xs
xsm
sm
md
lg

กระแส #ClimateStrike โลกป่วยคนป่วยอย่าง climate change

เผยแพร่:   โดย: Eard Nawat

อุณหภูมิโลกที่สูงขึ้นเปรียบเทียบกับเมื่อช่วง 1850-1900 https://www.ipcc.ch/sr15/download/
ปฏิเสธไม่ได้เลยว่ากระแส #ClimateStrike ตั้งแต่วันศุกร์ที่ผ่านมานั้นยิ่งใหญ่และสามารถดึงดูดความสนใจของผู้คนทั่วโลกให้มามองประเด็นโลกป่วยคนป่วยอย่าง climate change ได้อย่างดี ภาพที่ผมเห็นคือเยาวชน นักเรียน นักศึกษา ลุกขึ้นมาเดินขบวนประท้วง ทั้งใน กรุงเทพฯ ฮ่องกง ซิดนีย์ เคปทาวน์ ลอนดอน ออสโล เบอร์ลิน บรัสเซลส์ ริโอเดอจาเนโร โตเกียว ไนโรบี คาบูล นิวยอร์ก และอื่นๆอีกมากมาย (เขียนคงได้เป็นอีกย่อหน้า) รวมกันนับล้านๆคน

แน่นอนการประท้วงครั้งนี้ผู้นำการประท้วงต้องการส่งสาร “เตือน” ไปยังผู้นำโลกที่จะมาประชุมกันในงาน UN Climate Action Summit ที่จะเกิดขึ้นวันพรุ่งนี้ (23 กันยายน) ที่นิวยอร์ก สิ่งที่น่าสนใจของการเคลื่อนที่ยิ่งใหญ่ครั้งนี้ก็คือผู้นำสาวน้อย อายุ 16 ปี จากสวีเดน ชื่อ Greta Thunberg นักสู้ผู้สร้างกระแสการต่อสู้ประเด็น climate change ที่เริ่มจากคนคนเดียว นำไปสู่การประท้วงระดับโลกได้ในเวลาเพียงหนึ่งปี ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม เธอทำมันได้ดี ดีกว่าที่นายนอัลกอร์ทำมาแล้วเมื่อปี 2006 ผ่านหนัง(กึ่ง)สารคดีเรื่อง An Inconvenient Truth ด้วยซ้ำ

กระนั้นก็ตามเรื่อง climate change เป็นเรื่องที่ยากจะเข้าใจ ขอสารภาพด้วยความสัตย์จริงว่าผมอ่อนด้อยเรื่องนี้มาก ไม่รู้เลยจริง ๆ ว่าสถานการณ์ตอนนี้เป็นอย่างไร เราต้องทำอะไร ถ้าไม่ทำแล้วจะเกิดอะไร ได้ฟังสาวน้อย Greta Thunberg ประกาศกร้าวว่ามันคือปัญหาเร่งด่วน คอขาดบาดตาย (และแบบตายหมู่ด้วย) พร้อมตัดพ้อว่าทั้ง ๆ ที่ผ่านมาผู้คนก็เหมือนว่าจะตระหนักถึงความสำคัญแต่กลับไม่มีผู้นำในโลกปฏิบัติกับปัญหานี้เยี่ยงเรื่องคอขาดบาดตายเลยแม้แต่น้อย กลับมีแต่การพูดสวยกับการกระทำแบบขอไปทีเท่านั้น… เธอบอกว่าใช่ซี้เดี๋ยวพวกคุณก็ตายจะเหลือก็แต่คนรุ่นเธอที่จะต้องรับภาระ รับกรรม รับผลของพวกผู้ใหญ่ที่ไม่แยแส เธอจึงทำให้ต้องทำอะไรซักอย่าง (ถึงแม้ว่ามันจะทำให้เธอต้องหยุดเรียน… แน่นอนก็เพราะมันสำคัญกว่าการเรียนนะสิ!) จากที่ได้นั่งดูเธอพูดในหลายๆเวที ผมได้ยินเธอพูดถึงรายงานของ Intergovernmental Panel on Climate Change (IPCC) ที่ชื่อ Global Warming 1.5°C บ่อยครั้ง นั่นทำให้ผมสงสัยเหลือเกินว่ารายงานที่ว่านี้มีเนื้อหาอะไร เพื่อจะเปิดกระบาลตัวเองได้บ้าง แต่ก่อนอื่นผมอยากรู้ว่าทำไมต้อง 1.5°C ดังนั้นเลยลองเปิด report ที่ว่าอ่านดูส่วนคัดย่อแบบคร่าว ๆ (คร่าวมากเพราะฉบับเต็ม 600 กว่าหน้า) พอตอบตัวเองได้ดังนี้

•1.5°C คืออะไร?: มันคือ limit ของอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกที่ไม่ควรสูงเกินกว่านี้เมื่อเปรียบเทียบกับอุณหภูมิโลกในยุคก่อนอุตสาหกรรม (pre-industrial) และด้วยการคาดการของนักวิทยาศาสตร์ อุณหภูมิโลกเราก็จะสูงขึ้นเรื่อย ๆ และน่าจะไปถึงจุดนั้นสบายๆในช่วงปี 2030 ถึง 2052

• ทำไมต้อง 1.5°C?: นักวิทยาศาสตร์บอกว่ามันคือจุดที่จะสร้างความเสียหายต่อระบบนิเวศอย่างรุนแรงที่จะส่งผลกระทบต่อมนุษย์และระบบนิเวศอย่างมาก เมื่อเปรียบเทียบกับจุดที่ต่ำกว่า 1.5 °C ประมาณว่ามันเป็น turning point ที่เราไม่ควรไปถึง แต่ช้าก่อน… เราไม่ต้องรอจนมันถึงจุดนั้นก่อนก่อนที่จะเป็นปัญหานะ มันเริ่มมานานแล้ว เอาจริง ๆ ตอนนี้อุณภูมิเฉลี่ยโลกเราก็สูงกว่ายุคก่อนอุตสาหกรรมประมาณ 1 °C มาแล้ว (อีก 0.5 °C ก็จะ 1.5 แล้ว!) เราก็เริ่มได้รับผลกระทบแล้ว เช่น ปรากฎการณ์ลมฟ้าอากาศแบบสุดโต่ง พวกคลื่นความร้อน ฝนตกหนัก น้ำท่วมฉับพลัน หรือระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น แต่ถ้าผ่าน 1.5°C ไปเราจะเจอหนักกว่านี้มาก ตัวอย่างเช่น

- ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น : ไม่ว่าจะอย่างไร น้ำทะเลก็สูงขึ้น เพราะโลกเราร้อนขึ้น แต่ถามว่าระดับไหนที่น่ากลัวมากกว่ากัน0จากรายงาน ภายในปี 2100 คาดการว่าน้ำทะเลจะสูงขึ้นประมาณ 0.26-0.77 เมตร หากโลกร้อนที่ 1.5°C แต่ถ้าร้อนเกินนี้ เช่น ที่ 2°C น้ำทะเลจะสูงขึ้นกว่านี้อีก 0.1 เมตร แล้วมันแปลว่าอะไร แปลว่าคนไม่ต่ำกว่า 10 ล้านคนทั่วโลกจะต้องเผชิญปัญหาและต้องรับกับความเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งพื้นที่ต่ำที่อยู่ติดทะเล การย้ายถิ่นฐาน น้ำเค็มล้นเข้าแผ่นดินทำลายระบบนิเวศ

- อุณหภูมิน้ำทะเลสูงขึ้น เป็นกรดมากขึ้น และระดับออกซิเจนลดลง ในระดับที่จะเลยจุดที่ไม่มีวันหวนหลับของระบบนนิเวศทางทะเลและชายฝั่ง (irreversible loss) ยกตัวอย่างเช่น ปลาสัตว์ทะเลอพยพหนีเส้นศูนย์สูตร (เพราะมันร้อน) ขึ้นที่เหนือหรือลงใต้ก็แล้วแต่ ทำให้ระบบนิเวศเปลี่ยนแปลงแน่นอน ผลผลิตจากการทำประมงและการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำได้รับผลกระทบแน่นอน นักวิทยาศาสตร์ประมาณการไว้ว่า ผลการจับต่อปีจะลดลง 1.5 ล้านตัน และจะไปถึง 3 ล้านตันที่อุณหภูมิเพิ่ม 2°C นอกจากนี้ปะการังจะได้รับผลกระทบและเสื่อมสภาพเพิ่มเติมอีก 70-90% ที่ 1.5°C และจะไปถึง 99% หากเราสามารถทำอุณหภูมิไปแตะที่ 2°C ได้สำเร็จ

- บนบก สภาพอากาศแปรปรวนอย่างหนัก ทั้ง heat waves ความแห้งแล้ง น้ำท่วม ผลกระทบต่อระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ ตั้งแต่การสูญหายของชนิดพันธุ์สัตว์ในพื้นที่และการสูญพันธุ์ที่เพิ่มขึ้น (การนำเสนอสถิติทำให้ผมมึนงงกว่าที่จะสรุปได้ ณ ตอนนี้) แต่ที่แน่ ๆ ป่าไม้ในพื้นที่ห่างไกลจากเส้นศูนย์สูตร (high-latitude) พวกป่าไม้เขตหนาวทั้งหลายจะได้รับผลกระทบอย่างหนัก

- ความเสี่ยงต่อมนุษย์มีมากมาย เริ่มจากชุมชนเปราะบางโดยเฉพาะที่เป็นชุมชนชายฝั่ง ได้จะรับผลกระทบก่อนใคร เพราะเป็นคนที่ได้รับผลโดยตรง (เช่น น้ำทะเลหนุนสูง บ้านหาย น้ำทะเลอุ่น ปลาหาย) แต่กลับไม่พร้อมต่อการเปลี่ยนแปลง ความยากจนและความเสียเปรียบจะเพิ่มสูงมากขึ้น สุขภาพคนทั่วไปย่อมได้รับความเสี่ยงจาก heat waves และโรคที่เกี่ยวข้องกับความร้อนจะตามมา รวมถึงเชื้อโรคที่ชอบอากาศร้อนๆด้วย และเมื่อชีวิตและที่อยู่อาศัยของสัตว์และพืชได้รับผลกระทบ นั่นหมายถึงแหล่งอาหารของคนก็กระทบไปด้วย การปลูกพืชไร่ที่จำเป็นต่อการผลิตอาหารของมนุษย์ตั้งแต่ ข้าวโพด ข้าว ข้าวสาลี จะได้รับผลกระทบ ปศุสัตว์ก็ไม่เว้น กล่าวโดยสรุปคือ food security น่าจะไม่ค่อย secure เท่าใดนัก

อ่านมาถึงจุดนี้ (ยังไม่ถึงตรงที่กล่าวว่าเราควรต้องทำอะไร แค่ไหนถึงจะพอที่จะบรรเทาอาการป่วยของโลกเรา) ของรายงานผมก็แทบอ้วกด้วยข้อมูลที่น่าหดหู่เต็มไปหมด ความคิดหนึ่งที่เกิดขึ้นในสมองก่อนไปหาอะไรอย่างอื่นผ่อนคลายทำในวันอาทิตย์คือ โลกเราไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยความอยากรู้เท่านั้น… รายงานนี้ก็เช่นกัน ไม่ว่ามันจะดูเป็นวิทยาศาสตร์ขนาดไหนก็ตาม

ข้อมูลรายงาน https://www.ipcc.ch/sr15/
ผลกระทบของ global warming https://www.ipcc.ch/sr15/download/


กำลังโหลดความคิดเห็น...