทางใดก็ทางหนึ่ง 4. การสร้างความตึงเครียดให้แก่บรรดาประเทศผู้ผลิตน้ำมันในตะวันออกกลางและอ่าวเปอร์เซีย ยังสามารถก่อให้เกิดผลกำไรต่ออุตสาหกรรมผลิตอาวุธของอเมริกาอีกด้วยต่างหาก ที่ต้องหันไปพึ่งพาอาวุธชนิดใหม่ของอเมริกา ในการปกป้องความมั่นคงของตัวเอง และ 5. ยังทำให้ประเทศที่ไม่ได้เป็นประชาธิปไตย อย่างเช่นซาอุดีอาระเบียและกลุ่มประเทศอ่าวเปอร์เซีย ยังคงต้องยอมรับสถานะของอเมริกา ในการเข้าแทรกแซงกิจการภายใน เพื่อสร้างหลักประกันความมั่นคงในระดับภูมิภาค...

ดังนั้น...กรรมวิธีที่จะแก้หมาก แก้เกม แก้ปัญหาทางการเมือง หรือปัญหาทางยุทธศาสตร์ในลักษณะเช่นนี้ ก็คงเหลืออยู่เพียงต้องหันมาหาทาง “สามัคคี” กันเข้าไว้ให้จงหนักนั่นเอง โดยเฉพาะบรรดาประเทศผู้ผลิตน้ำมันทั้งหลาย และนั่นเอง...ที่ทำให้ผู้นำอิหร่าน อย่างประธานาธิบดี “โรฮานี” ท่านเลยต้องหันมาเสนอความคิดริเริ่มเอาไว้ต่อที่ประชุมสหประชาชาติคราวล่าสุด ด้วยสิ่งที่เรียกกันย่อๆ ว่า “HOPE” หรือ “Hormuz Peace Endeavor” คือความเพียรพยายามเพื่อให้เกิดสันติภาพขึ้นมาในบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ อันถือเป็นเส้นทางสายหลักของการระบายน้ำมันออกสู่ตลาดโลก ด้วยการเชิญชวนให้บรรดาประเทศผู้ผลิตน้ำมันในตะวันออกกลางและอ่าวเปอร์เซียทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นซาอุฯ หรือกลุ่มประเทศพันธมิตร หันมาร่วมมือกับอิหร่านในการปกป้องสันติภาพให้กับเส้นทางขนส่งน้ำมันเหล่านี้ โดยไม่จำเป็นต้องหันไปพึ่งพาประเทศที่อยู่นอกภูมิภาค อย่างอเมริกา อังกฤษ และอิสราเอล ที่มีแต่จะยุแยงตะแคงรั่ว หรือมีแต่จะสร้างปัญหาให้กับแต่ละประเทศในภูมิภาคดังกล่าว ด้วยกรรมวิธีต่างๆ นานา เพื่อที่จะหาทาง “ควบคุมตลาดน้ำมันในตะวันออก และในตลาดโลก รวมทั้งเพื่อกดดันและปิดล้อมมหาอำนาจคู่แข่งอย่างจีนและรัสเซียไปด้วยในตัว...”

จริง-ไม่จริง...น่าเชื่อ-ไม่น่าเชื่อ อันนี้คงต้องไปหาทางชั่งน้ำหนักกันเอาเอง แต่ที่แน่ๆ ก็คือ ภายใต้ความฉิบหายวายวอดของประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่อย่างซาอุฯ ไม่ว่าจะโดยฝีมือใครก็แล้วแต่ คงปฏิเสธไม่ได้ว่า...ผู้ที่ได้รับประโยชน์อย่างเน้นๆ เนื้อๆ ไม่ว่าในแง่การเมือง เศรษฐกิจ การทหาร ก็คงหนีไม่พ้นไปจากคุณพ่ออเมริกานั่นเอง ยกเว้นเพียงแต่ว่า...ถ้าประเทศพี่เบิ้มรายใหญ่แห่งตะวันออกกลาง อย่างซาอุฯ เกิดได้ “สติ” หันมา “สามัคคี” ร่วมมือ ร่วมใจกับประเทศที่อยู่ในภูมิภาคเดียวกัน หัวอกเดียวกัน หันมาสร้างความหวัง สร้างสันติภาพภายในภูมิภาค ตามแนวคิดริเริ่มที่เรียกว่า “HOPE” ของอิหร่านขึ้นมาแล้วล่ะก็ ประเทศที่หากินกับ “สงคราม” มาโดยตลอด อย่างคุณพ่ออเมริกา...คงหนีไม่พ้นต้อง “เหี่ยวปลาย” ไปตามสภาพ...


กำลังโหลดความคิดเห็น...