xs
xsm
sm
md
lg

จุดเริ่มต้น...อวสานอเมริกา (1)

เผยแพร่:   โดย: ทับทิม พญาไท

โรเบิร์ต โอไบรเอน ที่ปรึกษาความมั่นคงแห่งชาติ คนใหม่
เปิดฉากสัปดาห์นี้...คงหนีไม่พ้นต้องกลับไปตรวจสอบ ทบทวนถึง “แนวรบในตะวันออกกลาง” กันอีกสักรอบนั่นแหละทั่น เพราะหลังการเปิดฉากถล่มคลังน้ำมันซาอุฯ ที่ถือเป็น “หัวใจ” กระบวนการผลิตน้ำมันของราชอาณาจักรแห่งนี้ ไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว โดยฝีมือของใครก็แล้วแต่ ฉากสถานการณ์ในตะวันออกกลางก็ยังคงอึมครึม ชนิดแทบไม่รู้ว่าจะเกิดการ “จุดไฟนรกสุดขอบฟ้า” ขึ้นมาหรือไม่ อย่างไร เมื่อไหร่ และตอนไหน ส่งผลให้ “ราคาน้ำมัน” เลยยังต้องแกว่งไป-แกว่งมา ไม่รู้จะขึ้น-จะลง กันในแบบไหนต่อไป เล่นเอาบรรดา “นักเก็งกำไร” ปวดหัว เวียนเฮดกันไปมิใช่น้อย...

เพื่อให้มองเห็นภาพ และสามารถวาดจินตนาการออกมาได้ชัดๆ เลยคงต้องขออนุญาตแยกแยะประเด็นแต่ละประเด็นออกไปเป็นข้อๆ ดังต่อไปนี้ เริ่มจาก 1. ในประเด็นข้อสงสัยว่าใครกันแน่??? ที่เป็นผู้ส่งโดรน เป็นผู้สาดบ้องข้าวหลามยักษ์ หรือขีปนาวุธชนิดต่างๆ เข้าใส่โรงงานผลิต “Abqaiq” และ “Khurais” ของบริษัท “Aramco” คราวนี้ ซึ่งแน่ล่ะว่า...สำหรับพันธมิตรของซาอุฯ อย่างคุณพ่ออเมริกา ยังไงๆ คงต้องหันไป “ชี้นิ้ว” ที่ศัตรูคู่กัดอย่างอิหร่านเป็นรายแรก ด้วยเหตุผลเพื่อประกอบการพิจารณาดังต่อไปนี้...

1.1 เพราะต้องถือเป็นความปรารถนา ความต้องการของบรรดาพวก “Neocons” หรือพวก “เหยี่ยว” ทั้งหลายในรัฐบาลอเมริกันที่มุ่งจะไล่ถีบ ไล่กระทืบ หรือมุ่งที่จะ “เปิดฉากสงคราม” กับอิหร่านมาตั้งแต่แรก หรือตั้งแต่สมัยรัฐบาลเรแกน รัฐบาลบุช ฯลฯ โน่นเลย โดยแม้ว่า “เหยี่ยว” อย่าง “นายจอห์น โบลตัน” ที่ปรึกษาความมั่นคงทำเนียบขาว จะถูกผู้นำอเมริกาหันมาถีบทิ้งไปแล้ว แต่บรรดาเหยี่ยวที่ยังหลงเหลืออยู่ ยังเกาะคอน เกาะแข้ง เกาะขา “ทรัมป์บ้า” อย่างเหนียวแน่น ก็ยังมีอยู่อีกไม่รู้กี่ตัวต่อกี่ตัว ไม่ว่าจะเป็นรองประธานาธิบดี “ไมค์ เพนซ์” รัฐมนตรีต่างประเทศ “ไมค์ ปอมเปโอ” หรือแม้แต่ที่ปรึกษาความมั่นคงรายใหม่ผู้ได้ชื่อว่า “นักเจรจา” แลกเปลี่ยนตัวประกัน อย่าง “นายโรเบิร์ต โอไบรเอน” (Robert O’Brien) ก็เถอะ ถ้าใครที่มีโอกาสได้อ่านข้อเขียน บทความ เรื่อง “สหรัฐฯ ยังอาจถูกลากเข้าสู่สงคราม แม้สายเหยี่ยวสุดโต่งอย่างโบลตันจะถูกปลดไปแล้ว” ของ “นายจอห์น เฟฟเฟอร์” (John Feffer) ผู้อำนวยการสถาบัน “Foreign Policy in Focus” ที่เว็บไซต์ผู้จัดการของหมู่เฮา เพิ่งนำมาเผยแพร่ไปเมื่อวัน-สองวันนี้ ก็น่าจะพอถึง “บางอ้อ” ว่าที่ปรึกษารายใหม่รายนี้ คงไม่ได้มีไฟลัมหรือสปีชีส์ผิดแผกแตกต่างไปจาก “นายจอห์น โบลตัน” เอาเลยแม้แต่น้อย คือไม่เพียงแต่เป็นผู้ต่อต้าน คัดค้าน ข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่านมาตั้งแต่แรก ยังเป็นผู้เคยสรรเสริญเยินยอ ยกย่องจุดยืนและแนวคิดของ “นายจอห์น โบลตัน” แบบชนิดเลียร์จนขนติดปากอะไรประมาณนั้น หรือยังเป็น “เหยี่ยวตัวใหม่” ที่ไม่ได้ต่างไปจากตัวเดิมๆ นั่นเอง...

1.2 ถ้าหากบรรดาผู้มีอำนาจ บทบาทในการเมืองสหรัฐฯ ไม่ว่าเหยี่ยว-ไม่เหยี่ยว จะไม่ “ชี้นิ้ว” ไปยังอิหร่านในเรื่องนี้ นั่นย่อมเท่ากับไม่ต่างอะไรไปจากการยอมรับสารภาพ ว่า “ระบบป้องกันภัยทางอากาศ” ของอเมริกา ที่ขายไปให้กับซาอุฯ ในราคาแพงแสนแพง ไม่รู้กี่พันกี่หมื่นล้าน อย่างระบบ “Patriot” หรือ “Aegis” นั้น ต่างเป็นอะไรที่ “ห่วยแตก” เอามากๆ เพราะไม่สามารถป้องกันแม้แต่จรวด หรือโดรน ราคาถูกๆ ของพวก “กบฏเยเมน” ได้เลยแม้แต่น้อย อันทำให้ใครต่อใคร ประเทศไหนต่อประเทศไหน หนีไม่พ้นต้องหันไปเจรจา หาซื้อระบบ “S-300” หรือ “S-400” จากรัสเซียไว้ป้องกันตัวนับแต่นี้ไป ชนิดสามารถมาแรงแซงโค้ง อย่างมิอาจหยุดยั้งได้โดยเด็ดขาด แม้ต้องถูกอเมริกา “แซงชั่น” กันหรือไม่ อย่างไร ก็ตาม...

1.3 สำหรับ “เหยื่อ” ผู้ถูกโจมตีอย่างราชอาณาจักรซาอุฯ แล้ว...มาถึง ณ ขณะนี้ ต้องเรียกว่า ยังออกอาการ “ก้ำๆ-กึ่งๆ” คือยังไม่ถึงกับพร้อมที่จะนั่งยัน นอนยัน ตีลังกายัน ว่าการโจมตีคราวนี้เป็นฝีมือคู่แข่งทางอำนาจอย่างอิหร่านหรืออย่างที่รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน “นายจาวาด ซารีฟ” ท่านสรุปเอาไว้ล่าสุดนั่นแหละว่า “แม้แต่ซาอุฯ...ก็ยังไม่เชื่อในนิยายเรื่องอิหร่านเป็นผู้โจมตีตัวเอง” ถึงได้ไปแก้แค้น เอาคืน ด้วยการส่งเครื่องบินไปถล่มพวกกบฏเยเมนกันแทนที่ แม้เป็นการกระทำที่ฝืนข้อตกลงหยุดยิงของสหประชาชาติก็ตาม อีกทั้งในราชอาณาจักรซาอุฯ นั้น คงต้องยอมรับว่า...มีกลุ่มผู้ไม่เห็นด้วยกับการก่อสงครามเยเมนมาตั้งแต่แรก แม้แต่ “นายจามาล คาช็อกกี” ที่ถูกคำสั่งฆ่ารัดคอโดยมกุฎราชกุมารซาอุฯ ไปแล้วก็ตาม และบรรดากลุ่มคนเหล่านี้นี่เอง ที่ได้รับการอ้างอิงจากพวกกบฏเยเมน ว่ามีส่วนช่วยเหลือและร่วมมือการโจมตีคลังน้ำมันซาอุฯ ในคราวนี้ ผลสรุปขั้นต้นของโฆษกกองกำลังพันธมิตรซาอุฯ จึงได้แต่สรุปไว้แต่เพียงว่า “อาวุธที่ใช้โจมตี” มาจากการสนับสนุนของอิหร่านแน่ๆ แต่ยังไม่ไปไกลถึงขั้น กล้าสรุปว่าการโจมตีเกิดขึ้นในพื้นที่ตอนใต้ของอิรัก หรือในดินแดนอิหร่าน อย่างที่บรรดา “แหล่งข่าวผู้ไม่ประสงค์จะออกนาม” ในอเมริกา พยายามยัดเยียดข้อมูล หรือทฤษฎีให้กับ “สำนักข่าวตะวันตก” กันเป็นหลัก...

1.4 อีกทั้งถ้าดูจาก “ศักยภาพ” หรือ “ขีดความสามารถ” ของพวกกบฏเยเมนแล้ว ไม่ว่าจะกระจอกงอกง่อยเพียงใดก็ตาม แต่จะไปดูหมิ่น ดูแคลน หรือดูเบาไม่ได้โดยเด็ดขาด เพราะตลอดห้วงระยะเวลาที่ผ่านมา ก่อนหน้าการโจมตีคลังน้ำมัน “Abqaiq” และ “Khurais” นั้น ไม่ว่าโดรน หรือขีปนาวุธของพวกกบฏเยเมน ก็เคยสามารถเล็ดรอดเข้าไปถล่มสนามบิน คลังอาวุธ ฐานบัญชาการทางทหาร รวมทั้งคลังน้ำมันต่างๆ ที่อยู่ลึกเข้าไปภายในราชอาณาจักรซาอุฯ ได้เที่ยวแล้ว เที่ยวเล่า ไม่ว่าจะเป็นสนามบิน “Jizan” คลังน้ำมัน “Shaybah oil field” ตลอดไปจนถึงแหล่งสาธารณูปโภคในยูเออี ฯลฯ มาแล้วไม่รู้จะกี่ครั้ง กี่หน ส่วนเรื่อง “ระยะทาง” หรือ “พิสัย” การโจมตี ก็แทบไม่ได้เป็นปัญหา เพราะบรรดาสื่อตะวันตก ไม่ว่า “MintPress News” หรือแม้กระทั่ง “New York Times” ต่างก็รับรู้ รับทราบ หรือเคยเปิดเผยข้อมูล ให้เห็นชัดๆ มาก่อนหน้านั้นแล้วว่า รัศมีทำการของจรวดแบบใหม่ หรือเครื่องบินโดรนของพวกกบฏ สามารถออกปฏิบัติการได้ไกลถึง 800-1,000 ไมล์ ไม่จำเป็นต้องแอบไปซุกๆ ซ่อนๆ อยู่แถวๆ อิรัก หรือในดินแดนอิหร่าน เอาเลยแม้แต่น้อย...

1.5 แต่ที่สำคัญเอามากๆ ก็คือว่า...การ “ชี้นิ้ว” ไปที่อิหร่าน อันอาจนำไปสู่ “เงื่อนไข-ข้ออ้าง” ใดๆ ก็แล้วแต่ ไปๆ-มาๆ แล้ว...กลับไม่ได้รับการ “ตอบสนอง” อย่างเป็นเนื้อ เป็นหนัง โดยเฉพาะจากบรรดาประเทศพันธมิตรที่เคยเคียงบ่า-เคียงไหล่กับอเมริกามาก่อนไม่ว่าจะเป็นฝรั่งเศส...ก็ดันไม่คิดจะเชื่อเอาง่ายๆ เยอรมนีก็ไม่เชื่อ แม้แต่ญี่ปุ่นที่เป็นลูกค้าน้ำมันรายใหญ่ของซาอุฯ ก็ออกอาการไม่เชื่อขึ้นมาอีกเหมือนกัน หรือไม่ได้ก่อให้เกิด “ความชอบธรรม” ใดๆ ต่อบรรดาประชาคมระหว่างประเทศ พอที่จะใช้เป็นเงื่อนไข-ข้ออ้าง ในการเล่นงานอิหร่าน เหมือนอย่างที่เคยเล่นงานอิรัก อัฟกานิสถาน ซีเรีย ลิเบีย ฯลฯ มาก่อนหน้านี้...

ดังนั้น...การคิดจะเปิดศึก เปิดผ้าม่านกั้ง คิดจุดชนวน “ไฟนรกสุดขอบฟ้า” อย่างที่บรรดาพวก “เหยี่ยว” ทั้งหลายในอเมริกาปรารถนาต้องการย่อมไม่ใช่เรื่องง่ายๆ แต่ภายใต้ฉากสถานการณ์ในลักษณะเช่นนี้ มันจะนำไปสู่อะไรอีกต่อไป อันนี้...คงต้องขออนุญาต “ลากต่อ” ไปวิเคราะห์ สังเคราะห์ ในวันพรุ่งนี้ก็แล้วกัน...


กำลังโหลดความคิดเห็น...