xs
xsm
sm
md
lg

ข่าวปนคน คนปนข่าว

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

ข่าวปนคน คนปนข่าว

**“เชื่อบิณฑ์”ยอดบริจาคพุ่งกว่า 350 ล้าน แกะรอยดูเบื้องหลังการทำงานและวิธีการของ“บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์”ที่ไม่ได้มาด้วยกระแสฟีเวอร์ เงินทุกบาท ต้องถึงมือประชาชน วางแผนเป็นระบบ ตรวจสอบเบิก-ถอน บัญชีเป๊ะ กระจายคุมพื้นที่แจกแข่งเวลา ต้องนอนตอนตี 2-3 ตั้งเป้าเฉลี่ยเงินบริจาค ฟื้นฟู โรงพยาบาล วัด โรงเรียนต่อ

วิกฤติน้ำท่วมอุบลราชธานี ถึงวันนี้ต้องยอมรับ“บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์” คือคนที่สังคมไทยเทหัวใจให้หมดใจ ...เห็นได้จากยอดบริจาคเงินยังไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง และ ล่าสุดมีมากกว่า 350 ล้านบาทแล้ว...
“บิณฑ์” และเพื่อนๆ ดารา อาสาสมัครจากมูลนิธิร่วมกตัญญู ยังทำงานหนักในพื้นที่ ... ในสถานการณ์ที่บีบคั้น ชาวบ้านต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วน ยิ่งทำให้ "บิณฑ์" ต้องแข่งกับเวลา เพื่อแจกเงินให้ทัน เพราะสำหรับชาวบ้านแล้ว เงิน 5,000 บาท ต่อครอบครัว ไม่เพียงบรรเทาทุกข์ความเดือดร้อนที่ได้รับแล้ว บางรายก็เปลี่ยนชีวิตไปโดยสิ้นเชิง มี กำลังใจ มีแรงกายที่จะสู้ต่อ...
เมื่อความช่วยเหลือของรัฐบาลติดขัดในเรื่องระเบียบ ระบบ ขั้นตอนของราชการ การตรวจสอบการใช้เงินงบประมาณ ขณะที่การเมืองห่วงแต่เรื่องการ“เอาหน้า” เล่นการเมืองกันไม่ดูภาวะวิกฤติ ไม่เอาประชาชนเป็นตัวตั้ง ดรามาซัดกันนัว รัฐบาล ฝ่ายค้าน ส.ส.ในพื้นที่ ประดิษฐ์ แต่วาทกรรม เอาดีใส่ตัว โยนชั่วให้คนอื่น...
ชาวบ้านถือว่า โชคดีที่มี "บิณฑ์" อาสาเป็น “สะพานบุญ”มาช่วย เรื่องนี้ต้องขยายความกันอีกหน่อย โดยเฉพาะ “วิธีการ”และ “เบื้องหลัง”การทำงานของ พระเอกดัง และ ทีมงานเขาทำอย่างไร ทำไมถึงได้ใจคน จนคนเชื่อมั่น เทใจให้ขนาดนี้...
เรื่องนี้ต้องเริ่มจากการที่คน “เชื่อบิณฑ์”แล้วบริจาคเงิน เพราะมั่นใจว่า เงินที่พวกเขาโอนเข้าบัญชีบิณฑ์นั้น จะไปถึงมือช่วยเหลือพี่น้องที่เดือดร้อนครบทุกบาททุกสตางค์ ... ความเชื่อมั่นไม่ต้องมีข้อกังขา ไม่ใช่ความบังเอิญ เพราะใครๆ ก็รู้ว่า บิณฑ์ เป็นดาราที่ทำงานเพื่อสังคม ทำงานสังคมสังเคราะห์ เป็นจิตอาสาทำงานมูลนิธิร่วมกตัญญูมานานกว่า 20 ปี
ภาพที่เราเห็นจนชินตาคือ ภาพที่เขาสวมชุดมูลนิธิฯ ช่วยเหลือคน สัมผัสชาวบ้าน ความทุกข์ยากมานับไม่ถ้วน ประสบการณ์ที่สั่งสม ทำให้เขารู้ว่า ควรต้องทำอย่างไรเมื่อมีเกิดวิกฤต ประชาชนต้องการความช่วยเหลือ ... เริ่มแรกที่ "บิณฑ์" บอกว่า เขาขอเป็น “สะพานบุญ”ด้วยการโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ควักเงินส่วนตัวนำ 1 ล้านบาท ขึ้นไป ช่วยซับน้ำตาพวกพี่น้องชาวอุบลราชธานี เมื่อวันที่ 14 ก.ย.ที่ผ่านมา
"บิณฑ์" เห็นสภาพความเป็นจริงของสถานการณ์ที่แย่กว่าภาพที่ปรากฏในสื่อ บางคนไม่มีที่อยู่อาศัย บางคนไม่มีข้าวกิน บางคนไม่มีเงินติดตัวแม้แต่บาทเดียว ศูนย์พักพิงก็แออัด บางคนออกมาจากบ้านแต่ไม่มีที่นอน เพราะที่หน่วยงานจัดให้เต็มหมด ... บางคนเป็นโรคน้ำกัดเท้า กัดมือ สัตว์เลี้ยงที่หวังจะขายพอได้เงินมาส่งลูกเรียน ก็ไปกับสายน้ำ หมดเนื้อหมดตัวไปตามๆกัน พืชผักผลไม้ ก็ไม่มีเหลือ...
เพราะฉะนั้น "บิณฑ์" ประเมินว่า เงินจึงเป็นเรื่องเร่งด่วน เขาตั้งเป้าหมายว่า จะแจกให้ครอบครัวละ 1 พันบาท ก็ได้ 1 พันครอบครัว แล้วชวนเพื่อนๆ ในเพจบริจาคตามสมทบโดยไม่คาดหวังว่าจะมาถึง 350 ล้านบาท ในวันนี้ ... ทีนี้ จากความคิด“การรับบริจาค”และ “แจกเงิน”จากครอบครัวละ 1 พันบาท มาสู่ครอบครัวละ 5,000 บาท ความละเอียดรอบคอบบวกประสบการณ์ "บิณฑ์"ทำอย่างไรให้เงินทุกบาททุกสตางค์ ถึงมือประชาชน เป็นวิธีการที่น่าสนใจมาก...
"บิณฑ์" บริหารจัดการขั้นแรก ด้วยการเช็กข้อมูลชาวบ้านจากการลงทะเบียนขอรับความช่วยเหลือ โดยขอรับความอนุเคราะห์จาก นายอำเภอ ผู้ว่าฯ อบต. กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ให้เอาสำเนาทะเบียนบ้าน บัตรประชาชนที่ลงทะเบียนไว้ทุกอำเภอ ทุกตำบล ว่า ได้รับผลกระทบ ... วางกฎ "ไม่จ่ายเงินให้ผู้นำชุมชนเอาไปแจกประชาชน" เงินต้องแจกถึงมือชาวบ้านเอง... ตรงนี้มาจากความคิดที่ว่า ปล่อยให้ชาวบ้านรอไม่ได้ เพราะว่าเขาต้องการเงิน รีบเร่งให้ประชาชนได้รับผลประโยชน์สูงสุด...
สอง กระจายการทำงาน ตอนนี้ เนื่องจากจำนวนเงินบริจาคเป็นจำนวนมาก "บิณฑ์และเพื่อน" แบ่งงานกัน วันก่อนจัดทีมกระจายกันออกไปในแต่ละอำเภอ เพราะไม่เช่นนั้น การแจกจะใช้เวลานานสิ้นปีก็ไม่เสร็จ... หลังจัดการด้วยวิธีการเช็กเรื่องวันที่ลงทะเบียนว่า น้ำท่วมเมื่อไหร่ แล้วคนมาลงทะเบียนเพื่อรับของช่วยเหลือจากอุทกภัย กี่ครัวเรือน จากที่ประกาศก่อนนี้ ถ้ามาก่อนหน้านั้นก็ไม่ได้
ครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่แจกเงิน ... เงินที่เอามาจากประชาชน ทุกบาท ทุกสตางค์ เบิกมาเท่าไหร่ เข้าตำบลไหน มีคนเท่าไหร่ ก็ต้องจ่ายเงินและตรวจเช็ก และปิดบัญชีต้องเป๊ะ และ ส่งรายการต่างๆ ให้ผู้ที่รับผิดชอบเพื่อตรวจสอบกันอีกครั้ง ... เรียกว่า กลางวันลุยแจกเงินช่วยเหลือประชาชน กลางคืนก็มาทำงานเอกสาร และวางแผน ... เบื้องหลังการทำงานอย่างละเอียดนี้ ที่เห็นแจกทุกวัน "ทีมบิณฑ์" มีการทำงานเยอะมาก นอนตี 2-3 ทุกคืน
พระเอกคนดัง ยังวางแผนว่า พอแจกเงินประชาชนครบถ้วน งานจากนี้ตั้งเป้าหมาย "ฟื้นฟู" เรื่อง โรงพยาบาล วัด โรงเรียน ที่ได้รับผลกระทบ ต้องซ่อมแซม เรื่องพวกนี้ คนใกล้ชิดบิณฑ์ ทำงานกันโดยไม่ได้ปริปากบ่น ดรามาที่ตามมาก็มี แต่นั้นก็ไม่เท่ากับเสียงชื่นชม ไม่นับว่า ค่าใช้จ่าย ค่าเครื่องบิน ค่าเดินทาง ค่ากินอยู่ ค่าโรงแรม ของบิณฑ์ และเพื่อนอาสามูลนิธิร่วมกตัญญู ดูแลกันเอง ไม่ได้เอาเงินที่ประชาชนบริจาคทางธนาคาร มาใช้
รู้อย่างนี้ ยิ่งต้องซูฮกในหัวจิตหัวใจของพระเอกตัวจริงคนนี้ “บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์”

** คณะกรรมการวัตถุอันตราย ยื้อการแบน "3 สารพิษ" ออกไปอีก 60 วัน ก็คงต้องถามท่าที "ประชาธิปัตย์" ว่าเอายังไง ...ขนาด "ลุงตู่" ออกมาส่งสัญญาณให้ทำโดยเปิดเผย ยังเอาไม่อยู่
จากที่ลุ้นกันว่า ที่ประชุม"คณะกรรมการวัตถุอันตราย" ซึ่งมีการประชุมกันไปเมื่อวันที่ 18 ก.ย.ที่ผ่านมา จะมีมติออกมาอย่างไร เกี่ยวกับการพิจารณา"แบน" หรือ"ไม่แบน" สารเคมีเกษตร ที่มีความเสี่ยงอันตรายสูง 3 ชนิด คือ "พาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซต" ... หลังจากใช้เวลาในการพิจารณากันไปประมาณ 4 ชั่วโมง ผลออกมาคือ "ยังไม่แบน"...
โดย "อภิจิณ โชติกเสถียร" รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะประธานคณะกรรมการวัตถุอันตราย ออกมาแถลงผลการประชุม โดยอ้างถึงหนังสือบัญชาของนายกรัฐมนตรี ให้มีการหารือ 4 ฝ่าย ที่ประกอบด้วย 1. หน่วยงานรัฐ 2. ผู้นำเข้าสารเคมี 3. เกษตรกร และ 4. ผู้บริโภค เพื่อหาข้อยุติในเรื่องนี้ ...
ว่าแล้วก็โยนลูกกลับไปที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้เป็นเจ้าภาพ แก้โจทย์เดิมที่ว่า หากมีการเลิกใช้ "สารพิษ 3ชนิด" ที่ว่านี้แล้ว จะมีวิธีใด หรือใช้อะไรมาทดแทน และสิ่งที่จะมาทดแทนนั้น ต้องไม่อันตราย ไม่แพง จนเกษตรกรเข้าไม่ถึง แล้วส่งผลการศึกษามาให้ "คณะกรรมการวัตถุอันตราย" พิจารณาอีกครั้ง ภายใน 60 วัน...
เท่ากับว่า การแบน3 สารพิษ "ถูกยื้อออกไปอีก 60 วัน" ทั้งที่ความเป็นจริงแล้ว หลายประเทศก็ประกาศยกเลิกการใช้ไปแล้ว และก็มิได้มีอะไรมาแสดงให้เห็นว่า จะกระทบต่อวิถีชีวิตของเกษตรกร ...
หากจับท่าทีของรัฐมนตรี ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ อย่าง"อนุทิน ชาญวีรกูล" รองนายกรัฐมนตรี และรมว.สาธารณสุข ก็ต้องการให้เลิกใช้ เพราะมีผลการศึกษาวิจัยยืนยันว่า เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ทั้งกับตัวเกษตรกรผู้ใช้ และผู้บริโภคที่ต้องรับสารพิษตกค้าง สะสม หากเลิกใช้ได้ก็จะสามารถลดงบประมาณในการรักษา"คนไข้" ที่ได้รับสารพิษดังกล่าว ขณะที่ "มนัญญา ไทยเศรษฐ์" รมช.เกษตรและสหกรณ์ ที่เดินหน้าเรื่องนี้มาตลอด ตั้งแต่เข้ารับหน้าที่ ถึงขั้นประกาศว่า "ต้องแบน" 3 สารพิษนี้ให้ได้ก่อนสิ้นปี 62 ...ส่วน"สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ" รมว.อุตสาหกรรม ก็ยืนยันว่าส่วนตัว ก็อยากให้ยกเลิกเช่นกัน และได้ให้นโยบายไปกับปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมแล้วว่า อยากให้เลิกใช้ เพียงแต่คณะกรรมการวัตถุอันตราย ประกอบด้วยตัวแทนจากหลายหน่วยงาน ...ถ้ามติออกมาให้ยกเลิก ก็พร้อมจะผลักดันให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.63 เป็นของขวัญปีใหม่ไปเลย...
แม้แต่ "ลุงตู่" พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ก็ออกมาบอกว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ต้องทำให้เปิดเผย ... นั่นถือว่าเป็นการส่งสัญญาณ "ไฟเขียว" แล้ว ...เพราะที่ผ่านมาการประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตราย เป็นการปิดลับ ลงมติลับ โดยอ้างว่า ที่ไม่สามารถเปิดเผยได้เพราะไม่เช่นนั้นแล้ว อาจมีผลต่อการใช้ชีวิตของกรรมการแต่ละคน ...เมื่อ ไม่สามารถรู้ได้ว่าใครลงมติอย่างไร ผลจึงออกมาว่ายัง "ไม่แบน" ครั้งแล้วครั้งเล่า...
และครั้งล่าสุด แม้รัฐมนตรี 3 กระทรวงหลัก ที่มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรง รวมทั้งนายกรัฐมนตรี ล้วนมีความเห็นไปในทิศทางเดียวกันคือ "ให้ยกเลิกการใช้" แต่ผลการประชุมที่ออกมา ก็ยังถูกยื้อออกไปอีก 60 วัน ...
ที่เป็นเช่นนี้ เพราะ "คณะกรรมการวัตถุอันตราย" นั้นประกอบด้วย 29 หน่วยงานที่ส่งตัวแทนมาเป็นกรรมการ ร่วมประชุม เมื่อเป็นการประชุมลับ ก็เท่ากับเป็นการเปิดช่องให้ภาคธุรกิจ เข้ามา "ล็อบบี้" กรรมการให้ลงมติไปในทิศทางที่เขาต้องการ จน "นายกฯลุงตู่" ต้องออกปากว่า "เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ต้องทำให้เปิดเผย"... แต่สุดท้ายก็ยังไม่เปิดเผย
หากพิจารณาไปที่ 29 หน่วยงาน ที่ส่งคนมาเป็นตัวแทนในคณะกรรมการวัตถุอันตรายแล้วจะพบว่าสัดส่วนตัวแทนของ "กระทรวงเกษตรฯ" นั้นมีค่อนข้างมาก และมีน้ำหนักต่อการตัดสินใจของคณะกรรมการที่มาจากหน่วยงานอื่น
ถึงตรงนี้ คงต้องถามดังๆไปยัง "เฉลิมชัย ศรีอ่อน" รมว.เกษตรและสหกรณ์ ว่ามีท่าทีต่อเรื่องนี้อย่างไร... เพราะที่ผ่านมา ยังไม่เคยมีความเห็นจากปาก "ท่านรัฐมนตรีเฉลิมชัย" เลย...รวมทั้ง "จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์" รองนายกรัฐมนตรี ที่กำกับดูและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งทั้งคู่ มาจากพรรคประชาธิปัตย์ ... ว่ามีจุดยืนอย่างไร
...อย่าให้ประชาชนต้อง "หมดหวัง" กับผู้นำรัฐบาล นักการเมือง และพรรคการเมือง ที่ถือว่าเป็นผู้มีอำนาจในการกำกับดูแลนโยบายทิศทางการพัฒนาประเทศโดยตรง ...จนประชาชนต้องออกมา "ลงแรง" เอง

--------------

รูป- บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์
- อภิจิณ โชติกเสถียร- มนัญญา ไทยเศรษฐ์ - เฉลิมชัย ศรีอ่อน
กำลังโหลดความคิดเห็น...